มีคำกล่าวในเชิงสร้างสรรค์ว่า “คุณภาพชีวิตมนุษย์บนโลกนี้ พัฒนาขึ้นมาได้ เพราะการตั้งข้อสงสัยและคำถาม…”
คนเก่ง-คนดี-ขี้สงสัย-ใฝ่รู้ จำนวนมากในอดีตจนถึงปัจจุบัน เพียรพยายามที่จะหาคำตอบ.. เพื่อให้แสงสว่าง สร้างสรรค์ นำพามวลมนุษย์ชาติออกมาจากความงมงาย โง่เขลา ให้อยู่รอดปลอดภัย…
ในบันทึกประวัติศาสตร์โลก ทุกวิกฤตการณ์ทางด้านสาธารณสุข จะมี “อัจฉริยะบุคคล” ที่ไม่ยอมแพ้ มุ่งมั่น ทำการทดลอง ทุ่มเทจะเอาชนะ ต้องการคำตอบ…บุรุษ สตรี จำนวนมากที่สร้างคุณูปการต่อสังคมโลกที่เราควรย้อนระลึกถึง ยกย่อง…
ผู้เขียนจำได้ว่า ช่วงวัยเยาว์ เคยอ่านเรื่องราวของบุคคลเหล่านี้จากหนังสือเรียนระดับประถม วิชา สุขศึกษา ซึ่งก็มิได้ซาบซึ้งตรึงใจเท่าใดนัก แต่ต้องท่องจำให้ได้…
ภาพเก่า…เล่าตำนาน ขอย้อนอดีตไปชื่นชมผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ที่สร้างผลงาน วางรากฐานในด้านการสาธารณสุข ที่ทำให้ชาวโลกรอดพ้นจากโรคร้าย โรคภัยไข้เจ็บ…
หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)
เกิดเมื่อ ปี พ.ศ.2365 ที่เมืองโดล เมืองเล็กๆ ในภาคตะวันออกของฝรั่งเศส (ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.2) บิดาของปาสเตอร์เป็นช่างฟอกหนังชื่อ ชอง โจเซฟ ปาสเตอร์ ครอบครัวยากจน ปาสเตอร์ได้รับการศึกษาครั้งแรกที่จังหวัดอาร์บัวส์ ฉายแววเก่งและมุ่งมั่นในแขนงวิทยาศาสตร์และแถมยังมีพรสวรรค์ในด้านงานศิลปะ โดยเฉพาะการวาดภาพ…
เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบซากองและมหาวิทยาลัยปารีส สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาวิทยาศาสตร์เมื่ออายุเพียง 25 ปี ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ในสตราบวร์ก ลิลล์ และมหาวิทยาลัยปารีส …ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สาขาเคมีที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในปี พ.ศ.2410
ในเวลานั้น… ฝรั่งเศสเกิดปัญหาเรื่องไวน์หรือเหล้าองุ่นมีรสเปรี้ยวสร้างความเสียหายไปทั่วปาสเตอร์ได้ศึกษาปัญหานี้ ในขณะที่ผู้คนทั้งหลายยอมรับว่า “เน่าก็คือเน่า”
ปาสเตอร์คิดค้นวิธีการแก้ปัญหาโดยวิธีฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อน เขาทำการทดลองจนพบว่าการให้ความร้อนที่ 55 C สามารถฆ่าเชื้อและไม่ทำให้รสเหล้าองุ่นเสีย
ผู้ผลิตเหล้าองุ่นนำวิธีการนี้ไปใช้ ปรากฏว่าได้ผลดี วิธีนี้ยังสามารถใช้ได้กับนม เครื่องดื่มและอาหารบางชนิดที่บรรจุกระป๋องได้ผลดีอีกด้วย การถนอมอาหาร
ตั้งแต่นั้นมา…ปาสเตอร์มุ่งมั่นทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และในที่สุด ก็พบคำตอบว่า…การเน่าเสียของอาหารเกิดจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เขาเรียกว่า “จุลินทรีย์”
การค้นพบนี้ทำให้ “วิชาจุลชีววิทยา” โดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วในวงการนักวิทยาศาสตร์ ตอบคำถามได้…ว่าทำไม อาหาร สัตว์ พืช ที่วางทิ้งไว้ ทำไมมัน “เน่าเสีย”
ปาสเตอร์แถลงผลการวิจัยต่อที่ประชุมอย่างมั่นใจว่า…ปัญหาการ “เน่าเสีย” ส่วนใหญ่จากการปนเปื้อนในโรงงานอุตสาหกรรม อาหาร เหล้าองุ่นที่เน่า เกิดจาก “จุลินทรีย์” ที่อยู่ในอากาศหรือไม่ก็ในภาชนะบรรจุที่ล้างอย่างไม่ถูกต้อง
จุลินทรีย์ เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครในโลกรู้จัก เพราะมองไม่เห็น
ศาสตราจารย์ ปาสเตอร์ ไม่หยุดแค่นั้น ยังคงทุ่มเทค้นคว้าเกี่ยวกับจุลินทรีย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำการวิจัย ทดลองต่อไปอีกว่า… แล้วจะฆ่าจุลินทรีย์เหล่านี้ได้อย่างไร ?
หลักการการที่เขาพบ… เขาตั้งชื่อวิธีนี้ว่า “วิธีพาสเจอร์ไรซ์” หรือ “การฆ่าเชื้อวิธีปาสเตอร์” (Pasteurization) คล้องจองตามชื่อของเขา
หลุยส์ ปาสเตอร์ จดสิทธิบัตรนี้… การค้นพบจุลินทรีย์ ก่อให้เกิดปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหาร
การบูดเน่าที่เราคุ้นชิน ไม่เห็นแปลก ไม่ตื่นเต้น กลับมีคนสงสัย เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ แบบที่ไม่เคยมีใครทราบมาก่อน ทำให้เกิดการพัฒนาเกี่ยวกับอุตสาหกรรม พืช อาหาร ฯลฯ
ก็ใช่ว่าชีวิตของศาสตราจารย์ หลุยส์ ปาสเตอร์ จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ สมบูรณ์ด้วยชื่อเสียงและเกียรติยศ
ในยุโรปยุคสมันโน้น ยังมีอิทธิพลของ ศาสนา เวทมนตร์ ไสยศาสตร์แผ่ซ่านครอบงำสังคมทุกหมู่เหล่า…นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกหลายคนที่เปิดเผย “ข้อมูล” ทางวิทยาศาสตร์ที่ขัดกับหลักศาสนา จะถูกคุกคาม (ช่วง พ.ศ.2153 ปลายรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ กาลิเลโอ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ที่ยืนยันว่า “โลกไม่ได้แบนเหมือนเขียง…โลกมีสัณฐานกลม” ยังถูกศาสนจักรจับคุมขัง ถูกจองจำ ถูกบังคับให้เผาตำราทิ้ง จนกระทั่งเสียชีวิตในอิตาลี)
การค้นพบของปาสเตอร์ ทำให้เกิดการโต้เถียงกันในแวดวงสังคมอย่างเผ็ดร้อน เพราะในเวลานั้นมีทฤษฎีที่เชื่อกันว่า พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่งในโลก… จุลินทรีย์ไม่มีจริง
พวกต่อต้านปาสเตอร์ คือ พวกวัตถุนิยมและพวกเทวนิยม
ปาสเตอร์กลายเป็น แกะดำ เป็น คนประหลาด ที่ออกมา “หักล้าง” ความเชื่อของสังคมเรื่อง “การเกิดชีวิต จากสิ่งไร้ชีวิต”
ปาสเตอร์ยังมุ่งมั่นทำงาน ศึกษาเกี่ยวกับโรคระบาดในสัตว์ และได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคที่ร้ายแรงที่สุดตอนนั้นคือโรคแอนแทรกซ์ได้สำเร็จ
ปาสเตอร์ ผู้ยิ่งใหญ่ยังขอปฏิวัติความคิดในเรื่อง “สุขอนามัยในโรงพยาบาล” เนื่องจากสตรีฝรั่งเศสจำนวนมากเสียชีวิตจากโลหิตเป็นพิษหลังคลอด อันมีสาเหตุมาจากเครื่องมือแพทย์สกปรก
หลักการของปาสเตอร์ ทำให้โลกรู้จัก วีธีการ “ทำให้ปราศจากเชื้อ” และการรักษาอนามัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะ การล้างมือให้สะอาด การใช้ความร้อนต้ม ลวก การทำความสะอาด การฆ่าเชื้อโรค
ยังไม่จบแต่นี้…ยังมีงานชิ้นสำคัญที่ชาวโลกต้องขอยกย่อง…
การค้นพบวัคซีนที่สร้างชื่อเสียงก้องโลก คือ “วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า” ซึ่งในยุคสมัยโน้น เมื่อหมากัดคน มันคือ ตาย มีมนุษย์ที่ถูกสุนัขกัดแล้วเสียชีวิตแบบไม่มีทางรักษาจำนวนมหาศาล ไม่มีใครทราบว่า เกิดจากอะไร ทำไมถึง “กลัวน้ำ”
เบื้องหลังความสำเร็จระดับโลก เรื่อง “วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า” ที่ขอนำมาบอกกล่าว เป็นดังนี้ครับ…
วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2428 เด็กชาย โจเซฟ เมสเตร์ (Joseph Meister) วัย 9 ขวบ ผู้มีบาดแผลจากการถูกสุนัขกัดถึง 14 รอย และกำลังอยู่ในสภาพโคมา ได้เดินทางมาพร้อมกับแม่ของเขาจากแคว้นอัลซาส ชายแดนของประเทศฝรั่งเศส
แม่หอบหิ้วพาลูกชายที่ “สิ้นหวัง” มายังกรุงปารีสเพื่อพบกับ หลุยส์ ปาสเตอร์ ซึ่งในขณะนั้นได้ทำการทดลองวัคซีนป้องกันไวรัสพิษสุนัขบ้ามาได้ระยะหนึ่ง หากแต่ยังไม่เคยทดลองใช้วัคซีนดังกล่าวกับมนุษย์
ปาสเตอร์ไม่ใช่แพทย์ และเป็นการเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องด้วยข้อหาทำการรักษาโรคอย่างไม่ถูกกฎหมาย ที่ยิ่งกว่านั้นคือ เขายังไม่เคยลองใช้“ตัวยา” นี้กับมนุษย์มาก่อน
ศาสตราจารย์อัจฉริยะไม่มั่นใจว่าวัคซีนดังกล่าวจะใช้ได้ผลกับคนหรือไม่ เขาจึงขอเพื่อนร่วมงานของเขาคือ นายแพทย์ กรานเช ให้ฉีดวัคซีนแก่เด็กคนนั้น
เด็กชายคนนี้กำลังเป็นมนุษย์คนแรกที่ถูกใช้ยาตัวนี้
ตลอด 3 สัปดาห์ เด็กชายเมสแตร์มีอาการดีขึ้น จนหายเป็นปกติ
นี่คือ ความรู้ เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของโลกมนุษย์อีกครั้ง
สถาบันวิทยาศาสตร์ได้เผยแพร่ข่าวความสำเร็จในการทดลองใช้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าไปทั่วโลก
การพบวัคซีนนี้ทำให้ เกิดการค้นพบวัคซีนป้องกันโรคอีกมาก เช่น อหิวาตกโรค วัณโรค และโรคคอตีบ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์เป็นอย่างมาก
ปี พ.ศ.2431 เมื่อค้นพบ “ความรู้” ที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ก็มิได้นอนกอดตำราไว้เป็นความลับ ปาสเตอร์ได้ก่อตั้งสถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) ขึ้นที่กรุงปารีส จากนั้นสถาบันปาสเตอร์ก็ได้ถูกก่อตั้งขึ้นอีกหลายแห่งในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์
สำหรับสยามประเทศ มีการก่อตั้ง “ปาสตุระสภา” และต่อมาพัฒนาขึ้นเป็น “สถานเสาวภา” ในรัชสมัยในหลวง ร.6
ปาสเตอร์สิ้นชีวิตในปี พ.ศ.2438 (ตรงกับปลายรัชสมัยในหลวง ร.5) แต่ผลงานของเขาทรงคุณค่ามาก มนุษยชาติได้รับประโยชน์จากผลงานด้านต่างๆ มากระทั่งทุกวันนี้
มหาบุรุษผู้นี้คือ “ผู้อำนวยประโยชน์แก่มนุษยชาติ” ชื่อของเขายังใช้เป็นชื่อของวัคซีนและกระบวนการต่างๆ ที่ค้นพบ ได้รับการยอมรับว่า “ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนแปลงโลก”
หลุยส์ ปาสเตอร์ คือ มหาบุรุษที่จิตใจดีงาม เก่ง ดี ชีวิตท่านมีคุณค่า อุทิศตนเพื่อต้องการให้เพื่อนมนุษย์ทั้งผองพ้นจากโรคภัย
ปาสเตอร์ คนธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา…ได้เคยกล่าวถ้อยคำไว้ว่า…
“… วิทยาศาสตร์ไม่รู้จักประเทศ เพราะความรู้เป็นของมนุษยชาติและเป็นไฟฉายที่ส่องสว่างแก่โลก…”
มนุษย์ธรรมดา..ที่ไม่ธรรมดา…
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก


เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

