เพิ่งได้ดูหนังสารคดีเรื่องล่าสุดของ “ไมเคิล มัวร์” Where to invade next หรือในชื่อไทย “บุกให้แหลก แหกตาดูโลก” ใครได้ดูคงเห็นด้วยว่าชื่อไทยตั้งได้แสบสันต์เหมาะเจาะกับเนื้อหามาก?
“ไมเคิล มัวร์” พาเราไปดูแนวคิดดีๆ ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่น อิตาลี, ฟินแลนด์, เยอรมนี และสโลวีเนีย เป็นต้น
ดูจบรู้สึกอิจฉาตาร้อนผ่าวขึ้นมาโดยพลัน แม้จะรู้ว่าไม่ได้มีแต่สิ่งดีงามในประเทศเหล่านั้นก็เถอะ?
ที่ “อิตาลี” พนักงานมีสิทธิลาพักร้อนไปเที่ยวได้ปีละ 8 อาทิตย์ โดยที่ยังคงได้เงินเดือนตามปกติ ปีไหนใช้วันลาไม่หมดสามารถทบไปใช้ในปีถัดไปได้อีกต่างหาก (หนังไม่ได้บอกว่าทบได้กี่ปี ถ้าไม่หยุดเลยติดกัน 3 ปี ก็มีสิทธิลาพักร้อนรวดเดียวครึ่งปีเลยซินะ) หนึ่งปีมี 12 เดือน ถึงสิ้นปีจะได้เงินเดือนพิเศษเพิ่มให้อีกเดือน ประมาณว่า ทำงาน 12 เดือน ได้เงิน 13 เดือน?
ในแต่ละวันยังจะทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง รวมเวลาพักเที่ยง ซึ่งนานถึง 2 ชั่วโมงแล้วด้วย?พนักงานส่วนใหญ่จึงมักกลับบ้านไปทำอาหารกลางวันทานที่บ้านกับครอบครัว?
เจ้าของโรงงานผลิตเสื้อผ้าให้กับแบรนด์ดังๆ และซีอีโอบริษัทผลิตรถจักรยานยนต์ชื่อดัง “ดูคาติ” ให้สัมภาษณ์ในหนังทำนองเดียวกันว่า การจ่ายเงินให้พนักงานเพื่อไปเที่ยวในวันหยุดพักร้อน ถือเป็นเรื่องที่สมควรทำ เพราะถ้ามีวันหยุด แต่ไม่มีเงิน หรือมีเงินแต่ไม่มีวันหยุดก็คงไม่มีประโยชน์?
เมื่อพนักงานทำงานอย่างมีความสุข งานก็จะออกมาดี
“คนเราต้องมีวันหยุด จะได้คลายเครียด และกลับมาทำงานได้อย่างมีความสุข”
“กำไรของบริษัท ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับความอยู่ดีกินดีของพนักงาน”
ดูแล้วเคลิบเคลิ้มอยากมอบรางวัล
“ซีอีโอในฝัน” บริษัทในฝันให้จริงๆ?
“เยอรมนี” ก็ดีงามสำหรับมนุษย์เงินเดือนเช่นกัน?
พนักงานมีสิทธิที่จะไม่ตอบอีเมล์ของบริษัทที่ส่งมานอกเวลางาน เจ้านายไม่มีสิทธิก้าวก่ายในวันหยุด ช่วงลาพักร้อนหรือเวลาส่วนตัวของพนักงาน
และถ้าทำงานแล้วเครียด พนักงานสามารถให้หมอเขียนใบสั่งลางานเพื่อไป
พักผ่อนคลายเครียดในสปาที่จัดหาไว้ให้ได้ด้วย ไม่ใช่แค่วันสองวันเท่านั้น แต่ไปพักผ่อน
ได้หลายอาทิตย์ เพราะมีแนวคิดว่าความเครียดเป็นต้นกำเนิดของสารพัดโรคร้ายแรงทั้งหลาย จึงควรหาทางกำจัดต้นตอเสียก่อน?
ประมาณว่ารีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม?
ถ้าปล่อยให้ต้องเจ็บป่วยขึ้นมานอกจากเสียงานเสียการแน่ๆ แล้ว ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากกว่ามาก
เรื่องดีๆ ด้านอื่นในประเทศอื่นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น “ประเทศสโลวีเนีย” (แทบไม่เคยได้ยินชื่อ) ประเทศนี้มีนโยบายว่า ทุกคนจะต้องได้เรียนมหาวิทยาลัยฟรี เด็กๆ มหาวิทยาลัยในประเทศนี้จึงไม่มีใครรู้จักคำว่า “เงินกู้เพื่อการศึกษา” ทำให้มีเด็ก
อเมริกันจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะมาเรียนที่นี่
นโยบายด้านการศึกษาที่เลอค่า และไม่พูดถึงไม่ได้อีกประเทศคือ “ฟินแลนด์”
ดินแดนสุดขอบขั้วโลกเหนือ ซึ่งได้ชื่อว่ามีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก ทั้งๆ ที่ให้เด็กเรียนหนังสือในโรงเรียนเพียงแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง เพราะคิดว่าชีวิตในวัยเด็กมีอะไรสนุกๆ ให้ทำมากกว่าอยู่ในห้องเรียนตั้งเยอะ
“เด็กๆ ควรใช้เวลาอยู่กับเพื่อน กับครอบครัว หรือทำอะไรที่อยากทำมากกว่า ถ้าเขาอยากปีนต้นไม้มากกว่าอยู่ในห้อง ก็ไปปีนต้นไม้ได้ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องปีนต้นไม้ที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้?ในระหว่างปีนต้นไม้พวกเขายังมีโอกาสได้รู้จักแมลงต่างๆ ด้วย” คุณครูท่านหนึ่งกล่าว
นอกจากเน้นกิจกรรมนอกห้อง และเปิดโอกาสให้เด็กเลือกเรียนหรือเล่นในสิ่งที่ต้องการแล้ว?ทุกโรงเรียนในประเทศนี้เรียนฟรี และดำเนินการโดยรัฐทั้งหมด?
การเปิดโรงเรียนแล้วเก็บค่าเทอมถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย?
“ฟินแลนด์” จึงไม่มีโรงเรียนเอกชน นั่นทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีฐานะร่ำรวยอยากสนับสนุนโรงเรียนของรัฐเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งดีกับ
เด็กทั่วไปด้วย เพราะได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน?
เมื่อเด็กต่างฐานะมีโอกาสเป็นเพื่อนกัน เป็นไปได้ไหมว่า เมื่อโตขึ้น เด็กที่มีฐานะร่ำรวยจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น และละอายใจถ้าจะต้องเอาเปรียบคนอื่น
ถึงจะรู้ว่าไม่มีอะไรดีไปทั้งหมด และสิ่งที่ “ไมเคิล มัวร์” ตั้งใจเลือกหยิบจับมานำเสนอในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้อาจดูดีงามเกินจริงไปบ้าง แต่หลังจากดู “บุกให้แหลก แหกตาดูโลก” จนจบ ยอมรับเลยว่า รู้สึกอิจฉาตา(แหก)เป็นอย่างยิ่ง?
อยากให้คนไปดูหนังเรื่องนี้เยอะๆ เผื่อว่าบางส่วนบางเรื่องบางราวที่ดีงามจะงอกเงยขึ้นในบ้านเราบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา
ตอนจบ “ไมเคิล มัวร์” พาไปที่กำแพงเบอร์ลินไปย้อนรำลึกความหลังกับเพื่อนเก่าที่เคยร่วมทุบกำแพงอิฐนี้ด้วยกัน
“กำแพงเบอร์ลินยังล้มได้ จากค้อนแค่อันเดียว จากหนึ่งคน สี่คน สิบ ร้อย พันคน ภายในเวลาแค่สามวัน กำแพงนี้ก็พังลง ทุกอย่างในโลกนี้ก็เป็นไปได้”

