หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องเคลือบ ตั้งแต่บ้านเชียง (อุดรธานี) ถึงบ้านช่างหล่อ (กรุงธนบุรี)

2.07.16 | 20:11 น.
เผาภาชนะดินเผา (ไม่มีเตา)เลียนแบบวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่บ้านคำอ้อ ต. บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี [จากหนังสือ เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยาม โดย ศรีศักร วัลลิโภดม, เสนอ นิลเดช, พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, สมชาย นิลอาธิ, และ สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ) พิมพ์ครั้งแรก โดย บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528]

เครื่องปั้นดินเผาลายเขียนสีในวัฒนธรรมบ้านเชียง น่าจะเป็นไฮไลต์ของโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง
เป็นสิ่งดึงดูดให้คนเข้าชมมากกว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอื่นๆ ของกรมศิลปากร ที่เต็มไปด้วยของศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง เช่น เศียรพระ, แขนพระ, ขาพระ, ศิวลึงค์ ฯลฯ จนคนส่วนมากเบือนหน้าหนี หลงเข้าหนเดียวแล้วไม่กลับไปอีก

ภาชนะดินเผา ทำก้นเป็นมุมคล้ายเครื่องจักสาน (พบที่ บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี)
ภาชนะดินเผา ทำก้นเป็นมุมคล้ายเครื่องจักสาน (พบที่ บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี)

เครื่องปั้นดินเผาสีขาว เนื้อในดำ ผิวด้านในมีลายเขียนสี ผิวด้านนอกคล้ายเครื่องจักสาน (พบที่บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี) ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง [จากหนังสือ เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยาม โดย ศรีศักร วัลลิโภดม, เสนอ นิลเดช, พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, สมชาย นิลอาธิ, และสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ) พิมพ์ครั้งแรก โดย บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528]
เครื่องปั้นดินเผาสีขาว เนื้อในดำ ผิวด้านในมีลายเขียนสี ผิวด้านนอกคล้ายเครื่องจักสาน (พบที่บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี) ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง [จากหนังสือ เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยาม โดย ศรีศักร วัลลิโภดม, เสนอ นิลเดช, พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, สมชาย นิลอาธิ, และสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ) พิมพ์ครั้งแรก โดย บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528]
จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวค้นพบหม้อลายเขียนสีที่บ้านเชียง ตั้งแต่ยุคแรกๆ ราว พ.ศ. 2510 ตอนนั้นผมยังเป็นนักเรียน แต่มีหน้าที่พิเศษเป็นผู้จัดทำวารสารโบราณคดี (ของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) ที่มีศาสตราจารย์ ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา
ท่านอาจารย์สุภัทรดิศสั่งให้เอาบทความลงพิมพ์ด้วยเป็นเรื่องการค้นพบหม้อลายเขียนสีบ้านเชียงครั้งแรก จากนั้นผมมีหน้าที่ต้องติดตามความคืบหน้า ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก จนลืมเกือบหมดแล้วว่าทำอะไร? ยังไง? ฯลฯ

เครื่องปั้นดินเผาสีขาว มีลายเขียนสี (พบที่บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง) [จากหนังสือ เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยาม โดย ศรีศักร วัลลิโภดม, เสนอ นิลเดช, พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, สมชาย นิลอาธิ, และ สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ) พิมพ์ครั้งแรก โดย บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528]
เครื่องปั้นดินเผาสีขาว มีลายเขียนสี (พบที่บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง) [จากหนังสือ เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยาม โดย ศรีศักร วัลลิโภดม, เสนอ นิลเดช, พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, สมชาย นิลอาธิ, และ สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ) พิมพ์ครั้งแรก โดย บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528]
พ.ศ. 2522 ผมทำนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับปฐมฤกษ์ (มีสำนักงานอยู่ซอยบ้านช่างหล่อ ศิริราช กรุงธนบุรี)

พ.ศ. 2528 ผู้บริหารสมัยนั้นของ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอความร่วมมือทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาในไทย เชิญครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาร่วมเป็นหลักเรียบเรียง โดยผมรับเป็นบรรณาธิการ แล้วให้ชื่อหนังสือว่า เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยาม
ครั้งนั้นผมตระเวนจากบ้านช่างหล่อ กรุงธนบุรี ไปตามแหล่งเตาเครื่องปั้นดินเผาตั้งแต่บ้านเชียง อุดร ถึงบ้านอื่นๆ ทั่วประเทศ จนได้เชื้อไข้จับสั่น เป็นมาลาเรีย นอนโรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ ก่อนออกจากโรงพยาบาล หมอบอกว่าต้องเก็บเชื้อไว้ในตับเพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน

ขึ้นรูปภาชนะด้วยวิธีหมุนตีประกอบหินดุ ที่บ้านอ้อ ต. บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี
ขึ้นรูปภาชนะด้วยวิธีหมุนตีประกอบหินดุ ที่บ้านอ้อ ต. บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี

หนังสือตัวจริงที่ได้ส่วนแบ่งมาหลายเล่ม แต่ผมแจกห้องสมุดและผู้มีพระคุณไปหมด ส่วนตัวผมมีแต่ฉบับถ่ายสำเนาแล้วเก็บใส่แฟ้มไว้ดูต่างหน้า

Advertisement

พ.ศ. 2547 ผมหยุดตัวเองจากบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม รายเดือน เพื่อเปิดช่องทางสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ให้หนังสือ
ส่วนตัวเองจะเอาเวลาไปเขียนนิยายที่ปรารถนา และสำรวจค้นคว้าประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ต้องการ โดยมอบต้นฉบับต่างๆ ในแฟ้มให้ผู้รับมอบ จนนานไปผมก็ลืมเอง
แต่แล้วจู่ๆ มีผู้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่มปกอ่อน จากต้นฉบับสำเนาเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบฯ เขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ แต่ผมไม่รู้มาก่อน จึงไม่ได้ตรวจแก้ความถูกต้องเหมาะสมต่างๆ เพราะไม่ใช่ผู้ค้นคว้าวิชาการในเล่ม ผมเป็นแค่คนรวบรวมต้นฉบับจากครูบาอาจารย์มาเรียบเรียงปรับปรุง และพัฒนาเป็นรูปเล่มเท่านั้น

หินดุและไม้ลายใช้ประกอบตีหม้อ ที่บ้านเทอดไทย อ. ธวัชบุรี จ. ร้อยเอ็ด
หินดุและไม้ลายใช้ประกอบตีหม้อ ที่บ้านเทอดไทย อ. ธวัชบุรี จ. ร้อยเอ็ด

ขอย้ำว่าหนังสือเล่มปกอ่อนที่พิมพ์ใหม่ (นานหลายปีแล้ว) ผมไม่ได้เขียนเอง แต่ลงชื่อผมเป็นคนเขียนและพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งผิดหมด
จะขอคัดเสมือนคำนำ หรือคำปรารภ เมื่อพิมพ์ครั้งแรก (พ.ศ. 2528) ตัวจริง ของจริงมาให้อ่านเป็นพยาน ดังนี้

ตีหม้อ ที่บ้านหม้อ ต. เขวา อ. เมืองฯ จ. มหาสารคาม
ตีหม้อ ที่บ้านหม้อ ต. เขวา อ. เมืองฯ จ. มหาสารคาม

ก่อนจะเข้าเรื่อง
เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ
กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยาม
(พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2528)

ก่อนหน้านี้ มีนักปราชญ์ราชบัณฑิต นักค้นคว้า และนักวิชาการ พยายามศึกษาและสอบสวนโดยรวบรวมและเรียบเรียงเรื่องราวของเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบของสยามเอาไว้ไม่น้อย
แต่การศึกษาค้นคว้าจะเน้นไปที่รูปทรงและรูปแบบของศิลปกรรมที่งดงามเป็นสำคัญ
เมื่อไม่เกิน 30 ปีมานี้ การศึกษาด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีมีแนวทางกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม จึงเริ่มให้ความสำคัญต่อหลักฐานเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผา นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีในเมืองไทยต่างพยายามเก็บรวบรวมเศษภาชนะดินเผาที่ได้จากแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วเมืองไทยเพื่อนำไปศึกษาเปรียบเทียบ อันจะนำไปสู่ความรู้เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในอดีตทั้งในระดับชนชั้นสูงและระดับสามัญชน

เผาภาชนะดินเผา (ไม่มีเตา)เลียนแบบวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่บ้านคำอ้อ ต. บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี [จากหนังสือ เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยาม โดย ศรีศักร วัลลิโภดม, เสนอ นิลเดช, พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, สมชาย นิลอาธิ, และ สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ) พิมพ์ครั้งแรก โดย บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528]
เผาภาชนะดินเผา (ไม่มีเตา)เลียนแบบวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่บ้านคำอ้อ ต. บ้านเชียง อ. หนองหาน จ. อุดรธานี
[จากหนังสือ เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยาม โดย ศรีศักร วัลลิโภดม, เสนอ นิลเดช, พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, สมชาย นิลอาธิ, และ สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ) พิมพ์ครั้งแรก โดย บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528]

แต่การศึกษาค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีก็ยังจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะแหล่งใดแหล่งหนึ่งของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งเท่านั้น
แม้จะจำกัดขอบเขตแคบๆ ก็ตาม แต่ความรู้ที่ได้รับจากนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีย่อมลุ่มลึกเฉพาะแหล่งออกไป ถ้าหากจะมีผู้ประมวลความรู้ที่ได้จากหลายๆแหล่งเข้าด้วยกันให้เป็นภาพรวมอย่างกว้างๆก็น่าจะเกิดความก้าวหน้าทางการศึกษาด้านนี้อย่างกว้างขวางและค่อนข้างสมบูรณ์ออกไปอีก
เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์และศิลปินนักออกแบบในเมืองไทยจึงเริ่มต้นเห็นความสำคัญของเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบในแผ่นดินสยาม

นักวิทยาศาสตร์เน้นการศึกษาหนักไปทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนศิลปิน นักออกแบบสนใจหนักไปทางรูปทรงและรูปแบบทางศิลปกรรม เมื่อรวมผลจากความสนใจศึกษาของนักวิชาการเฉพาะด้านแล้ว ก็คือความก้าวหน้าในอีกแง่มุมหนึ่งอันจะก่อให้เกิดพัฒนาการใหม่ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ของอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ
แต่ช่องว่างของการศึกษาเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบของสยามก็ยังคงมีอยู่สืบมา
การศึกษาที่เกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมในสังคมไทยมักจะมีช่องว่างอยู่ที่ผู้ศึกษาพยายามแยกศิลปวัฒนธรรมไว้โดดเดี่ยว โดยไม่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ และมักจะกำหนดเน้นจำเพาะศิลปวัฒนธรรมของชนชั้นสูงเท่านั้น

แท้ที่จริงแล้ว ลักษณะศิลปวัฒนธรรมในสังคมไทยก็อยู่ในหลักเกณฑ์กว้างๆ ของศิลปวัฒนธรรมของมนุษยชาติในโลกที่ประกอบด้วยความสัมพันธ์ 2 ระดับ คือ ศิลปวัฒนธรรมของชาวบ้าน และศิลปวัฒนธรรมของชาวเมือง โดยมิได้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด หากมีลักษณะเกื้อกูลหนุนเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา

นอกจากจะมิได้แยกออกจากกัน แต่มีส่วนเกื้อหนุนกันเองแล้ว ทั้งศิลปวัฒนธรรมของชาวบ้านและศิลปวัฒนธรรมของชาวเมือง ก็ยังจะต้องเกี่ยวข้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางทางการเมือง ไม่ว่าจะในยุคใดสมัยใด อย่างน้อยที่สุดก็มีส่วนกำหนดความเกี่ยวพันของมนุษย์เผ่าพันธุ์ต่างๆ มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
เครื่องปั้นดินเผา เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์มาตลอดเวลา ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างที่มนุษย์กำลังพัฒนาลักษณะเศรษฐกิจแบบแสวงหาอาหารตามธรรมชาติด้วยการร่อนเร่พเนจรไปตามหุบเขา ทุ่งราบ และท้องน้ำ เพื่อก้าวเข้าสู่ลักษณะเศรษฐกิจแบบผลิตอาหารขึ้นเองนั้น เครื่องปั้นดินเผาจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญทีเดียว

กระทั่งสังคมมีพัฒนาการขึ้นเป็นแว่นแคว้นหรือนครรัฐและจนกระทั่งแว่นแคว้นหรือนครรัฐต่างๆจะต้องจัดระบบเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดพัฒนาการทางสังคมที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เครื่องปั้นดินเผาทั่วๆ ไปก็พัฒนาตัวเองเป็นเครื่องเคลือบ ในที่สุดทั้งเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบก็กลายเป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่อุดหนุนให้แว่นแคว้นต่างๆ มั่งคั่งขึ้นกว่าเดิม
แต่ศิลปวัฒนธรรมประเภทเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบมิได้มีความหมายเป็นเพียงสินค้าชนิดหนึ่งที่มีส่วนสร้างความมั่งคั่งให้กับแว่นแคว้นหรือนครรัฐเท่านั้น เพราะแท้ที่จริงแล้วจะมีความหมายเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์เกือบทุกขั้นตอน โดยเฉพาะประเพณีเกี่ยวกับความตายแล้ว เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบจะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและมั่นใจในจิตใจของมนุษย์
การศึกษารูปแบบทางศิลปกรรมของเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความสำคัญมิได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะรูปแบบของเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบจะไปสัมพันธ์กับบทบาทและหน้าที่ที่มีความหมายต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย

มิได้ศึกษาเพื่อพาฝันถึงสังคมในอดีต หากศึกษาเพื่อแสวงหาแก่นแท้ของพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยามในอดีต โดยผ่านพัฒนาการทางรูปแบบและเนื้อหาของเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ ทั้งนี้ก็จะได้หยิบยกเอาความรู้เหล่านั้นมาสร้างความบันดาลใจใหม่ เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบใหม่ ให้เป็นศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีพื้นฐานอันมีที่มา จะได้มีที่ไป
แน่นอน ย่อมทำไปเท่าที่จะทำได้

เนื้อหาสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ก็ศึกษามาเสนอเท่าที่จะศึกษาได้จากหลักฐานเท่าที่มีอยู่ปัจจุบันนี้เท่านั้น หากหลักฐานข้อมูลใหม่จะมีใหม่มาเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ก็จำเป็นต้องมีการปรับปรุง และทัศนะทางวิชาการก็คงจะต้องเปลี่ยนไป
แม้ว่า ศรีศักร วัลลิโภดม รองศาสตราจารย์แห่งภาควิชามานุษวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และ เสนอ นิลเดช รองศาสตราจารย์แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จะศึกษาค้นคว้าและติดตามความก้าวหน้าเกี่ยวกับเรื่องเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบของสยามมาเกือบทั้งชีวิต แต่ถึงกระนั้นท่านทั้งสองก็ยังไม่คิดว่าเพียงพอ เพราะยังมีเรื่องราวความรู้ที่ซ่อนเร้นอยู่ในโลกนี้อีกไม่น้อย

รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เสนอเรื่องราวของเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบเริ่มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนกระทั่งถึงสมัยประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ก็โดยประสบการณ์ที่เดินทางออกไปศึกษาจากท้องถิ่นทั่วทุกหัวระแหงของแผ่นดินสยามอันเป็นประเทศเมืองไทยทุกวันนี้ และจากประสบการณ์ที่ลูบคลำสัมผัสเศษเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบบนผิวดินมาทั่วทุกท้องถิ่นสยามด้วยตัวเอง
รองศาสตราจารย์เสนอ นิลเดช เน้นการศึกษาที่เครื่องถ้วยเคลือบอันเป็นศิลปวัฒนธรรมของชาวเมืองที่มีความซับซ้อนสูง แต่เมื่อได้สัมผัสเส้นสายของรูปทรงตลอดถึงลวดลายศิลปะของราชสำนักมาด้วยตนเอง ทั้งยังได้ทดลองปฏิบัติการโดยใช้แหล่งเตาเผาสมัยใหม่ตรวจสอบเทคโนโลยีสมัยเก่าด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้การศึกษาเรื่องนี้กว้างขวางมากขึ้น

ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีนั้น พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ นักโบราณคดีแห่งกองโบราณคดี กรมศิลปากร ผู้คลุกคลีอยู่กับหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีโดยตรง ทั้งในแง่ส่วนตัวและในแง่ของภาระหน้าที่ในราชการเป็นผู้ตรวจสอบและเสนอแง่มุมที่สัมพันธ์กับเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ
สมชาย นิลอาธิ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปศึกษา วิทยาลัยครูมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม เป็นผู้เสนอการศึกษาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นบ้านพื้นเมือง ทั้งรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ต่อเนื่องกับพื้นบ้านพื้นเมืองทุกขั้นตอน

ความพยายามที่จะเสนอเรื่องราวของเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบ กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยามครั้งนี้ก็เพื่อให้ช่องว่างทางการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมลดลงบ้าง
แม้ว่าคณะบรรณาธิการผู้ศึกษาจะมีพื้นฐานมาก่อนในระยะเวลาหนึ่งก็ตาม แต่ก็มิได้ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะนำเสนอเรื่องราวที่มีขอบเขตกว้างขวางในช่วงเวลานี้
เรื่องนี้มีเหตุมาจากข้อดำริของ คุณศุกรีย์ แก้วเจริญ และ คุณณรงค์ชัย อัครเศรณี แห่ง บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ปรารถนาจะได้หนังสือสักเล่มหนึ่งที่แสดงให้เห็นพัฒนาการของหัตถกรรมต่อเนื่องมาเป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้ถึงทุกวันนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้หยิบยกเอาคุณวิเศษดั้งเดิมมาสร้างสรรค์ให้แก่สังคมสมัยใหม่ อันจะเอื้ออำนวยประโยชน์ส่วนรวมต่อสังคมไทยปัจจุบันและในอนาคต ทั้งนี้ก็โดยพิจารณาในแง่มุมของศิลปะเป็นเบื้องต้น เรียกว่า “ศิลปะอุตสาหกรรมไทย” ซึ่งย่อมจะหนีไม่พ้นพื้นฐานที่มีมาจากศิลปหัตถกรรมไทยในอดีตนั่นเอง
และตกลงกันว่าจะเริ่มต้นทดลองศึกษาเรื่องเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบเป็นเรื่องแรก ถ้าหากได้ผลดีก็จะศึกษาเรื่องอื่นๆต่อไปอีก

หลังจาก คุณสมพงษ์ สวัสดิภักดิ์ หัวหน้าหน่วยประชาสัมพันธ์ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่ติดต่อและประสานงานเรียบร้อยแล้ว เวลาก็ล่วงเลยมาจนปลายเดือนกรกฎาคม 2528 กว่าจะสรุปเรื่องราวต่างๆ เพื่อลงมือทำงานก็ล่วงเข้าเดือนสิงหาคม โดยมีกำหนดให้สรุปผลการศึกษาเป็นต้นฉบับภายในเดือนกันยายน แล้วส่งเข้าโรงพิมพ์เพื่อจัดพิมพ์ให้เป็นรูปเล่มสมบูรณ์ภายในเดือนตุลาคม 2528

ความพยายามดังกล่าวนี้นับเป็น “ครั้งแรก” ที่เกี่ยวกับการศึกษาเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบซึ่งสัมพันธ์กับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยาม แต่เผอิญเป็นความพยายามครั้งแรกที่ “กะทันหัน” โดยมีเงื่อนไขของเวลามากำหนดแน่นอน ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงจะต้องมีทั้ง “ข้อด้อย” ในส่วนใดส่วนหนึ่ง และมีทั้ง “ข้อบกพร่อง” ในหลายส่วน

อย่างน้อยที่สุดก็คือไม่สามารถศึกษาเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบได้ครบถ้วนทุกประการ เช่น การเผาอิฐ เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังไม่สามารถศึกษารายละเอียดทุกขั้นตอนของเทคโนโลยีแต่โบราณในอดีตของไทยได้เท่าที่ควร
แต่ข้อด้อยและข้อบกพร่องทั้งหมดที่ปรากฏในหนังสือที่จัดพิมพ์มาครั้งแรกนี้ จะต้องลดน้อยลงไปอีกเมื่อมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและดัดแปลงปรับปรุงเพื่อจัดพิมพ์ครั้งต่อๆ ไป
เกี่ยวกับการใช้สำนวนภาษาเพื่อถ่ายทอดการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผมพยายามหลีกเลี่ยงสำนวนภาษาอย่างนักวิชาการมากที่สุดแล้ว เพราะมิได้ปรารถนาจะให้เป็นหนังสือวิชาการ ต้องการเพียงให้เป็นหนังสือธรรมดาๆเล่มหนึ่งที่—ไม่ใช่หนังสือวิชาการ แต่ก็ไม่ใช่หนังสือที่ไม่มีวิชาการ

ถึงที่สุดแล้วก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงสำนวนภาษาวิชาการได้ทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดในตัวเองที่จะต้องอ้างอิงถึงวิชาการให้สามารถยืนยันด้วยหลักฐานทางวิชาการอย่างหนักแน่นและมั่นคงได้นั่นเอง
ที่ทำงานมาทั้งหมดจนมีผลเป็นรูปเล่มอย่างนี้ มิได้มุ่งหวังว่าจะได้อะไรทั้งนั้น เพราะคณะบรรณาธิการทุกคนที่มีส่วนร่วมทำงานต่างตระหนักดีว่านี่คือภาระหน้าที่โดยตรงของ ผู้ที่ได้กำเนิดเกิดมาเป็นคนๆ หนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยสังกัดสยามนี้เท่านั้น

สุจิตต์ วงษ์เทศ
บรรณาธิการ
1 ตุลาคม 2528

หนังสือ “ศิลปวัฒนธรรม” รายเดือน
8/24-25 ซอยบ้านช่างหล่อ ถนนพรานนก เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 โทรศัพท์ 411-0668