หน้าแรก คอลัมนิสต์ กวาดสัญญาณเพื...

กวาดสัญญาณเพื่อวางแผนอนาคต : โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

21.02.20 | 12:30 น.
ภาพโดย Gerd Altmann จาก Pixabay

โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เราย่อมอยากรู้อนาคต ทั้งเพื่อเตรียมตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงที่ยังมองไม่เห็นในปัจจุบัน และเพื่อสร้างความมั่นคงทางจิตใจในระยะยาว ปัจจุบันมีวิธีวิทยาที่เรียกกันว่าอนาคตศาสตร์ที่จะช่วยเรามองโลกในอนาคต เพื่อให้สามารถคาดการณ์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic foresight) และวิจัยประเด็นต่างๆ เพื่อวางแผนสำหรับอนาคตให้ดีขึ้น

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงมอบหมายให้ดำเนินการศึกษาโครงการบูรณาการยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานคนไทย 4.0 เพื่อเตรียมตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยได้นิยามคนไทย 4.0 ตามยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าเป็นคนไทยที่เป็นคนดีมีคุณธรรม

ก่อนที่จะไปดูสัญญาณส่องโลกอนาคตเราลองมาดูว่าในโลกปัจจุบันนี้ หากจะมองไปในอนาคตนั้น ประชาคมโลกจะพูดถึงเรื่องใหญ่ๆ อะไรบ้าง การศึกษาของ อาจารย์ว่าน ฉันทวิลาศวงศ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิจัยโครงการคนเมือง 4.0 ภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 ได้อธิบายว่าจะเกี่ยวข้องกับประเด็นใหญ่ๆ สามประเด็นด้วยกันคือ

ประเด็นแรก เป็นเรื่องโลกาภิวัตน์ที่เกิดจากเทคโนโลยีที่รวมคนเป็นหมื่นล้านให้เป็นตลาดเดียว

ประเด็นที่สอง คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกเปลี่ยนจากแรงงานคนสู่แรงเครื่องจักร ครั้งที่สองเป็นการปฏิวัติที่เปลี่ยนพลังงานทดแทนจากไอน้ำให้เป็นไฟฟ้า การปฏิวัติครั้งที่สามเป็นการเปลี่ยนจากระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัล ส่วนการปฏิวัติครั้งที่สี่ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันจะเป็นการเข้าสู่โลกยุคไร้รอยต่อระหว่างคนกับสิ่งของ ระหว่างพื้นที่ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ไร้พรมแดน ฯลฯ

Advertisement

ส่วนประเด็นที่สามเป็นประเด็นที่เราคุ้นเคยกันมากอยู่แล้วคือ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศซึ่งคาดว่าจะมีผลกระทบต่อมนุษยชาติอย่างมหาศาล

สําหรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและแนวโน้มที่ผ่านมาของโลกได้แสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงในอัตราเร่งอย่างเห็นได้ชัดเจนที่เรียกกันว่า Moore’s Law การค้นพบทางวิทยาศาสตร์จากเดิมที่ค่อนข้างช้ามีอัตราแปลงรวดเร็วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง (ดูภาพที่ 1) เช่นประมาณปี ค.ศ.2015 คอมพิวเตอร์จะมีความสามารถในเท่าเทียมสมองหนู ในปี ค.ศ.2023 คอมพิวเตอร์จะมีความสามารถเหนือสมองมนุษย์ และในปี ค.ศ.2045 คอมพิวเตอร์จะมีพลังเท่ากับสมองทั้งหมดของมวลมนุษย์รวมกัน

การกวาดสัญญาณโลกซึ่งทำโดย รศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการคนเมือง 4.0 ได้กวาดสัญญาณที่น่าสนใจหลายประเด็น ทั้งนี้ ผู้เขียนได้ขออนุญาตนำมาดัดแปลงมาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้

สัญญาณแรก เป็นสัญญาณที่เราทุกคนคุ้นเคยอยู่แล้วก็คือ ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น คนสูงวัยมากขึ้น คนเลือกอยู่เป็นโสดหรือเลือกที่จะอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้น หากเป็นเช่นนี้ในอนาคต นวัตกรรมที่เราต้องการก็คือนวัตกรรมที่จะมาลดต้นทุนการพึ่งพา นวัตกรรมที่ทำให้คนสูงวัยสามารถอยู่คนเดียวได้สะดวกขึ้นสบายขึ้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับคนสูงวัย ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้การใช้ชีวิตของคนสูงวัยมีเงินเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ ไม่ตายก่อนเงินหมด และเงินไม่หมดก่อนตาย

ภาพที่ 1 Moore’s Law ที่มา: https://humanswlord.files.wordpress.com/2014/01/moores-law-

สัญญาณที่สอง ได้แก่ กลุ่มผู้สูงวัยที่ครอบครองทรัพยากรและอำนาจมากจะอยู่ได้นานขึ้น เพราะนวัตกรรมทางการแพทย์จะทำให้สุขภาพและอายุยืนขึ้น ทรัพยากรจึงถูกครอบครองโดยคนรุ่นเก่า ซึ่งส่วนใหญ่ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งยึดติดกับขนบเดิม ความคิดเดิมๆ มากขึ้น ในขณะที่ของคนรุ่นใหม่จะมีทัศนคติที่ที่ยืดหยุ่นและมีลักษณะพฤติกรรมที่ไม่ครอบครองมากขึ้นเช่นไม่ซื้อบ้าน ไม่ซื้อรถ ไม่แต่งงาน ไม่มีลูกหรือเลือกประกอบอาชีพที่ไม่ใช่ประจำ มีการเปลี่ยนอาชีพได้บ่อยๆ ไม่ยึดติดระบบคุณค่าเดิม แต่ให้คุณค่ากับความคิดใหม่ๆ

ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างรุ่นก็จะมากขึ้น อย่างที่เราก็เห็นอยู่ในสังคมไทยในปัจจุบัน เมื่อเด็กรุ่นใหม่ถูกผู้ใหญ่บีบคั้นมากๆ เข้าก็อาจจะเกิดการปะทะอย่างรุนแรง ความขัดแย้งนี้ หากไม่มีช่องทางแสดงความรู้สึก การแลกเปลี่ยนระหว่างกันก็อาจทำให้สังคมตึงเครียดขาดเสถียรภาพ อาจเกิดการปะทะที่อาจเกิดจากแค่เรื่องน้ำผึ้งหยดเดียว

เมื่อประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นก็ย่อมมีปัญหาด้านสุขภาพมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งการเจ็บป่วยที่มากขึ้น ต้นทุนทั้งของส่วนตัวและสังคมส่วนรวมที่ต้องจัดสรรมาจ่ายเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล ในที่สุดสังคมก็คงจะต้องการนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ความตายที่เลือกได้หรือต้องการนวัตกรรมของการจัดการร่างหลังความตายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น

เช่น นำซากไปใส่แคปซูลย่อยเป็นปุ๋ยเพื่อปลูกป่าแทนที่จะนำไปลอยอังคารเช่นในปัจจุบัน

สัญญาณถัดมาก็คือ คนจะอยู่อาศัยในเมืองมากขึ้น แต่เมืองเล็กจะถดถอยลง ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นทั่วโลก เมืองใหญ่ที่เศรษฐกิจเติบโตก็จะดูดเอาทรัพยากรจากเมืองเล็กไป สำหรับเมืองเล็กหากยังต้องการจะอยู่ให้ได้ก็ต้องอาศัย S-curve ใหม่ เช่น ในญี่ปุ่น หลายเมืองที่เคยทำเหมืองมาก่อนก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปเป็นเมืองท่องเที่ยวหรือเป็นเมืองกีฬา สำหรับเมืองเล็กในประเทศไทยที่มีการปรับตัวเองจนสร้าง S-curve ใหม่ได้สำเร็จได้แก่ บุรีรัมย์ซึ่งอดีตเคยเป็นเมืองเล็กที่รั้งท้ายด้วยความยากจนก็ได้ปรับตัวเองไปเป็นเมืองกีฬาทันสมัย หรือบึงกาฬที่ปรับไปเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตยางพาราแบบครบวงจร เป็นต้น

สังคมที่รู้เท่าทันอนาคตจะเป็นสังคมที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนค่ะ

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน