หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทเรียนจากโคร...

บทเรียนจากโคราช โดย จุมพล พูลภัทรชีวิน

23.02.20 | 13:00 น.

บทความนี้ มีเจตนาที่จะสะท้อนการเรียนรู้จากเหตุการณ์กราดยิงที่โคราชที่เพิ่งผ่านไปไม่นานมานี้ (8-9 กุมภาพันธ์ 2563) ในช่วงนั้นผู้เขียนติดตามข่าวคราวต่างๆ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง จากการรายงานข่าวสดของสื่อต่างๆ ทางโทรทัศน์ วิทยุ สื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย ได้เห็นวิถี ท่าที ลีลา และวิธีการทำงานที่แตกต่างกันออกไปในการนำเสนอข่าวสารของสื่อ ได้เห็นภาพเหตุการณ์จริง เสียงจริง ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ ได้เห็นความแตกตื่น ความโกลาหล สับสนวุ่นวายของผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมไปถึงอารมณ์ร่วม และปฏิกิริยาตอบสนองต่อสถานการณ์ของผู้สื่อข่าวแต่ละคน มีการสัมภาษณ์ พูดคุยกับผู้คนในเหตุการณ์ และผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ และผู้รับผิดชอบระดับเหนือขึ้นไป มีการติดตามไปสัมภาษณ์ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ ของเหยื่อผู้เสียชีวิต และผู้ที่ยังติดอยู่ในพื้นที่ เน้นย้ำอารมณ์และความรู้สึกที่ต้องสูญเสียผู้เป็นที่รัก ได้ยินเสียงร้องไห้ ได้เห็นภาพที่สั่นสะเทือนอารมณ์ของผู้สูญเสียอย่างชัดเจน

ระหว่างที่ดูและฟังการรายงานข่าว ผู้เขียนเองก็มีคำถามเป็นระยะๆ ว่า เสนอภาพและเสียงแบบนี้ไปทำไม ทำไมไม่นำเสนอแบบอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า สื่อน่าจะต้องมีสติ มีระบบในการกรองข่าวสารก่อนนำเสนอบ้างไม่มากก็น้อย ความรวดเร็วทันเหตุการณ์ แม้จะสำคัญ แต่ต้องไม่ละเลยความถูกต้อง ความรอบคอบรอบด้าน ความรับผิดชอบต่อสังคม และประโยชน์ต่อสาธารณะ สื่อที่น่าชื่นชม ในวิถี ท่าที ลีลา และวิธีการนำเสนอข่าวที่เหมาะสม เป็นกลาง มีความรอบคอบ รอบด้าน ให้เกียรติทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อในเหตุการณ์ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มีการคำนึงถึงความถูกต้องของข้อมูล และประโยชน์ต่อสาธารณะมากที่สุด คือไทยพีบีเอส ผู้สื่อข่าว ทีมข่าวในพื้นที่ และส่วนกลาง มีการวางแผน บริหาร และจัดการกระบวนการการนำเสนอข่าวได้ดี สมกับที่เป็นสื่อสาธารณะแห่งแรกและแห่งเดียวของไทย

ต่อไปนี้เป็นบทความที่ผู้เขียนตั้งใจเขียนเป็นร้อยกรอง สรุปสะท้อนมุมมองบางประการของผู้เขียนที่มีต่อเหตุการณ์การกราดยิงที่โคราช นับเป็นบทความร้อยกรองแรกของผู้เขียน

แต่ละที่ที่เขาไป หลายหัวใจแตกสลาย

หลายชีวิตถูกทำลาย และสุดท้ายวิสามัญ

Advertisement

กราดยิงยิงกราดโคราชสะอื้น แตกตื่นหนีตายคล้ายฝัน

ชีวิตนี่เป็นของใครกัน? ของฉัน? ของมัน? หรือของใคร?

กราดยิงยิงกราดปาดชีวิต ใครคือคนผิดคิดได้ไหม?

ต้นเหตุปลายเหตุเป็นเช่นไร รู้ไว้เรียนไว้ให้จงดี

ตั้งใจตั้งสติมั่น แค้นเคืองกันแม้มันมี

รู้ผิดชอบและชั่วดี แบ่งแยกไว้ให้เห็นชัด

สติมาปัญญาเกิดประเสริฐสุด ไม่มัวมุดโลภโกรธหลงปลงไม่ขัด

สร้างสติตั้งสติไว้ให้ชัด จะขจัดความมืดมัวความชั่วช้า

นักการเมืองที่สร้างสรรค์

ต้องช่วยกันยันคลั่งบ้า

ให้สติให้ปัญญา

แก้ปัญหาสถานการณ์

ไม่ควรเกาะโหนกระแส กระแหนะกระแหนหรือโจษขาน

กล่าวโทษหรือประจาน หรือรุกรานด้วยเจตนา

เลิกมุ่งหมายใส่ร้ายป้ายความผิด ช่วยกันคิดทางเลือกใหม่ไปข้างหน้า

อย่าหมกมุ่นขุ่นจิตคิดก่นด่า จ้องแต่ว่าหาแต่เรื่องแค้นเคืองคา

สื่อสร้างสรรค์ …

อย่าแย่งกันปั่นดราม่า

บนความทุกข์ความเจ็บปวดและน้ำตา

ของผู้กลัวและผู้กล้าฝ่าอธรรม

เน้นรวดเร็วขาดรอบคอบไม่รอบด้าน ประสบการณ์จรรยาสื่อฝีมือต่ำ

สร้างสติให้สังคมไม่ได้ทำ มัวเน้นย้ำความเร็ว-แรงแย่งเรตติ้ง

รับผิดชอบต่อสังคมเป็นเรื่องใหญ่ ที่สื่อไทยต้องใส่ใจไม่ทอดทิ้ง

ภาพภาษาท่าทีต้องดีจริง รวดเร็วได้แต่ไม่ทิ้ง “จริง-ดี-งาม”

ไม่เอ่ยชื่อฆาตกร ไม่หลงสอน ถีทราม

การเลียนแบบจะลุกลาม ทั่วเขตคามระส่ำไป

กราดยิงยิงกราดปาดชีวิต ใครคือคนผิด? ควรคิดใหม่

เราจะเป็นคนสร้างเหตุดีๆ ไว้ อนาคตจึงสดใสไทยสดชื่น

หาทางเลือกพึงประสงค์ ที่มั่นคงที่ยั่งยืน

ร่วมสร้างร่วมรุก-ตื่น ร่วมหยัดยืนไปด้วยกัน

ปัญญาร่วม (Collective Wisdom) คือทางออก

ช่วยบ่งบอกทางสู่ฝัน (Dream Journey/ Road Map)

ร่วมเดินทางร่วมสร้างทางไปด้วยกัน

ไทยผูกพันเป็นหนึ่งเดียว

จากหลากหลาย (Diversity) สู่ความเป็นหนึ่ง (Unity)

นำมาซึ่งความกลมเกลียว

หนทางแม้คดเคี้ยว เราจะเลี้ยวไปด้วยกัน

อนาคตต้องสร้างใหม่ รวมตัวไว้ร่วมใจมั่น

รู้รักสามัคคีกัน จึงสร้างสรรค์ความปรองดอง

รวมตัวเป็นหนึ่งไว้

ร่วมใจไม่เป็นสอง

เดินไปตามครรลอง

ท่วงทำนองของ “พ่อ” ไทย