รับฟังการแถลงชี้แจงรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ด้วยความตั้งใจ
ตั้งใจเหมือนกับฟัง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเดิมแถลง
จับใจความการแถลงทราบว่า นายกรัฐมนตรีมีที่มาจากคนนอกได้ โดยให้พรรคการเมืองเสนอชื่อไม่เกินพรรคละ 3 ชื่อมาไว้ก่อนการเลือกตั้ง
ทราบอีกว่า ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท 1.ส.ส.จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจำนวน 350 คน 2. ส.ส.จากบัญชีรายชื่อ 150 คน
รวม ส.ส.ทั้งสิ้น 500 คน
แต่ทั้งนี้พรรคจะได้จำนวน ส.ส. ตามคะแนนสัดส่วนของการคำนวณคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น
ส่วน ส.ว. มีจำนวน 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม คือ การเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ
การทำงานของรัฐบาลผูกโยงกับองค์กรอิสระ
ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม
มาตรฐานจริยธรรมนี้ให้ประกาศใช้กับ ส.ส. ส.ว. และ ครม.ด้วย
หากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่ามีนโยบายใด ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ อาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง
สามารถรายงานให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณา และถ้าคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเห็นพ้อง
ให้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
หากที่ประชุมเห็นพ้องให้ทำหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีทราบ
และเปิดเผยผลการตรวจสอบให้ประชาชนทราบ
ส่วนข้อโต้แย้งในมาตรา 7 เดิม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้เป็นอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา 207 ในการวินิจฉัย
“…ถ้าไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่จะยกมาปรับแก้กรณีใดได้ ให้วินิจฉัยกรณีนั้นตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
อย่างไรก็ตาม
สรุปความโดยรวม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี 270 มาตรา เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปตามข่าวที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเคยแถลง
ประเด็นก็คือเนื้อหาที่เคยแถลง เคยมีนักการเมือง นักวิชาการ และอื่นๆ เคยคัดค้านแล้วเช่นกัน
โดยเฉพาะประเด็นการรังเกียจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
ประเด็นการคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญเท่าที่รวบรวม เริ่มตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ “คนนอก” มาเป็นนายกรัฐมนตรี
แม้ กรธ. จะชี้แจงว่า การกำหนดให้เปิดเผยชื่อบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรีแต่เนิ่นๆ นั้นแฟร์แล้ว แต่ก็ยังมีข้อคัดค้าน “คนนอก” ที่ประชาชนไม่ได้เลือกมานั่งบริหารประเทศ
ยังมีระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ออกแบบมาเพื่อบั่นคะแนนเสียงพรรคการเมืองขนาดใหญ่
ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส.จำนวนน้อยลง
ทั้งเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม หรือการคัดกันเองในหมู่กลุ่มชมรมหรือสมาคม
รวมไปถึงอำนาจขององค์กรอิสระที่กว้างขวางยิ่งใหญ่ สามารถตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้
โดยองค์กรเหล่านั้นมิได้ผูกโยงกับประชาชนแต่อย่างใด
ยิ่งอำนาจการตัดสินเมื่อเกิดข้อขัดแย้ง ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเคยมีบทบาทก่อนการยึดอำนาจ
ยิ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ยังเป็นคนเก่า
ย่อมเกิดความหวาดระแวงทางการเมืองกันขึ้น
เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนด เป็นเหตุให้มีข้อสงสัยว่า กระบวนการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญจะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่
ทั้งนี้เพราะเริ่มมีผู้ประกาศรณรงค์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในช่วงการจัดทำประชามติ
กระแสคัดค้านเช่นนี้เคยกระหึ่มมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน เสนอให้มีองค์กรที่เรียกว่า คปป. ขึ้นมา
แม้คราวนี้จะไม่มีองค์กร คปป. ดังกล่าว แต่ก็มีประเด็นการคง ม.44 ไว้ในบทเฉพาะกาล ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะจุดชนวนคัดค้านร่างรธน. มากน้อยเพียงใด ระยะเวลาที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสจากฟากฝั่งนักการเมือง และนักวิชาการที่หนาหู
อย่างไรก็ตาม กระแสคัดค้านเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาก็เพียงพอกับข้อสงสัยที่ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีอายุไปถึงการทำประชามติหรือไม่?
เพราะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยึดเอาความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก
เมื่อมีเค้าลางว่าการรณรงค์อาจจะทำให้ประเทศชาติไม่สงบ การตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อมิให้เกิดความวุ่นวายอาจมีขึ้นได้เสมอ
รวมทั้งการล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อนประชามติ
แต่การล้มร่างรัฐธรรมนูญในคราวนี้อาจจะไม่เหมือนกับครั้งที่ผ่านมา
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเคยเลื่อนโรดแมปคืนความสุขมาครั้งหนึ่งแล้ว หากคราวนี้เลื่อนอีก ข้อครหาเรื่องสืบทอดอำนาจย่อมยากจะตอบโต้
ทั้งนอกประเทศ ทั้งในประเทศต้องตั้งคำถามที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ต้องการตอบ
ที่สำคัญคืออาจเป็นเงื่อนไขสำหรับกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ ออกมาเคลื่อนไหว
แต่ถ้าเดินหน้านำร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่กระบวนการประชามติ ท่ามกลางการรณรงค์คัดค้าน
โอกาสที่ผู้คนจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ย่อมมี
ดังนั้น ในห้วงเวลาต่อไป ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจแก้และนำร่างรัฐธรรมนูญสู่กระบวนการประชามติ
พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. ต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง
นั่นคือ วัดกระแสตอบรับ-ตอบปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วแก้ไขให้ตรงใจประชาชนส่วนรวม ก่อนจะดันเข้าสู่กระบวนการประชามติ
เพื่อคงโรดแมปที่ พล.อ.ประยุทธ์สัญญาเอาไว้
หรือ เดินหน้าส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่กระบวนการประชามติ เพื่อพิสูจน์ว่าประชาชนเลือกหรือไม่เลือก
ถ้าเลือกก็ยึดตามร่างฯ ถ้าไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ก็จะร่างฯเอง แล้วประกาศใช้
หรือวกกลับไปใช้ยุทธวิธีเดิม นั่่นคือล้มร่างรัฐธรรมนูญนี้เสีย ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการประชามติ แล้วใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2557 ต่อไป
จากนั้นจึงแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้อีกครั้ง เพื่อเปิดให้มีการเลือกตั้ง หรือหยิบยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาใช้ทันที
ทุกทางเลือกต่างมีข้อดีและข้อเสีย
ทุกทางเลือกเป็นวิถีที่ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องตัดสินใจ
ตัดสินใจบนทางสองแพร่ง
จะวกกลับที่เก่า หรือจะก้าวเดินต่อไป…ทุกอย่างมีเดิมพันทางการเมือง

