เรื่องที่ไม่ควรปล่อยผ่านในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการจับกุมคุมขังนักศึกษาและนักกิจกรรมในห้วงเวลาก่อนการประชามติก็คือ นอกจากคำถามที่เป็นประเด็นหลักว่า พวกเขาผิดอะไร พวกเขาสมควรจะถูกคุมขัง-จองจำไหม ก็คือเรื่องว่า พวกเขาคือใคร พวกเขามีสถานะอะไรในการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านของประเทศนี้
เราจะเห็นว่าฝ่ายที่ถูกจับกุมคุมขัง และฝ่ายที่สนับสนุนบุคคลเหล่านั้นจะมองว่าพวกเขาไม่ผิดอะไร นี่คือการใช้สิทธิเสรีภาพ และสิทธิเสรีภาพเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างบรรยากาศให้การลงประชามติในครั้งนี้เสรี เป็นธรรม และมีความหมายต่อทุกผู้คนในสังคม กล่าวอีกอย่างว่า ถ้าต้องการจะสร้างสรรค์จรรโลงประชาธิปไตยแล้ว ก็ควรจะเริ่มต้นเสียแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้มีการเลือกตั้งเสียก่อน
ขณะที่ฝ่ายที่ไปสกัดขัดขวางและจับกุมบุคคลเหล่านั้นกลับมองว่าการกระทำของบุคคลเหล่านั้นหากไม่เข้าข่ายการรณรงค์ การปลุกระดม หรือมีเหตุจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็ยังเป็นเรื่องของการกระทำที่ฝ่าฝืนคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ หรือรัฐประหาร โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการรวมตัวกันของผู้คน ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือขัดต่อความมั่นคง
และเรื่องที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การคุมขังนั้นเป็น “ทางเลือก” และเป็น “อิสระ” ของผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังเอง ที่พวกเขาเลือกที่จะไม่ประกันตัวเองออกมา ทั้งที่ศาล (ทหาร) นั้นก็ให้โอกาสในการประกันตน ผิดกับอีกหลายๆ กรณีที่ไม่ให้ประกันตน
จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ถ้าจะใช้ถ้อยคำเก๋ๆ ในการโปรยประเด็นก็คงจะต้องโปรยว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” นั่นแหละครับ แต่ผมจะขอนำเอาข้อขัดแย้งนี้มาอภิปรายต่อแทนที่จะจบตรงแค่นั้น โดยเสนอว่าเรากำลังเผชิญกับเรื่องราวที่สำคัญในการเมืองในห้วงระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือเรื่องของการเมืองเรื่องการกำหนดและปฏิบัติต่อ “นักโทษการเมือง” (political prisoner) นั่นแหละครับ
พูดง่ายๆ ก็คือ การจับกุมดำเนินคดีและคุมขังพวกเขาเหล่านั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่การเมืองนี้ไม่ใช่มาเฉพาะจากฝ่ายของพวกเขาเท่านั้น แต่ผู้ที่ปกครองประเทศอยู่ก็ไปทำให้เรื่องนี้มันเป็นเรื่องทางการเมืองเช่นกัน กล่าวคือ การจับกุมคุมขังบุคคลที่เห็นต่างจากรัฐบาล หรือที่ถูกกล่าวหาว่าอาจนำไปสู่ปัญหาในเรื่องความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงนั้น เป็นเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจนั้นกำหนดขึ้นมา โดยมีแรงจูงใจทางการเมืองเช่นกัน
ดังนั้นจะมาอ้างว่า นี่คือการบังคับใช้กฎหมายเฉยๆ คงจะไม่ได้ เพราะกฎหมายที่อ้างว่านำมาบังคับใช้ เป็นกฎหมายที่เขียนขึ้นมาใหม่โดยคณะรัฐประหาร เป็นกฎหมายที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนอันเป็นเจ้าของและที่มาของอำนาจอธิปไตย (เว้นแต่ว่าจะอธิบายแบบที่สุ่มเสี่ยงมากๆ ว่า คณะรัฐประหารได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในการยึดอำนาจเพียงเพราะคณะรัฐประหารนั้นไม่ถูกประชาชนลุกฮือขึ้นขับไล่ ทั้งที่แต้มต่อทางทรัพยากรทางอำนาจของประชาชนนั้นย่อมมีน้อยกว่าคณะผู้ก่อการและปฏิบัติการยึดอำนาจอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเข้าถึงอาวุธเป็นต้น)
ที่สำคัญจะพบว่ากฎหมายที่นำมาใช้ในการจัดการกับบุคคลที่เห็นต่างจากรัฐบาลหรือทิศทางที่รัฐบาลต้องการให้เป็นนั้นเป็นกฎหมายที่ขัดกับหลักการที่ยึดถือปฏิบัติกัน ถ้าจะอ้างว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของหรือมาจากประชาชน ซึ่งดำรงสืบทอดมาอย่างช้านานและต่อเนื่องมาทุกยุคสมัย ดังนั้นกฎหมายใดที่ขัดกับหลักการส่งเสริมให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของหรือเป็นที่มาของอำนาจอธิปไตยก็ควรจะต้องใช้อย่างระมัดระวังยิ่ง เพราะมันขัดกับหลักการใหญ่ที่ได้กล่าวถึงไป
ไม่ใช่เราพยายามสถาปนาข้อยกเว้นในการละเมิดอำนาจของประชาชนให้กลายเป็นเรื่องอันเป็นปกติ
กล่าวโดยสรุป การที่เราถูกทำให้เข้าใจไปว่าเกิดการกระทำที่ผิดกฎหมายและกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายปกติจึงเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามให้ชัดเจน เพราะคนที่ถูกจับกุมคุมขังและดำเนินคดีเหล่านี้เป็นนักโทษทางการเมือง ไม่ใช่นักโทษตามกฎหมายปกติ เขาถูกจับกุมคุมขังและดำเนินคดีด้วยข้อหาทางการเมือง และส่วนสำคัญก็คือเป็นการเมืองของฝ่ายผู้มีอำนาจที่กำหนดนิยามลงมาด้วย ไม่ใช่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองของพวกเขาเองเท่านั้น
การทำความเข้าใจว่าคดีความใดเป็นคดีความในกฎหมายปกติ และคดีความใดเป็นคดีทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะในมุมมองของผู้มีอำนาจในรัฐบาลนั้น เขาย่อมมีแนวโน้มที่จะอธิบายว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคดีทางการเมือง เพราะทุกคดีนั้นเป็นเรื่องของการผิดกฎหมาย แต่ถ้าเราจับตาดูอย่างถี่ถ้วน เราจะพบว่าคดีความในกฎหมายปกติ กับคดีความทางการเมือง นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะคดีความในทางการเมืองนั้นเป็นการดำเนินคดีความด้วยแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่การละเมิดกฎหมาย หรือเอาผิดทางกฎหมาย หรือแม้กระทั่งออกกฎหมายใหม่มาเอาผิดโดยมีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ทั้งจากฝ่ายที่เคลื่อนไหวเองในหลายครั้ง และจากฝ่ายที่เข้าไปจัดการปราบปรามเองก็มีแรงจูงใจทางการเมืองบางประการเช่นกัน
พูดอีกอย่างก็คือ หากไม่มีเงื่อนไขทางการเมืองบางอย่างในสังคมแล้ว การกระทำผิดหรือแม้กระทั่งการ
กล่าวหาและดำเนินคดีกับคนเหล่านั้นก็จะไม่มีขึ้น ไม่ว่าจะด้วยการเมืองนั้นเป็นแรงจูงใจที่ทำให้การกระทำเหล่านั้นเกิดขึ้น หรือในบางครั้งที่อาจจะแย่กว่าก็คือ การกระทำที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีแรงจูงใจทางการเมืองอะไรอย่างชัดเจน แต่ดันมาเกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองบางอย่างที่ทำให้ถูกตีความ หรือ แม้กระทั่งถูกนับรวม หรือม้วนตัวเข้าไปในวังวนของความขัดแย้งทางการเมือง
เรื่องที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกก็คือ ในหลายๆ ครั้ง เรื่องของนักโทษทางการเมืองนั้นมันเกี่ยวข้องกับพวกที่เรียกว่าโทษทางความคิด หรือนักโทษทางความคิด (prisoner of conscience) ซึ่งเป็นสถานะพิเศษที่หน่วยงานที่สนับสนุนเรื่องสิทธิเสรีภาพในโลกนี้มักให้ความสนใจเป็นพิเศษ ด้วยว่านักโทษหรือผู้ที่ถูกคดีทำนองนี้มักไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความรุนแรงทางกายภาพ หรือแม้กระทั่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความขัดแย้งรุนแรงใดๆ ทางกายภาพ แต่เป็นเรื่องของการตีความของฝ่ายรัฐหรือผู้มีอำนาจในรัฐบาลเสียมากกว่า และโดยทั่วไปแล้ว การที่เราไปจับกุมคุมขังหรือดำเนินคดีกับคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นก็มักจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาคมโลก และมักจะถูกกดดันให้ปล่อยตัวอย่างเร็วที่สุด
กลับมาในเรื่องของโทษทางการเมืองและนักโทษทางการเมืองต่อครับ ที่ผมกล่าวถึงมานี้ไม่ได้หมายความง่ายๆ ว่าไม่ควรมีการดำเนินคดีเอาเสียเลย เพราะถ้าพูดเช่นนั้นอาจจะเป็นการพูดจากด้านที่คิดว่าตัวเองถูกและอีกฝ่ายหนึ่งผิดแบบแยกเขาแยกเราไปเสียทุกเรื่อง แต่ผมคิดว่าก่อนที่จะพูดว่าควรจะมีการดำเนินคดีหรือไม่นั้น ควรจะต้องร่วมกันพิจารณาก่อนว่า ไอ้สิ่งที่เรียกว่าโทษทางการเมืองนั้นมันมีจริง และการลงโทษมันได้สัดส่วนและเป็นธรรมต่อคนที่เราไปดำเนินคดีหรือไม่
อย่าลืมว่าโทษทางการเมืองที่ฝ่ายรัฐมักจะอ้างว่าไม่มี ด้วยอ้างว่ามันเป็นเรื่องของโทษทางอาญา หรือโทษที่ระบุเอาไว้ด้วยกฎหมายนั้น มันมีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ทั้งจากการกระทำและจากการจัดการกับการกระทำนั้น วิธีที่เราควรจะพิจารณาง่ายๆ ก็คือ ถ้ามันไม่มีซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองทั้งอยู่เบื้องหลัง หรือเป็นเหตุจูงใจในการกระทำความผิดเหล่านั้น เราก็ย่อมจะเห็นว่าบ่อยครั้งเรื่องเหล่านั้นอาจไม่ถูกดำเนินคดี
หรือในอีกด้านหนึ่ง บ่อยครั้งโทษที่จะถูกตัดสินก็อาจจะไม่รุนแรงเท่าที่เป็นอยู่
อย่าลืมว่า โทษที่รุนแรงนั้นส่วนหนึ่งอาจจะมาจากความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำให้ไม่เกิดการกระทำเช่นนั้นอีก หรือที่มักจะเรียกกันว่า “ยาแรง” แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันไม่ใช่ตัวกฎหมาย หรือตัวความผิด แต่มันเป็นเรื่องของกระบวนการดำเนินคดี และแรงจูงใจจากการกำหนดและตัดสินคดีเหล่านั้นด้วย อาจจะรวมไปถึงความคาดหวังของสังคมหรือผู้สนับสนุนฝ่ายบังคับใช้กฎหมายให้เล่นยาแรง ทั้งที่ยิ่งมียาแรง ก็อาจจะมีความรู้สึกที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น
และความเป็นการเมืองมันก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่การดำเนินคดีนั้นมันจะลดความเป็นการเมืองลงตามที่ฝ่ายดำเนินคดีมุ่งหวังให้มันเป็นเช่นนั้น ดังนั้นยาแรงอาจจะไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาคดีทางการเมืองเสมอไป
ขยายความได้ว่า เรื่องหนึ่งที่ควรจะอภิปรายกันในเรื่องของโทษทางการเมืองก็คือ โทษทางการเมืองมันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของบริบททางการเมืองที่สังคมเผชิญหน้ากัน และเต็มไปด้วยความขัดแย้งและมีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรง ไม่ว่าความรุนแรงนั้นจะเป็นความรุนแรงทางกายภาพ หรือความรุนแรงทางโครงสร้างที่อาจไม่ได้แสดงตัวมาตั้งแต่แรก ดังนั้นการดำเนินคดีนั้นย่อมต้องคำนึงถึงว่ามันจะลดความรุนแรงทางการเมืองลงได้ไหม และบ่อยครั้งความรุนแรงทางการเมืองมันไม่ใช่เรื่องเดียวกับความรุนแรงทางกายภาพ กล่าวคือบนผิวหน้าของความสงบเรียบร้อยนั้น สิ่งหนึ่งที่จะสะสมขึ้นก็คือเรื่องของความคาดหวังทางการเมืองต่างๆ รวมไปถึงความรู้สึกถึงเรื่องของความไม่เป็นธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นและสะสมในจิตใจของผู้คน
การแก้ปัญหาเรื่องของคดีความทางการเมืองนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่จะเพิกเฉยและปล่อยให้มันดำเนินต่อไปภายใต้ข้ออ้างของการบังคับใช้กฎหมายโดยอ้างว่ามันเป็นเรื่องกฎหมายปกติและการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ เพราะคดีความทางการเมืองมันเกี่ยวเนื่องกับปัญหาความชอบธรรมในการใช้อำนาจ ไม่ใช่เกิดเกี่ยวเนื่องกับปัญหาการใช้อำนาจเฉยๆ
ที่เขียนทั้งหมดนี้ไม่ใช่ต้องการร้องขอจากผู้ที่เชื่อว่าตนมีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องการให้สังคมร่วมกันคิดให้ดีว่าเราทำให้ทุกอย่างมันเป็นเรื่องทางการเมืองมากจนเกินไปไหม แล้วเราก็อ้างว่าฝ่ายเราไม่ได้ทำให้เป็นเรื่องการเมืองอยู่ฝ่ายเดียว หรือว่าฝ่ายเราคือความถูกต้องแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ประเด็นหนึ่งที่ท้าทายยิ่งก็คือ เราจะทำให้ฝ่ายที่เห็นไม่ตรงกับเรานั้นอยู่ร่วมกันกับเราได้อย่างไร
และเราจะอยู่ร่วมกับฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วยได้แค่ไหนอย่างไร

