KICECE Capital : ทุนทางสังคมเพื่อการพัฒนาประชาเป็นสุข โดย ธงชัย สมบูรณ์

28.02.20 | 13:00 น.

ความสุขมวลรวมของผู้คนในรัฐชาตินั้นคือฐานคติเชิงนโยบายเและการปฏิบัติที่เป็นเป้าประสงค์สูงสุดที่ผู้คนอยากเห็นในลักษณะรูปธรรมทุกยุคทุกสมัย ด้วยเหตุนี้การ “ขาย” นโยบายในลักษณะนี้จึงทำให้เกิดเส้นทางของเข้ามาบริหารจัดการบ้านเมืองได้อย่างง่ายดายและดูเหมือนจะได้ใจผู้คนอย่างล้นหลาม แต่ผลรวมแห่งการ
กระทำดังกล่าวบางครั้งดูผันผวนบางครั้งเป็นเพียงวาทกรรมอำพรางเท่านั้นเอง

สังคมเจ็บป่วยช่วยด้วยช่วยที

นอกจากความผุกร่อนของสังคมที่เกิดขึ้นจะมาจากปัจจัยต่างๆแล้ว ความเจ็บป่วยทางสังคม (Social illness) และภูมิคุ้มกันทางสังคมที่บกพร่อง (Social Deficiency) ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนในสังคมไทยปัจจุบัน สังคมไทยมีความเจ็บป่วยทางด้านใดบ้างที่จะกันช่วยกันเยียวยารักษา

1.การใช้ความรุนแรงที่ถูกครอบงำโดยไม่รู้ตัว สังคมไทยได้มีการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจนกลายเป็นสังคมดิจิทัลและสิ่งนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมด้วย เพราะสังคมดิจิทัลบางครั้งมีการนำสื่อมาเสริมสร้างการเรียนรู้ในทางที่ผิดวิธีและผิดครรลอง ดังนั้นการแนะนำถึงอรรถประโยชน์และหายนะที่จะเกิดขึ้นจำเป็นจะต้องมีการ “เล่าสู่กันฟัง” ได้เป็นอย่างดี

2.สถาบันครอบครัวที่ขาดภราดรภาพและเอกภาพ คำว่าครอบครัวหากพิจาณาถึงคำศัพท์ของคำที่มาจากภาษาอังกฤษ FAMILY จะมีความหมายคือ Mother and Father I Love You.ซึ่งหมายถึงความรักของลูกๆที่มีต่อบิดามารดา แต่ความเจ็บป่วยของสังคมไทยที่เกิดขึ้นนั้นคือความรันทดทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ บางครอบครัวลูกทิ้งพ่อแม่บางครอบครัวพ่อแม่ทิ้งลูก ยิ่งไปกว่านั้นบางครอบครัวตามใจลูกหลานจนเกิดสภาพที่เรียกว่า บอกกล่าวและว่ากล่าวไม่ได้ ความเป็น “ลูกเทวดา” จึงดูเหมือนว่าพ่อแม่จะต้องกราบไหว้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ทุกอย่างจึงต้องเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัวก่อนแล้วค่อยขยายไปสู่สถาบันทางสังคมอื่นๆ ต่อไป

Advertisement

3.จำนวนนักพัฒนาในระบบการเมืองค่อนข้างมีน้อย ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายจะเห็นว่า บทบาทการพัฒนาส่วนมากจะขึ้นอยู่กับนักการเมืองเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นนักการเมืองที่ดีและมีคุณภาพจะต้องเรียนรู้ถึงการพัฒนาในทุกมิติทั้งแบบองค์รวมและแบบแยกส่วนก็จะทำให้สังคมไม่เจ็บป่วยได้ อนึ่งความเจ็บป่วยทางใจของนักการเมืองที่มีอยู่ก็ควรรีบไปรักษาให้หายขาดมิใช่ให้ปรากฏออกมาแบบ “เรื้อรัง” ตามที่เห็นในสื่อทั่วไป

4.การศึกษาที่เน้นผลิตคนให้ความรู้ในระดับสูงแต่ความรู้ในระดับสูงนั้นเป็นความรู้ที่สามารถนำมาพัฒนารัฐชาติได้จริงหรือไม่ จากสถิติของผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาสูงสุดของสถานศึกษาในแต่ละแห่งและในแต่ละปีนั้นจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นแต่ผลผลิตทางด้านการพัฒนา (Productive Development) ยังแสดงถึงดัชนีชี้วัดที่ไม่สมดุล ทั้งนี้จึงมีคำถามต่อไปว่าสังคมมีความเจ็บป่วยจากการศึกษาหรือว่าการศึกษาสอนให้คน “เอาตัวรอด” หรือว่าผู้เรียนผ่านระบบการศึกษาแบบ “ชุบตัว” มากันแน่

KICECE: ทุนทางสังคมที่ยิ่งใหญ่สร้างไทยเข้มแข็ง

1 K= Knowledge Capital ทุนทางความรู้ “ความรู้ที่ต้องได้มิใช่อยู่แค่หนังสือ” ทุนทางความรู้ของผู้คนในรัฐชาตินั้นต้องสร้างการเชื่อมโยงและเชื่อมต่อระหว่างเนื้อหาของชีวิตและเนื้อหาวิชาความรู้อย่างชัดเจนและให้มีการจัดการองค์/ข้อความรู้ต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้เสพอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันทางความรู้ต้องมีความสะดวกสบายให้กับผู้เรียนมากขึ้น แต่สิ่งที่เป็นภูมิคุ้มกันบกพร่องของทุนทางความรู้ที่เห็นอย่างชัดเจนคือการยุบโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งหารู้ไม่ว่าเป็นการทำลายการเรียนรู้อนาคตของชาติโดยสิ้นเชิง รัฐควรตระะหนักว่า “พลังของชาติคือการศึกษา พลังพัฒนาคือความร่วมมือ” ถึงจะเข้าสู่ปรมัตของการพัฒนาที่แท้จริง

2 I = Innovative Capital ทุนทางนวัตกรรม ทุนทางด้านนวัตกรรมทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้นรัฐต้องพยายามหากลไกในการเสริมสร้างให้ถูกวิธี มีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ถูกวิธีการและถูกหลักการ ทุนทางนวัตกรรมจะเป็นที่มาของการพัฒนาทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และทางด้านสังคมศาสตร์ได้เป็นอย่างดีทั้งในปัจจุบันและอนาคต ยิ่งไปกว่านั้นทุนทางนวัตกรรมจะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น รัฐต้องตระหนักว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นต้องใช้ปัญญาหรือสัมมาทิฐิ หากการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ก็มีการกล่าวโทษ “การไม่ทำบุญ” หรือ “การไม่ปฏิบัติธรรม” ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมทางความคิดถดถอยลงไปทุกที

3 C= Creative Capital ทุนทางความคิดสร้างสรรค์ สังคมไทยจะเข้มแข็งขึ้นมากกว่านี้ถ้ามีการฝึกการสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับเยาวชนโดยปราศจากการครอบงำใดๆทั้งปวง มีการสร้างเวทีแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และเติมพลังเสริมทางบวกให้มากขึ้นในทิศทางที่เหมาะสมและถูกต้องตามครรลองก็จะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะได้มาซึ่งความคิดสร้างสรรค์ กล่าวตามความเป็นจริงแล้วระบบวิธีคิดของมนุษย์จะมีองค์ประกอบจากวุฒิภาวะ การเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมและพันธุกรรม ซึ่งผู้เขียนมีความเชื่อว่าประการหนึ่งว่าพันธุกรรมของเผ่าพันธุ์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นคนไทยจะมีวิธีคิดที่สร้างสรรค์และเจริญงอกงามไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้ แต่ด้วยวัฒนธรรมบางอย่างที่ถูกมองข้ามไปสังคมไทยจึงได้ตราและผลิตระบบวิธีคิดขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นกำแพงที่ปิดกั้นแนวคิดใหม่ให้แก่เยาวชนจนกลายมาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความอ่อนแอทางด้านความคิดสร้างสรรค์ และในที่สุดอาจจะส่งผลให้เกิดลักษณะสังคมที่สมองกลวงทั้งผู้ใหญ่และเยาวชนของรัฐชาติได้ ยิ่งไปกว่านั้นการสร้างความเข้มแข็งของสังคมไทยอีกประการหนึ่งคือการที่รัฐจะต้องได้/มีผู้นำที่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถมองภาพการพัฒนาได้อย่างชัดเจนด้วย

4 E= Emotional Capital ทุนทางอารมณ์ จะเห็นได้ว่านับวันที่สังคมไทยมีความรุนแรงทางอารมณ์มากขึ้นและกำลังก่อรูปเป็นสังคมที่ไม่สามารถระงับอารมณ์ของตนเองได้ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเกิดขึ้นกับผู้นำหากเกิดขึ้นกับผู้ตามรวมทั้งผู้ใหญ่และเยาวชนด้วย บางครั้งการไม่สามารถระงับอารมณ์ของตนเองนั้นได้ยังมีปรากฏออกมาในสถานที่สำคัญๆหลายแห่ง ฉะนั้นการปลูกความอดกลั้นของอารมณ์ต่างๆ ที่ไม่ดีนั้นต้องมีตัวอย่างที่ดีจากผู้ใหญ่ในสังคมก่อนเพราะหากผู้ใหญ่ในสังคมมองว่าอารมณ์เป็นเรื่องปกติวิสัยของมนุษย์แล้วหายนะจะตามมาโดยไม่รู้ตัว

5 C= Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม ความยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมไทยที่บรรพบุรุษสั่งสมมานั้นถือว่าเป็นความโชคดีของรัฐชาติอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่าในแต่ละปีทุนทางวัฒนธรรมสามารถทำรายได้เป็นอย่างอย่างมหาศาลและเป็นผลิตภัณฑ์ของชาติที่มีค่ายิ่งนัก ด้วยวัฒนธรรมของคนไทยที่มีความโอบอ้อมอารีอ่อนหวานและไมตรีจิตที่งดงามที่ส่งมอบให้กับชาวต่างชาติที่เข้ามาเยือนจึงเสมือน “น้ำซึมบ่อทราย” ของรัฐชาติอย่างเห็นได้ชัด ด้วยสำนวนไทย “ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ” ที่ยังมีส่วนเคลือบไว้ในจริตและการกระทำที่งดงามจึงเป็นคุณค่ามหาศาลทางวัฒนธรรม ความเข้มแข็งของทุนวัฒนธรรมของรัฐชาติอีกประการหนึ่งคือการสร้างวัฒนธรรมการใฝ่รู้และกระทำในสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมโดยรวมก็จะช่วยสร้างพลังเข้มแข็งของรัฐชาติได้อย่างมั่นคง

6 E = Environmental Capital ทุนทางสิ่งแวดล้อม รัฐชาติต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีงามในทุกๆด้านโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมทางด้านการเมืองที่มีผลต่อการพัฒนา กล่าวคือนักการเมืองเองก็ต้องสรางสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง นอกจากนี้องค์กรที่เกี่ยวกับการศึกษาก็ต้องมีสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้ที่เข้ามาศึกษา แต่ภาพที่ปรากฏยังมีสถานศึกษาบางแห่งที่มีประวัติการก่อตั้งเทียบเท่ากับชั่วชีวิตผู้คนนั้นยังไม่ได้มีการพัฒนาสภาพสิ่งแวดล้อมและที่สำคัญกลับกลายเป็นแหล่ง “มลพิษทางวิชาการ” ซ้ำร้ายมีการหาผลประโยชน์แฝงที่มากับการจัดการเรียนการสอนในทุกระดับอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ทุนทางสิ่งแวดล้อมที่ดีอีกประการหนึ่งที่จะทำให้ประชาสุขใจคือการที่คนส่วนใหญ่มองเห็นว่าเรื่องส่วนรวมนั้นมีความสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโดยปราศจากการเพิกเฉยทั้งปวง

บทส่งท้าย – ความยิ่งใหญ่ของรัฐชาติในมิติแห่งความเป็นสุขที่แท้จริงนั้นมิใช่การที่ผู้คนได้รับเฉพาะปัจจัยพื้นฐาน จากรัฐเพียงเท่านั้น หากเป็นการได้รับสิ่งที่ดีงามต่างๆ จากผู้คนในรัฐชาติที่หยิบยื่นให้กันและกันด้วย การ แสวงหามิติการพัฒนาร่วมกันจากผู้คนทุกฝ่ายนั้นจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาจัดลำดับถึงว่าทุนทางสังคมของ รัฐชาติมีอะไรบ้างที่ดีงามและลงมือสนับสนุนกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคตให้ได้ แต่ทั้งนี้ผู้มีอำนาจทั้งหลายต้องตระหนักและพึงมีสติสังวรว่า ทุนทางสังคมที่มีความมั่งคั่งมาจนถึงปัจจุบันนี้มาจากอดีตของรัฐชาติทั้งนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้จำเป็นจะต้อง “รู้อดีต ขีดปัจจุบัน รู้ทันอนาคต” จะทำให้รัฐประชาเป็นสุขมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญสามารถยืนยันได้ว่าทุนทางสังคมจะช่วยสร้างกำไรได้โดยที่ไม่มีวันขาดทุนอย่างแน่นอน !!!!