“The social responsibility of business is to increase its profits.” หรือแปลเป็นภาษาไทยตรงๆ ตัวได้ว่า “ภาระและความรับผิดชอบทางสังคมของธุรกิจก็คือสร้างกำไรให้เพิ่มมากขึ้น”
ใครที่เป็นนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการเจเนอเรชั่น Baby Boomer คงคุ้นเคยกับวาทะดังกล่าวของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน Milton Friedman ผู้ซึ่งเป็นแกนนำของแนวคิดระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีกันเป็นอย่างดี และเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้วที่แนวคิดทางธุรกิจนี้ถูกยึดเป็นหลักปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในโลกของระบบทุนนิยมเสรี โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
แนวคิดดังกล่าวของ Friedman นักเศรษฐศาสตร์ผู้ซึ่งเคยได้รางวัลโนเบล กลายเป็นแนวทางปฏิบัติของธุรกิจใน
ยุค 80’s ยุคที่ตลาดการเงินขาขึ้น วัฒนธรรม Pop Culture และกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่ายัปปี้ (Yuppy) เป็นสัญลักษณ์ของความเฟื่องฟูทางความคิดดังกล่าว ใครที่เคยดูหนังเรื่อง วอลล์ สตรีท (Wall Street) ที่แสดงโดย ไมเคิล ดักกลาส คงจำประโยคเด็ดที่เขากล่าวในฉากประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทที่ว่า “Greed is good” ได้
ฟาสต์ฟอร์เวิร์ดมาอีก 50 ปี แนวคิดนี้กำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากปรากฏการณ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลุกฮือประท้วงปิดตลาดวอลล์สตรีทเมื่อหลายปีก่อน การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง บุคคลประจำปี ของนิตยสาร Time ของสาวน้อย Greta Thunberg จากเมืองเล็กๆ ในสวีเดน แม้กระทั่งองค์กรธุรกิจเองก็เริ่มลุกขึ้นมาประกาศว่าจะไม่มองผลตอบแทนกับผู้ถือหุ้นเป็นประเด็นหลักในการทำธุรกิจ
ในยุคก่อนๆ สมัยที่เทคโนโลยีการสื่อสารไม่ได้ก้าวไกลเหมือนปัจจุบัน สังคมแต่ละสังคมมองเห็นเฉพาะภาพเล็กๆ ของตัวเอง ไม่มีการเปรียบเทียบว่าใครสุขสบายกว่าใคร ไม่มีสื่อโซเชียลมีเดียที่คนธรรมดาสามารถลุกขึ้นมาโพสต์ภาพความเสื่อมโทรมของสังคมหรือสภาวะสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย ภาพสัตว์ปนเปื้อนคราบน้ำมันที่ถูกปล่อยลงทะเล ฯลฯ หรือภาพของความเป็นจริงถูกส่งผ่านสื่อยักษ์ใหญ่ที่ถูกบิดเบือนด้วยอำนาจของแนวคิดทุนนิยมและกลบสุ้มเสียงของคนที่มองต่างเสียหมด นั่นอาจจะเป็นหลายๆ เหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมแนวคิดการทำกำไรสูงสุดคือเป้าหมายของธุรกิจสามารถยืนหยัดได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ยุคนี้องค์กรไหนไม่ปรับตัวน่าจะอยู่ยากครับ ธีมหลักของการประชุม World Economic Forum เมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็เน้นเรื่องการตื่นขึ้นของระบบทุนนิยมและปรับตัวให้เข้ากับกระแสเรื่องของการให้ความสำคัญกับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ทุกรายรวมถึงผลกระทบของธุรกิจที่มีต่อสภาพ แวดล้อม จากที่เคยเป็นการประชุมของคนอายุ 50 ขึ้นไป ใส่สูทผูกไท ปีนี้มีการเชิญเยาวชนที่เป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคมไปร่วมงานด้วย (รวมถึงสาวน้อย Greta และเพื่อนๆ) เพื่อให้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นและแชร์แนวคิดของพวกเขากับผู้บริหารประเทศและองค์กรระดับโลกต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา
แม้กระทั่งในประเทศต้นตำรับทุนนิยมสุดโต่งอย่างสหรัฐเองก็มีความเคลื่อนไหวจากบรรดาผู้บริหารระดับสูงจากหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนหลักการสำคัญสำหรับสมาชิกของ Business Roundtable ซึ่งถือเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลมากที่สุดทางธุรกิจในอเมริกาแห่งหนึ่ง ก่อตั้งมากว่า 45 ปี และเป็นองค์กรที่มี CEO บริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเป็นสมาชิกกว่า 200 บริษัท โดยตั้งแต่ปี 1997 ทาง Business Roundtable ได้เคยตกลงในหลักการร่วมกันว่า “หน้าที่สำคัญที่สุดของกรรมการบริษัทและผู้บริหารคือตอบโจทย์ของผู้ถือหุ้น” แต่เมื่อกลางปีที่แล้วองค์กรนี้ก็ได้มีการปรับหลักการเสียใหม่โดยระบุว่าสมาชิกต้องให้ความสำคัญกับ ลูกค้า บุคลากร พันธมิตร และชุมชนด้วย และค่อยลงท้ายว่าต้องสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้น
บรรดา CEO ของบริษัทที่มีมูลค่ามหาศาลหลายรายออกมาพูดถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งการออกตัวของบางรายน่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ยกตัวอย่างเช่น Blackrock บริษัทบริหารสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีมูลค่ากว่า 7 แสนล้านเหรียญ ออกมาบอกว่าจะเปลี่ยนแนวทางเลิกลงทุนกับธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงกับสภาวะแวดล้อมอย่างถ่านหินและน้ำมัน และจะหันไปลงทุนกับธุรกิจที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมในระยะยาวแทน จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเม็ดเงินก้อนโตจะถูกย้ายข้าง แน่นอนน่าจะต้องมีอีกหลายกองทุนขนาดรองลงมาที่ปรับตัวเดินสายเดียวกับ Blackrock นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าจับต้องได้และน่าจะมีผลดีกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศที่เรากังวลกันในระยะยาว
นี่คือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกทุนนิยม เสรีนิยม และเป็นที่น่าจับตามองต่อไปว่าคำพูดอันสวยหรูและข้อตกลงที่ได้จากการประชุมระดับโลกของบรรดาผู้นำประเทศและองค์กรต่างๆ จะได้ถูกนำมาปรับเป็นนโยบายที่ทำจริงอย่างยั่งยืนหรืไม่ อย่างน้อยบรรดาเยาวชนและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของ Greta ก็คงเป็นกลุ่มหนึ่งละที่จะคอยมอนิเตอร์และส่งเสียงบอกผู้นำเหล่านี้ว่ายังมิได้ทำตามที่สัญญากันไว้
สำหรับภาคธุรกิจของไทยเรา ผมเชื่อว่าแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่เราเองก็ต้องหันมาพิจารณากันว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ตัวเลขสวยหรูที่ปรากฏอยู่บนเล่มรายงานประจำปีของบริษัทอาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริหารองค์กรเหล่านี้ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดเสมอไป เราเองอาจไม่ใช่องค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกที่ขยับตัวทีก็ส่งผลกระทบไปทั้งหมด แต่เราเองก็ควรมองดูว่า “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เราโฟกัสอยู่มีใครบ้างและลองมองในมุมของพวกเขาบ้าง ว่าเขาคาดหวังอะไรจากองค์กรอย่างเราๆ

