ปรัชญาหลักของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ UC คือสร้างนำซ่อม ซึ่งแปลง่ายๆ ว่าคือการส่งเสริม สนับสนุนให้คนมีสุขภาพดี แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ดีกว่าจะไปรอรักษาตอนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บแล้ว นั่นก็คือการสร้างเสริมป้องกันโรค เป็นหลักใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ละเลยการซ่อมหรือดูแลยามที่เจ็บป่วยนั่นเอง
รูปแบบการสร้างสุขภาพมีทั้งการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพฟัน รวมไปถึงปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบทางสุขภาพด้วย เช่น การกินอาหารที่สะอาด การดูแลสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยต่อการเป็นอยู่ เป็นต้น ซึ่งในระดับนานาชาติจะมีคำว่า Health in All Policies หรือการที่ทุกๆ นโยบายจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพด้วย เช่น การสร้างโรงงานอุตสาหกรรมหากทำแล้วมีผลต่อสุขภาพคน ก็จะต้องนำมาพิจารณาตั้งแต่ควรจะยุติ หรือเดินหน้าต่อไปโดยจัดการต่อปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพนั้นๆ ให้ได้เป็นต้น
สร้างนำซ่อมใน กทม.
เพื่อให้มีความจำเพาะสำหรับ UC ที่ดำเนินการอยู่จึงขอเน้นการทำงานใน กทม.เพื่อให้เห็นว่าแม้จะมีความซับซ้อนของทั้งพื้นที่ ผู้คนที่อยู่อาศัยที่มีความหลากหลาย ทำให้การสร้างนำซ่อมตามปรัชญาที่ว่านี้ทำได้ยากไปกว่าพื้นที่อื่นๆ แต่ก็มีการดำเนินการเพื่อให้คนที่อยู่อาศัยใน กทม.ได้รับประโยชน์นี้เช่นกัน โดยผ่านรูปแบบการทำงานแบบภาคียุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายร่วมกันคือคนที่ใช้ชีวิตใน กทม.
รูปแบบการใช้ชุมชนไปบอกต่อๆ กัน โดยหวังให้อาสาสมัครฯ ไปเรียกประชุม บอกต่อๆ กันไป ทำได้ในบางพื้นที่ของ กทม.โดยเฉพาะที่ชุมชนยังมีความเป็นกลุ่มที่ไว้ใจกันหรือคุ้นเคยกับศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิก ซึ่งต้องดำเนินการสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง บริการ Home Health Care จากการนัดที่คลินิก ต่อไปถึงบ้าน ช่วยเรียกความเชื่อใจ
ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องค้นหาวิธีการ เช่น การให้ความรู้ผ่านโรงเรียน ครู การสนับสนุนกิจกรรมให้กลุ่มเด็กนักเรียน พระภิกษุ เพื่อให้ได้รับความรู้พื้นฐาน การจัดทำสื่อแบบง่ายๆ เพราะคนในเมืองแบบ กทม.เป็นกลุ่มคนที่ใช้สื่อ Social Media กันอย่างแพร่หลาย
การดูแลปฐมภูมิใน กทม.
สถานีอนามัยหรือในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล เป็นหน่วยบริการที่มีความครอบคลุมตามจังหวัดต่างๆ จากการวางรากฐานการสาธารณสุขมูลฐาน ที่วางบทบาทให้ดูแลสุขภาพปฐมภูมิหรือการดูแลสุขภาพอนามัยเบื้องต้น เน้นการให้คำแนะนำ ส่งเสริม ป้องกันโรค ส่วนการรักษาให้ส่งต่อไปที่โรงพยาบาลอำเภอหรือที่เรียกว่าโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลจังหวัด
ส่วนใน กทม.มีศูนย์บริการสาธารณสุข สังกัดกรุงเทพมหานครดำเนินงานนี้อยู่ แต่ก็มีข้อจำกัดการกระจายตัวไม่ทันกับการขยายของชุมชน บางแห่งเดินทางไปมายาก คนคุ้นเคยไปโรงพยาบาลเพราะอยากไปแล้วเบ็ดเสร็จทุกเรื่องในการรักษาพยาบาล นอกจากนั้นก็ดูแลตัวเอง (บางทีก็ละเลยไม่ดูแล)
ความแตกต่างใน กทม.ที่สำคัญนอกจากคนที่อยู่จำนวนมากแล้วคือ โรงพยาบาลของรัฐกับเอกชน มีจำนวนพอๆ กัน โรงพยาบาลใหญ่ๆ แน่นมาก การให้มาทำหน้าที่ดูแลปฐมภูมิด้วยแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ทางแก้ไขคือ เสริมกำลังศูนย์บริการสาธารณสุข ด้วยคลินิกเอกชนหรือที่เรียกว่าคลินิกชุมชนอบอุ่น ที่ให้ดูแลแบบปฐมภูมิกับผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนด้วย มีการจัดให้ความรู้แบบกลุ่มในโรคเรื้อรังเช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การให้สุขศึกษามารดา การให้วัคซีนเด็ก การดูแลสุขภาพปากและฟัน เป็นต้น
การแก้ไขโดยคลินิกชุมชนอบอุ่นให้บริการส่งเสริมสุขภาพ แม้จะดูเป็นบริการเสริมไม่ใช่บริการหลักแต่ก็ได้รับความนิยมพอควรในบางพื้นที่ แต่คน กทม.จำนวนมากก็ยังมองคลินิกเป็นทางผ่านมารับใบส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ใหญ่ๆ ที่ต้องการเท่านั้น สิ่งที่ต้องทำกันอย่างต่อเนื่องคือการสร้างความมั่นใจในความเป็นเครือข่ายว่า คลินิกสามารถดูแลได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่า รพ.ใหญ่ๆ แต่คิวรอคอยสั้นกว่ามาก
ปัญหาใหญ่รออยู่ข้างหน้า
การจัดการดูแลสุขภาพคน กทม.นอกจากจะต้องผสมผสานใช้ทรัพยากรทั้งรัฐและเอกชนร่วมกันให้เต็มที่แล้ว การเพิ่ม รพ.ให้มีจำนวนและการกระจายไปในพื้นที่ต่างๆ ให้ทันยังเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งกรุงเทพมหานครมีแผนในการจัดสร้าง รพ.สี่มุมเมืองอยู่ หากแล้วเสร็จก็คงคลี่คลายการรับส่งต่อจากหน่วยปฐมภูมิได้เพิ่มขึ้น
แต่สร้าง รพ.เท่าไร ก็คงรองรับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้ อีกไม่กี่ปีประเทศไทยก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ผู้สูงอายุที่จะได้รับผลกระทบอย่างมากคือในเมืองใหญ่แบบ กทม.นี่แหละ เพราะสภาพความเป็นอยู่ที่รัดตัว ลูกหลานที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ต้องทำงานไม่มีเวลามาดูแล ผู้สูงอายุจะอยู่แบบดูแลตัวเองได้อย่างไร จะให้ไปอยู่ที่ รพ.คงรับไม่ไหว เป็นความท้าทายที่ต้องวางแผนกันอย่างดี
ถึงวันนี้ กทม.มีการให้ความรู้กับอาสาสมัครที่จะดูแลผู้สูงอายุที่เรียกว่า Care Giver เพื่อให้การดูแลที่บ้าน จำนวนยังมีไม่มากและอาจขยายจำนวนได้ไม่ทัน แต่ก็มีแผนการทำงานเพื่อให้ผู้สูงอายุ ไปให้คำแนะนำผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยที่ออกจากบ้าน ลุกจากเตียงไม่ได้ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผู้สูงอายุที่ติดบ้านติดเตียงร้อยละ 40 เกิดจากการหกล้มทำให้มีกระดูกหัก ซึ่งกว่าครึ่งจะเสียชีวิตใน 1 ปีต่อมา การหกล้มเกิดจากทั้งการทรงตัวไม่ดี การกะระยะก้าวเดินไม่ถูก ซึ่งสามารถป้องกันแก้ไขได้จากการปรับสภาพแวดล้อม เรื่องนี้เป็นเรื่องการออกแบบบ้านที่อยู่อาศัยซึ่งต้องวางแผนกันยาวๆ เลย
ในการประชุมวิชาการ รพ.ศิริราช เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ มีหัวข้อ Home Health Safety for Elderly หรือความปลอดภัยของผู้สูงอายุ (ที่บ้าน) มีการกล่าวถึงความสำคัญของการออกแบบห้อง การวางแผนให้มีราวเกาะเดิน ทางเดินที่กว้างพอให้คนดูแลเดินด้วยได้ ทางเดินกับพื้นมีสีต่างกัน เฟอร์นิเจอร์ไม่มีส่วนแหลมคม บ้านมีแสงสว่างที่เหมาะสม เป็นต้น ความรู้เหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ไม่ควรมองข้าม ปัญหาเล็กๆ มีผลกับการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุทั้งสิ้น
สรุปว่าการสร้างสุขภาพ ดูเหมือนจะขยายออกไปถึงการสร้างบ้านที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุด้วย นอกจากการสร้างสุขภาพให้แข็งแรงจะได้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
สุขภาพดี เริ่มที่ไหน
ไม่ว่าจะในเมืองใหญ่แบบ กทม.หรือที่ไหนๆ ก็ต้องเริ่มจากตัวเอง ทำเอง อาจกล่าวว่า UC หรือ Universal Health Coverage ก็คือคุณเองที่จะทำให้สุขภาพคุณดี ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เป็นใคร คุณก็ทำให้สุขภาพดีได้สำเร็จด้วยตัวเอง ส่วนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเพียงผู้ช่วยที่อยู่เคียงข้างว่าเมื่อคุณรับมือไม่ไหว เจ็บป่วยมาก จะมีความช่วยเหลือที่ไม่ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายเป็นอุปสรรคต่อการรักษาเยียวยา
คลิกอ่านที่นี่ …สุขภาพดี by UC @ กทม. ตอนที่1 โดย นพ.ประจักษวิช เล็บนาค

