หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุขภาพดี by U...

สุขภาพดี by UC @ กทม. ตอนที่1 โดย นพ.ประจักษวิช เล็บนาค

1.07.16 | 16:00 น.

คงต้องเกริ่นนำว่า UC คืออะไรกันก่อน เพราะคำนี้อาจไม่คุ้นเคยเท่าบัตรทองหรือโครงการ 30 บาทฯ UC มาจาก Universal Coverage คือ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” นั่นเอง แปลความว่าทุกคนได้รับการคุ้มครองในเรื่องสุขภาพ คือถ้าเกิดเจ็บป่วยและเป็นคนไทยที่ยืนยันด้วยเลขประจำตัวประชาชนก็ได้รับความคุ้มครอง ถ้าไม่อยู่ในกลุ่มของข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือประกันสังคม ก็จะอยู่ในกลุ่มบัตรทองนั่นเอง


พวกเราคงคุ้นกับคำว่า 3 กองทุน ซึ่งก็เกิดจากการที่รัฐนำเงินจากภาษีมาบริหารในลักษณะของกองทุนที่มีการใส่เงินเข้ามาซึ่งเป็นเงินจากงบประมาณเพื่อนำมาใช้รักษาพยาบาลของข้าราชการ หรือบัตรทอง หรือร่วมเอาเงินมาสมทบกับผู้มีสิทธิและนายจ้างแบบประกันสังคม ก็ได้

พอเข้าใจถึง UC กันมากขึ้นแล้วก็ลองมาดูกันว่าสุขภาพดีนี้เป็นอย่างไร โดยจะขอเน้นใน กรุงเทพมหานคร หรือ กทม.

มีอะไรพิเศษใน กทม.

Advertisement

กทม.เป็นเมืองพิเศษมีความซับซ้อนในหลายมิติ โดยพื้นที่ทั้งหมด 1,568.74 ตารางกิโลเมตร มีจำนวนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยทั้งสิ้น 2,753,972 หลังคาเรือน เขตการปกครอง 50 เขต 154 แขวง จำแนกกลุ่มพื้นที่เขตไว้เป็น 3 บริเวณหลัก เป็น

เขตเมืองชั้นใน (Inner City) ประกอบด้วยศูนย์กลางเมืองเดิม และเขตต่างๆ รวม 22 เขต

เขตชั้นกลางหรือเขตต่อเมือง (Urban Fringe) เป็นเขตที่มีการขยายตัวของประชากร กิจกรรมทางการค้าและที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งอยู่ในรัศมีระหว่าง 10-20 กิโลเมตรจากศูนย์กลางเมือง ประกอบด้วย พื้นที่ทางฝั่งตะวันออก 14 เขต และทางฝั่งตะวันตก 8 เขต

และเขตชั้นนอกหรือเขตชานเมือง (Suburb) เป็นพื้นที่เขตชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ กทม.ยังมีพื้นที่ว่างและพื้นที่เกษตรกรรมอยู่เป็นส่วนใหญ่มีลักษณะผสมระหว่างเมืองและชนบท เป็นเขตที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองเกินกว่า 20 กิโลเมตรทางฝั่งตะวันออก ประกอบด้วย เขตมีนบุรี คลองสามวา หนองจอก ลาดกระบัง และทางฝั่งตะวันตก ได้แก่ เขตบางบอน และเขตบางขุนเทียน ทั้งผู้คนที่พำนักอาศัยประจำ มาทำงานชั่วครั้งชั่วคราว แรงงานข้ามชาติ

เขตต่างๆ เหล่านี้ นอกจากจำนวนประชากรที่อยู่อาศัยในทะเบียนบ้านในเขตแล้ว ยังมีประชากรที่มาจากปริมณฑล ต่างจังหวัด ที่อาจเรียกว่าเป็นประชากรแฝง คือเข้ามาอยู่แต่ไม่สามารถรู้ว่าวันไหนอยู่ใน กทม.วันไหน ไม่อยู่ นี่แค่เรื่องเดียว ก็ทำให้บริหารจัดการยากแล้ว เพราะไม่รู้จะตั้งต้นตรงประชากรคนไหน

เรื่องสุขภาพของทั้งประชากรใน กทม.เองและประชากรแฝง ก็พิเศษเพราะมีการคมนาคมสะดวกทำให้ไปทำงานไกลจากที่พักบ้าง ใกล้บ้าง บางคนทำงานหลายที่อีกต่างหาก เวลาไปหาหมอก็ไปได้หลายโรงพยาบาล แล้วแต่จะสะดวกช่วงไหน ไปหาเรื่องโรคระบบใด โดยเฉพาะคนชั้นกลางหรือผู้มีฐานะหน่อย ก็รู้จักหมอ พยาบาล กันหลายคน ทำให้การดูแลอย่างต่อเนื่องเป็นได้ยาก จะว่าไปก็เรียกว่าดูแลสุขภาพตัวเองพอได้

แต่ก็ใช่ว่าคนใน กทม.จะมีแต่คนที่ดูแลตัวเองได้ ยังมีคนจำนวนมากที่ต้องการให้ดูแลอย่างเป็นระบบ เพราะเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมอง ฯลฯ รวมไปถึงโรคที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง เช่น พวกมะเร็งระบบต่างๆ คน กทม.ที่เดินทางไม่ได้แบบนอนติดบ้านติดเตียงมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

แล้ว…ยังไง ถึงจะดูแล คน @ กทม.ให้สุขภาพดีได้

คนที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ต่างจังหวัด มีหน่วยบริการประจำ คือหน่วยที่จะดูแลเป็นเบื้องต้นแล้วก็ส่งต่อหากเกินศักยภาพหรือความสามารถ โดยทั่วไปหน่วยบริการประจำจะเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือโรงพยาบาลชุมชน หากอยู่ในเขตเมืองก็มีโรงพยาบาลจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ก็สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีบ้างที่มีหน่วยบริการประจำสังกัดหน่วยราชการหรือเป็น รพ.เอกชน แต่ก็มีจำนวนไม่มาก

หน่วยบริการในต่างจังหวัด สังกัดกระทรวงสาธารณสุข คุ้นเคยการดูแลสุขภาพแบบไปถึงที่บ้าน เช่น ไปดูแลแม่ก่อนหรือหลังคลอดที่เรียกว่าออกเยี่ยมบ้าน ให้การสอนสุขศึกษาต่างๆ ที่บ้าน เรียกว่าเห็นหน้าก็คุ้นกันว่านี่หมอจาก รพ.สต. หรือ รพ.ประจำตัวเขา ส่วนหมอพอเห็นหน้าก็รู้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน

แล้วคนใน กทม.ล่ะ คนก็มาก บ้านช่องก็ไม่ค่อยอยู่กันตอนกลางวัน แถมตรอกซอกซอยก็มากซับซ้อน หน่วยบริการประจำที่มีก็หลากหลายสังกัด เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุขสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลมีทั้งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยต่างๆ กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และก็โรงพยาบาลเอกชนด้วย ลองหลับตานึกว่าถ้ามีคุณหมอ คุณพยาบาลกดกริ่งหน้าบ้านแล้วบอกว่าจะขอมาดูแลสุขภาพให้ คนใน กทม.คงไม่นึกว่าเป็นหมอหรือพยาบาลจริง และคงไม่ให้เข้าบ้านมากกว่า

การแก้โจทย์ให้คน กทม.มีสุขภาพดีแบบคนต่างจังหวัด ไม่ได้แน่ แต่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ไม่ได้สิ้นหวังที่จะทำให้คน กทม.มีสุขภาพดีไม่แพ้คนต่างจังหวัด แต่ต้องจัดบริการที่หลากหลายที่ตอบสนองการดำเนินชีวิตของคน กทม.ให้ได้

แบบแรก คนที่อยู่ในชุมชนเหมือนต่างจังหวัด มีผู้นำชุมชนที่เป็นที่รู้จัก ดังนั้น ก็ขอให้เป็นสะพานเชื่อมให้บุคลากรที่ไปเยี่ยมบ้าน ไปเคาะประตูแล้วเปิดรับให้ไปดูแลผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียงทั้งหลาย เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องกับผู้ดูแล ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการกินอยู่ หลับนอน การช่วยเหลือตัวเอง

แบบที่ 2 คนที่เจ็บป่วยเรื้อรัง คนที่เจ็บป่วยเล็กน้อย ก็ให้มารับบริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือคลินิกทั้งรัฐและเอกชนใกล้บ้าน หากเกินศักยภาพ ค่อยส่งต่อไปโรงพยาบาล หรือที่เรียกว่า รพ.รับส่งต่อ

แบบที่ 3 คนที่เจ็บป่วยที่ต้องดูแลแบบต่อเนื่องด้วยแพทย์เฉพาะทางหรือค่าใช้จ่ายสูง ก็ส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีการดูแลเฉพาะ

ความท้าทายของสุขภาพดี @ กทม.

คนมีจำนวนมาก โรงพยาบาลที่มีนับร้อยแห่ง แต่ก็ยังไม่พอกับความต้องการ ด้วยเหตุของการกระจายตัวก็ไม่ดี มีหลายเขตไม่มีโรงพยาบาลเลย ในจำนวนนี้ส่วนมากเป็น รพ.เอกชนที่มีทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่ง กทม.มีจำนวนเตียงรวมๆ กันเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ จำนวนแพทย์ พยาบาลใน กทม.ก็มีจำนวนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ ดังนั้น การจัดการให้สามารถนำทรัพยากรมาใช้ร่วมกันได้จากเอกชนจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง

นอกเหนือไปจากเรื่องของสถิติ จำนวนตัวเลขข้างต้นแล้ว การจัดการสุขภาพคน กทม.ยังขึ้นกับความเชื่อมั่นต่อ UC ของคน กทม.รวมไปถึงความรู้สึกว่าการบริการที่จัดโดยรัฐยังไม่ดี (เพราะฟรีหรือเสียเงินแค่ 30 บาท ตามสโลแกนเดิม…จะดีได้อย่างไร?) เรื่องความเชื่อเหล่านี้ยากที่จะเปลี่ยนได้ในเร็ววัน และเป็นอะไรที่รอการพิสูจน์หรือเรียกศรัทธาให้ได้

ไม่ใช่เพียงความเชื่อเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าจำนวนคนไข้ที่ไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในด้านการรักษา ที่คน กทม.เชื่อมั่นมายาวนานก็เป็นเสมือนปราการเหล็กที่สำคัญต่อการโน้มน้าวให้ไปใช้บริการที่หน่วยบริการประจำที่เป็นคลินิกใกล้บ้าน ใกล้ใจที่ระบบ UC จัดให้เลือกไปใช้บริการก่อน เราจึงยังพบภาพที่ผู้คนยอมไปเข้าคิวรอตั้งแต่เช้ามืดที่แผนกบัตรผู้ป่วยนอก หรือพยายามมาขอใบส่งตัวจากคลินิกที่ดูแลเพื่อเป็นใบเบิกทางให้ไปรับบริการที่โรงพยาบาลที่ต้องการ ยังเป็นภาพที่พบกันอยู่ตลอดเวลา

แต่หากในช่วงเวลาเดียวกันที่คนหนาแน่นที่ รพ. เราไปดูภาพการบริการที่คลินิกชุมชนอบอุ่น หรือศูนย์บริการสาธารณสุข ก็จะเห็นภาพการบริการที่ดี ชีวิตแบบ Slow Life ที่ไม่วุ่นวายสับสนเพราะจำนวนคนที่น้อยกว่าโรงพยาบาลมาก ผู้ใช้บริการมีเวลาพูดคุยแถมยังมีกิจกรรมกลุ่มให้ช่วยเหลือเรียนรู้กันเองด้วย

ในตอนต่อไป จะชวนไปดูการจัดการเพื่อความเชื่อมั่นว่า “สุขภาพดี by UC @ กทม.” ทำอย่างไร