คอลัมน์ตอนนี้อาจเปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วนของภาพยนตร์เรื่องสตาร์วอรส์หลายภาค
โดยเฉพาะภาคล่าสุด บทที่ 9 “กำเนิดใหม่สกายวอล์กเกอร์”
เราอาจสรุปได้ว่าตำนานแห่งจักรวาล STAR WARS นั้นมีแก่นแท้คือการต่อสู้ระหว่าง “ด้านสว่าง” คือฝ่ายเจได ที่ยึดถือกฎเกณฑ์ แบบแผน วินัย และการข่มตนข่มใจ กับ “ด้านมืด” คือพวกซิธที่ถือเอาการปล่อยให้กิเลส โทสะ ตัณหา เข้าครอบงำ เพื่อนำไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จโดยไม่เลือกวิธีการ
หรืออาจจะจำเพาะเจาะจงลงมาได้ ว่ามันคือการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยและเสรีภาพที่เป็นด้านสว่างและเผด็จการซึ่งเป็นด้านมืด ในภาพยนตร์สามไตรภาคที่ถูกเรียกรวมกันว่า “ตำนานสกายวอล์กเกอร์”
ภาพว่าด้านมืดคืออำนาจนิยม ด้านสว่างคือฝ่ายต่อสู้เพื่อเสรีภาพนั้นอาจปรากฏบ้างในไตรภาคแรกบทที่ 4 ถึง 6 ซึ่งเริ่มฉายตั้งแต่ปี 1977 ที่เป็นการเริ่มต้นตำนานสงครามมหาดารายุทธ์ ดำเนินเรื่องระหว่างการต่อสู้ระหว่างจักรวรรดิผู้ชั่วร้าย ซึ่งปกครองด้วยอำนาจทางทหารที่สร้างความหวาดกลัวกับบรรดากบฏที่ต่อสู้กันเพื่อกอบกู้เสรีภาพ
หากส่วนที่เด่นชัดว่าเป็นเรื่องของประชาธิปไตยกับเผด็จการ จะอยู่ในไตรภาคย้อนต้น บทที่ 1-3 ที่เป็นภาพยนตร์ฉายในระหว่างปี 2000-2005 ที่ว่าด้วยกำเนิดของจักรวรรดิชั่วและเบื้องหลังของตัวร้ายในตำนานสตาร์วอร์ส ที่เริ่มต้นด้วยแผนการณ์ของพวกด้านมืดกับนายทุนสหพันธ์การค้าที่มุ่งจะรวบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ได้สร้างสถานการณ์ความแตกแยกในสาธารณรัฐดาราจักรจนนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ขัดแย้งยาวนาน ฝ่ายเผด็จการถือโอกาสโจมตีว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยนั่นเองที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย จึงขออาสาเข้ามาแก้ไขปัญหา แลกกับการยกอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดชั่วคราวให้แก่ผู้นำที่เข้มแข็ง
เป็นสัจธรรมไม่ว่าจะในเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งว่าเมื่อไรที่มอบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้ใครไปแล้ว มันไม่มีวันที่จะเป็นเรื่องชั่วคราว ในที่สุดท่านผู้นำก็เผยโฉมหน้ารวบอำนาจตั้งตนขึ้นเป็นเผด็จการในนามของจักรพรรดิ ส่วนเจไดหนุ่มที่ศรัทธาในอำนาจล้นพ้นที่ไม่ต้องสนวิธีการ แอนาคิน สกายวอล์กเกอร์ ก็กลายเป็นวายร้ายนาม ดาร์ธ เวเดอร์
สำหรับ “สตาร์วอร์ส” ของปัจจุบันสมัยคือเรื่องราวในบทที่ 7-9 ไตรภาคสุดท้ายปิดตำนานตระกูลสกายวอล์กเกอร์ ที่ฉายในปี 2015 ถึง 2019 เรื่องเล่าหลังการล่มสลายของจักรวรรดิเผด็จการ ที่ฝ่ายเสรีก็พ่ายแพ้อีกครั้งเมื่อเชื้อร้ายของฝ่ายอำนาจมืดกลับกำเริบคืนมาได้ เล่าเรื่องการผจญภัยของเรย์ เด็กสาวไม่รู้หัวนอนปลายเท้าในดาวทะเลทรายสุดขอบกาแล็กซีและพรรคพวกทหารหนีทัพและนักบินฝ่ายต่อต้าน
เกริ่นมาเสียยืดยาวนี้ก็เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันนี้หลายเรื่องทำให้นึกถึงตำนานสตาร์วอร์ส
อาจเพราะนี่คือการต่อสู้ของคนรุ่นหนุ่มสาว วัย 18-20 ปี ใกล้เคียงกับ “เรย์” และตัวละครอื่นซึ่งเป็นตัวเอกของสตาร์วอรส์ของยุคสมัยนี้ กับศัตรูฝ่ายตรงข้ามคือวายร้ายจากอดีตกาลที่มีอายุยืนยาวหลายทศวรรษ
เรย์ผู้เติบโตมาอย่างไม่รู้ชาติกำเนิดรากเหง้า การต่อสู้ของเจไดและซิธเป็นตำนานปรัมปรา ไม่ต่างจากเรื่องของการต่อสู้กับ “ผีทักษิณ” และวาทกรรมอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนหนุ่มสาวเรื่องนี้ได้ยินเพียงเรื่องเล่าขานจากพ่อแม่ปู่ย่าไม่ได้เห็นจริงกับตาตน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือทั้งเรย์และหนุ่มสาวของเราต้องเติบโตมาในยุคสมัยใต้การปกครองด้วยระบอบอำนาจเด็ดขาดและควบคุมผู้คนไว้ด้วยความหวาดกลัว
การต่อสู้ในภาพยนตร์ภาคท้ายสุดนั้น สนามรบได้เปลี่ยนไปจากกาแล็กซีเดิม ไปสู่ดินแดนที่ยังไม่เคยมีใครเข้าถึง จักรวาลลับแลที่เรียกว่าเขตที่ไม่มีใครรู้จัก อันโนว์นรีเจียนส์ อันเป็นที่ซ่อนตัวของศัตรูที่แท้จริง
เช่นเดียวกับ “ขอบเขต” การต่อสู้ของคนรุ่นหนุ่มสาวที่ผ่านมา แม้จะมุ่งเป้าไปที่ตัวประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ทุกคนก็มองเห็นแล้วว่า สิ่งที่แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังลับแล คือเครือข่ายของพวกจารีตนิยมและอำนาจนิยมที่สนับสนุนให้บุคคลผู้นั้นและพวกพ้องอยู่ แม้ว่าจะเห็นกันทนโท่แล้วว่าเขานั้นขาดไร้คุณสมบัติใดๆ ในการเป็นผู้นำประเทศ ไม่ว่าจะประสิทธิภาพในการทำงาน ความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใส ตลอดจนถึงวุฒิภาวะการแสดงออกพูดจา
ในภาพยนตร์ เครื่องมือที่ชี้และพาฝ่ายต่อต้านให้เข้าไปเห็นและต่อสู้กับรากเหง้าของความวุ่นวายและศัตรูที่แท้จริงผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังได้ คือเครื่องนำทางหรือแผนที่ของพวกซิธ ที่ตัวร้ายตัวหนึ่งครอบครองไว้เพื่อใช้เดินทางเข้าออกเขตลับแล ก็คล้ายกับการใช้อำนาจครั้งหนึ่ง ที่เปิดเผยให้เห็นว่ามีกลไกพิสดารขององค์กรอิสระและอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนอุ้มชูนายกรัฐมนตรีอย่างน่ากังขาและไร้เหตุผล หน่วยปฏิบัติการจิตวิทยา (IO) อันลึกลับของกองทัพที่เพิ่งถูกเปิดโปงว่าอยู่เบื้องหลังการยุยงประชาชนให้เกิดความขัดแย้ง สิ่งนั้นเป็นเครื่องนำทางให้ผู้คนมองเห็น “อันโนว์นรีเจียนส์” ของการเมืองปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้น
ยิ่งถ้าใครได้ฟังคลิปการแสดงความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษาบนเวทีต่างๆ คงจะได้ประจักษ์ว่าในการลุกขึ้นมาส่งเสียงและต่อสู้ของพวกเขานั้นได้รับการส่งต่ออุดมการณ์และภูมิปัญญามาจากผู้คนที่เรียกร้องหาประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเสมอภาคจากหลายยุคหลายสมัย เพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ ถูกขับร้องบนแผ่นดินที่เขาเคยถูกจับโยนบก มาตราหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎรที่ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ได้รับการท่องทวนอ่านซ้ำ มรณกรรมของผู้คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือที่ต้องตายสังเวยความโหดร้ายของฝ่ายผู้มีอำนาจ ตั้งแต่ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน วิชิตชัย อมรกุล และผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ มวลชนเสื้อแดง ไม้หนึ่ง ก.กุนที และสุรชัย แซ่ด่าน ได้รับการเอ่ยนามคารวะจากเด็กๆ และหนุ่มสาววัยไม่เกินยี่สิบปี
แฟนสตาร์วอร์สที่มีใจให้พวกเขาเหล่านั้นไม่ใครก็ใครคงรู้สึกคล้ายตอนที่เรย์ประดาบครั้งสุดท้ายกับจักรพรรดิพัลพาทีน ที่อวดอ้างว่ามีพลังของเหล่าซิธผู้ชั่วร้ายตั้งแต่บรรพกาล พลังอันสั่งสมตกทอดมานั้นซัดจนเจไดคนสุดท้ายร่วงลงไปนอนนับดาว
ซึ่งเป็นตอนนั้นที่เสียงของบรรดาเจไดผู้ล่วงลับ ได้ร้องเรียกชื่อเธอ ให้กำลังใจเพื่อเธอลุกขึ้นสู้ต่อ และแสดงตนว่า “พลัง” ของผู้ต่อสู้เพื่อความจริง แสงสว่าง และเสรีภาพของผู้คนได้สถิตอยู่กับเธอแล้ว
นั่นทำให้เรย์ลุกขึ้นแล้วประกาศว่า “ข้าคือเจไดทั้งมวล” (I am all jedi.) และใช้พลังทั้งหมดที่ได้รับมานั้น เป่าจักรพรรดิผู้ชั่วร้ายและบรรดาสาวกของลัทธิซิธให้มลายหายไป
เรื่องที่เป็นจุดหักมุมสำคัญที่สุดของไตรภาคใหม่นี้ คือเรย์ซึ่งตัวละครเอกที่เปิดตัวมาแบบไม่รู้ที่มาที่ไปนั้น ที่แท้แล้วเธอคือผู้สืบสันดานของจักรพรรดิผู้อยู่เบื้องหลังความชั่วร้ายทุกอย่างที่เธอจะต้องทำลายล้มเขา โดยที่แท้จริงนามสกุลของเจไดคนสุดท้าย คือ พัลพาทีน – เรย์ พัลพาทีน
แต่เป็นเพราะพ่อแม่ของเธอที่สละชีวิตซ่อนตัวเธอเอาไว้ในดาวทะเลทราย ความที่ไม่รู้รากเหง้า ทำให้จิตใจของเธอสัมผัสได้ถึงความจริงที่หัวใจของวิญญูชนย่อมตอบได้ว่า ฝ่ายใดคือธรรม ฝ่ายใดคืออธรรม ซึ่งจริงๆ มันก็ง่ายดายเพียงว่า ฝ่ายใดที่ทำลายไล่ล่าอีกฝ่ายเพื่อการเข้าสู่อำนาจ ปกครองด้วยความหวาดกลัวและรีดนาทาเร้น ฝ่ายนั้นคงยากที่จะเรียกว่าเป็นฝ่ายดีมีธรรมไปได้
สกายวอล์กเกอร์จึงกำเนิดใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราทั้งหลายล้วนสืบทอดกันผ่านอุดมการณ์ที่ใจศรัทธาสมาทาน มากกว่าชาติกำเนิดหรือรากเหง้าบรรพบุรุษ
หากถามว่าเรื่องราวในสตาร์วอร์สภาคสุดท้ายนี้จะเป็นบทเรียนอะไรกับคนรุ่นเราๆ ท่านๆ ว่าเราควรจะมีบทบาทอะไรในการต่อสู้ในยุคสมัยที่หนุ่มสาววัย 20 ควรจะเป็นผู้สร้างตำนานของพวกเขาเอง คงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าบทบาทของตัวละครจากไตรภาคแรกที่กลับมามีบทบาทในตอนสุดท้าย ลันโด
คาริเชียน ลุค สกายวอล์กเกอร์ และเลอา ออร์กานา
ลุคและเลอาในฐานะผู้สืบทอดสายเลือดสกายวอล์กเกอร์ ทำหน้าที่ส่งมอบองค์ความรู้และอาวุธของเจไดคือกระบี่แสงของพวกเขาให้เรย์ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ปรากฏตัวออกมาให้กำลังใจและชี้ทางในยามที่เธอไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อไปอย่างไร ด้วยการแนะให้คิด ตั้งคำถามให้ทบทวน มิใช่การเทศนาสั่งสอนให้ทำนั่นทำนี่
ลุค สกายวอล์กเกอร์ ใช้พลังสุดท้ายในชีวิตของเขาเพื่อเปิดทางให้ผู้ต่อต้านรุ่นใหม่หนีรอดจากการกวาดล้างครั้งสำคัญที่สุด และเป็นจุดที่ทำให้ฝ่ายที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพสามารถฟื้นคืนกลับมาได้
ลันโด คาริเชียนส์ เจ้าของเดิมของยานมิเลนเนียมฟอลคอน ออกตัวว่าเขาแก่เกินไปแล้วสำหรับการต่อสู้ แต่ก็เป็นเขาเองที่ส่งสัญญาณเรียกผู้คนจากทั่วจักรวาลที่เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาผู้ขับยานของตัวเองออกมาโดยพร้อมเพรียงเพื่อความเป็นธรรม เสรีภาพ และอนาคตของลูกหลาน ให้มารวมตัวกันเพื่อศึกสุดท้าย
นี่คือบทบาทของคนรุ่นเรา ที่จะต้องคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง มอบภูมิปัญญาเท่าที่จะทำได้ ให้กำลังใจและแนะนำแนวทางแบบที่มิใช่การสั่งสอน หรือถ้าจะเป็นก็อาจจะต้องเสียสละเพื่อปกป้องให้หนุ่มสาวของเราพ้นภัย และรวบรวมกำลังกันออกมาเพื่อให้เด็กๆ ของเราเห็นว่า นี่คือการต่อสู้เพื่ออนาคตของเราร่วมกัน และสิทธิเสรีของทุกคนในประเทศ
กับสุดท้ายอีกเล็กน้อยคือ ชัยชนะของฝ่ายต่อต้านและเรย์ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนที่เคยรับใช้ด้านมืด กลับใจมาให้ความช่วยเหลือ ทั้งการเป็นไส้ศึกหรือเปลี่ยนข้างเข้ามาร่วมรบกันโต้งๆ
เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจจะต้องรับใช้อำนาจมิชอบอยู่ ท่านพอจะช่วยเด็กๆ ของเราได้หรือไม่ ข้อมูลเกี่ยวการใช้อำนาจโดยมิชอบของเครือข่ายพวกนั้นที่อยู่ในการครอบครองของท่าน โปรดรักษาและสำเนาไว้ เพื่อในโอกาสอนาคต พวกเขาอาจจะใช้มันชำระความ เอาคนผิดมาลงโทษ เอาผู้ที่บิดเบือนกฎหมายมารับผิดชอบ ให้ผู้ที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือชีวิตของผู้คนต้องชดใช้และสำนึก
อาจจะไม่รับประกันว่าท่านจะพบจุดจบอย่างนายพลคนหนึ่งในเรื่องหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็เป็นโอกาสที่ท่านจะได้ล้างความผิดบาปที่มีส่วนร่วมในเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นไม่ว่าน้อยหรือมากลงได้
ภาพยนตร์สตาร์วอรส์ ภาคแรกสุดที่ฉายในยุคสมัยของคนรุ่น 40-50 นั้นได้รับการตั้งชื่อภายหลังให้เป็นบทที่ 4 ว่า “ความหวังใหม่” A New hope ส่วนภาคสุดท้ายของตำนานสกายวอล์กเกอร์ของคนรุ่นนี้ คือ The Rise of Skywalker
เมื่อรวมกันแล้ว มันจะกลายเป็นกำเนิดใหม่แห่งความหวัง The Rise of New Hope.

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

