คล้ายกับว่าพื้นที่ “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” และพื้นที่ “ภาคเหนือ” คือ จุดที่ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยจะต้องประสานกับกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) มากที่สุด
ในลักษณะ “เฝ้าระวัง”
เพราะรับรู้กันอย่างเด่นชัดนับแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2544 มาแล้วว่าเป็นพื้นที่ในความยึดครองของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ต่อเนื่องมายังพรรคเพื่อไทย
และเป็นพื้นที่ที่มีมวลชน “คนเสื้อแดง”คึกคัก
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วที่ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยและกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) จะต้องให้ความสำคัญอย่างสูงสุดน่าจะเป็น
1 พื้นที่ภาคใต้ และ 1 พื้นที่ภาคกลาง และ 1 พื้นที่ กทม.
รายงานล่าสุดจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคกลางมี 17,009,430 คน ภาคใต้ 6,828,332 คน กทม. 4,483,075 คน
นี่คือ 3 พื้นที่การเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยมิได้ยึดครอง และมีมวลชนเสื้อแดงไม่หนาแน่น
และผลการออกเสียงประชามติเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 ปรากฏว่า ภาคใต้เห็นชอบ 3,214,506 ภาคกลางซึ่งรวมทั้ง กทม.ด้วยเห็นชอบ 5,714,973 เหนือกว่าคะแนนไม่เห็นชอบครึ่งต่อครึ่ง
แต่มาถึงประชามติในเดือนสิงหาคม 2559 กลับมากด้วยความแหลมคม
หากมองเพียงท่าทีของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่แสดงออกผ่านรายการเฟซบุ๊กไลฟ์นับแต่วันที่ 24 มิถุนายนเป็นต้นมา อาจเย็นใจ
เพราะ “เชียร์” ร่างรัฐธรรมนูญอย่างสุดแรงเกิด
กระนั้น ปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์มิได้เออออและห่อหมกไปในกระสวนเดียวกันกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
นี่เป็นท่าทีที่ “ต่าง” จากเมื่อเดือนสิงหาคม 2550
เมื่อเดือนสิงหาคม 2550 พรรคประชาธิปัตย์มิได้ปฏิเสธ “ร่างรัฐธรรมนูญ”
เพราะเสนอหลักการว่าให้ “รับ” ไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขภายหลัง
คะแนนของภาคใต้ คะแนนของภาคกลาง คะแนนของ กทม.จึงออกมาอย่างคึกคัก
แต่ประชามติในเดือนสิงหาคม 2559 ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ “เปลี่ยน” เหมือนกับจะจับทางยากแต่ก็มิได้สลับซับซ้อนอะไรมากนัก
อย่างน้อยที่สุดก็เป็นท่าทีที่มิได้เป็นแนวทางเดียวกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เป็นแนวทางแบ่งรับ แบ่งไม่รับเมื่อพิจารณาตัว “ร่างรัฐธรรมนูญ” ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อ “คำถามพ่วง” อันตามมาโดยการผลักดันจาก 1 คสช. 1 ครม. 1 สนช. และ 1 สปท. ตรงนี้แหละคือความละเอียดอ่อน
ตรงนี้แหละคือ “ตัวแปร” อันอาจก่อ”อันตราย” ต่อประชามติได้
ความจริงแล้ว หากมองฐานเสียงในการเลือกตั้งจากเดือนมกราคม 2544 กระทั่งเดือนกรกฎาคม 2554 จะสัมผัสได้ถึงลักษณะที่พลิกผันแปรเปลี่ยนได้ในทางการเมือง
กทม.เป็นพื้นที่แย่งชิงระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย
ภาคกลางด้านหลักยังเป็นพื้นที่แย่งชิงระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยโดยมีพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นตัวเบียดแทรก
ภาคใต้อาจถือได้ว่าเป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็มิได้เบ็ดเสร็จทีเดียว
เพราะว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีการแย่งชิงระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มการเมืองที่เรียกว่าวาดะห์ ไม่ว่าเมื่อเขาอยู่พรรคความหวังใหม่ พรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทยพัฒนา หรือพรรคมาตุภูมิ
ยิ่งกว่านั้น สถานการณ์หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 มีการแปรเปลี่ยน
1 พรรคประชาธิปัตย์แตกออกเป็นเสี่ยงบางส่วนอาจเอนไปทาง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แต่บางส่วนก็เอนไปทางกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน
1 กลุ่มโรงเรียนปอเนาะ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญแน่นอน
ทั้ง 2 ปัจจัยนี้จะทำให้คะแนนเสียง “เห็นชอบ” ที่เคยมีมากถึงกว่า 3 ล้านเสียงแตกกระจายเช่นเดียวกับแนวโน้มและความเป็นไปได้ที่จะเกิดสภาพกระจัดกระจายในการออกเสียงในพื้นที่ กทม.และภาคกลาง
ตรงนี้แหละที่อาจทำให้ผลของ “ประชามติ” ไม่เป็นเหมือนกับ “พิมพ์เขียว” เดิม
จากนี้เรื่อยไปจนถึงวันที่ 7 สิงหาคม การไหวเคลื่อนในทางการเมืองจึงมากด้วยความร้อนแรง แหลมคม
1 จะทำอย่างไรให้เสียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ แตกกระจาย ขณะเดียวกัน 1 จะทำอย่างไรให้เสียงใน กทม. ภาคกลาง ภาคใต้ ยังดำรงอยู่เหมือนกับเมื่อเดือนสิงหาคม 2550
เพราะ “ปาฏิหาริย์” จากประชามติ 7 สิงหาคมนั้น ลึกซึ้งยิ่งในทางการเมือง

