หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ภายหลังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เกิดความผันผวนอย่างหนัก ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สาเหตุหลักมาจากความกังวลของการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นจนตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายเป็นการชั่วคราวกรณี (เซอร์กิตเบรกเกอร์) 2 ครั้งภายในสัปดาห์เดียว ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์หุ้นไทย
วิจิตร อารยะพิศิษฐ
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

การที่ดัชนีจะปรับขึ้นได้ในระยะยาวจะต้องเห็นสัญญาณของการควบคุมโควิด-19 ได้ มองว่าปี 2563 ก็ยังไม่น่าจะจบได้ เอาแค่ขอให้คุมได้แบบหาจุดสูงสุดไม่เจอแล้ว ราคาหุ้นน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปได้ ส่วนจะเกิดขึ้นในช่วงใดนั้น ปัจจุบันก็ผ่านมา 3 เดือนแล้ว ในช่วงสั้นๆ อยากให้เกิดการแพร่กระจายแบบถึงจุดสูงสุดแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 เพราะกำไรของ บจ.แค่โดนผลกระทบทั้งในไตรมาส 1/2563 ก็แย่แล้ว ซึ่งหากโดนไตรมาส 2/2563 ด้วยก็จะยิ่งแย่เข้าไปอีก โดยแนวโน้มตอนนี้น่าจะลากไปจนไตรมาส 2 ด้วย เนื่องจากจะจบเดือนมีนาคมแล้วแต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่งเร่งตัวขึ้นและยังหาจุดสูงสุดไม่เจอ หากเป็นแบบนี้การฟื้นตัวอย่างจริงจังในแง่เศรษฐกิจคงเป็นช่วงไตรมาส 3/2563 แต่ในแง่ของตลาดหุ้นอาจฟื้นตัวได้เร็วกว่านั้น หากมีข่าวดีเข้ามาสนับสนุนต่อเนื่อง
หลังจากดัชนีหุ้นไทยปรับลงไปทดสอบระดับต่ำสุดที่ 960 จุด ในช่วงเช้าวันศุกร์ 13 มีนาคมที่ผ่านมา จะมีโอกาสที่หุ้นหลุดระดับ 900 จุดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยลบทั้งหมด ดูแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่ โดยเศรษฐกิจในขณะนี้ยังคงวนอยู่กับปัญหาเดิม อาทิ การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ตอนนี้ลุกลามไปยังยุโรปและสหรัฐในอัตราที่เร่งขึ้น รวมทั้งไทยที่หากยกระดับความรุนแรงขึ้นเป็นระดับ 3 สัญญาณเศรษฐกิจก็จะน่าเป็น
กังวลมากขึ้น โดยตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีมากน้อยเท่าใด เพราะหากคุมได้ไม่ดีพอก็จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจและบานปลายมากกว่าเดิมแน่นอน ทำให้หากเศรษฐกิจย่ำแย่กว่าที่คาดไว้ กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์ประมาณการไว้ก็จะเป็นจุดที่น่ากังวลมากพอสมควร
แต่ปัจจุบันในระดับ 950 จุด ภาพรวมน่าจะตอบรับปัจจัยลบไปมากแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งหากดูตามกรอบอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) จะติดลบ 2 เอสดี ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่สุดกรอบมากพอสมควรแล้ว ทำให้โมเมนตั้มในช่วงสั้น ปัจจัยพื้นฐานปรับลงมาแล้วในค่าพีอีที่ค่อนข้างลึก และหากประเมินตามหุ้นรายตัวก็ค่อนข้างมีมูลค่าที่ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานแล้ว โดยเฉพาะหุ้นใหญ่ๆ หลายตัวที่ปรับลดลงต่ำไปหมดแล้ว ทำให้สัญญาณของโอกาสที่ดัชนีจะปรับลดลงหลุด 900 จุด เป็นไปได้ยากมากพอสมควร แต่จะเห็นโอกาสในการดีดตัวขึ้น
(รีบาวด์) มากกว่า เพราะแนวโน้มจากนี้น่าจะเป็นขาดีดตัวขึ้นก่อนมากกว่า
ปกติเม็ดเงินจะไหลเข้าพักใน 3 สินทรัพย์ ได้แก่ 1.พันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) โดยจะเห็นว่าบอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่ำมาก สะท้อนให้เห็นถึงมีคนเข้าซื้อค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ที่มีคนเข้าซื้อเยอะมาก จนเกิดสภาวะที่อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุสั้น ให้ผลตอบแทนมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุยาว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกลัวหรือความกังวลของนักลงทุน 2.หุ้นและทอง 3.ถือเงินสด ซึ่งการถือเงินสดน่ากลัวมาก เพราะการถือเงินสดไว้ในมือ แต่เมื่อภาวะตลาดดูพังมาก การถือเงินสดไว้เท่าเดิม แต่เงินในมือจะลดลง เหมือนการถือหุ้น ที่เมื่อปรับกำไรขึ้นมาแล้ว 1 บาท แต่ยังไม่ขาย และเมื่อกำไรลดลง 1 บาท กำไรของหุ้นก็จะลดลง ทั้งที่ยังไม่ได้ขาย และนำเงินออกนอกตลาด
โดยในช่วงที่ผ่านมาแหล่งลงทุนที่มีความปลอดภัยสูง (เซฟเฮฟเว่น) จะเป็นทองคำ แต่ขณะนี้ทองคำก็เริ่มปรับลดลงรุนแรงแล้ว เพราะจากต้นปีจนถึงปัจจุบันปรับขึ้นไปสูงมาก เซฟเฮฟเว่นจึงกลายมาเป็นเงินสดแทน ส่วนการปรับเปลี่ยนการลงทุนก็คงต้องกลับมามองความเสี่ยงที่ตัวเองสามารถรับได้ โดยในส่วนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำให้รอช่วงที่โควิด-19 ถึงจุดสูงสุดแล้ว จึงทยอยลงทุนในหุ้น ตอนนี้ก็อาจต้องเก็บเงินสดไว้เยอะๆ เพื่อให้เวลาที่ตลาดดีดตัวขึ้นจะได้มีกระสุนอัดกลับได้ทัน ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มาก ในช่วงที่ดัชนีปรับลดลงต่ำก็เป็นโอกาสในการเข้าเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดี ที่แม้ว่าเศรษฐกิจพัง แต่หุ้นยังไม่พัง อาทิ ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดสูง มีหนี้ต่ำ ส่วนนักลงทุนเล่นเก็งกำไร แนะนำให้ซื้อขายเป็นวันๆ อย่ารอให้ข้ามวัน เพราะภาวะตลาดในปัจจุบันเปิดเหวี่ยงสูงและเหวี่ยงแรงด้วย
ณัฐพล คำถาเครือ
ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)

ทิศทางตลาดหุ้นไทยในขณะนี้จนถึงปลายเดือนมีนาคม 2563 ยังคงผันผวนต่อเนื่องมากพอสมควร โดยเมื่อมีการประกาศเข้าระยะที่ 3 เชื่อว่าอาจควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสได้บ้าง เนื่องจากหากประกาศเข้าระยะ 3 แล้วเครื่องมือหรือสรรพกำลังต่างๆ น่าจะเข้าไปอยู่กับการจัดการควบคุมเชื้อมากที่สุด
แต่เรื่องที่รออยู่ข้างหน้าในเดือนเมษายน 2563 เป็นปัญหาภัยแล้งและปัญหาเศรษฐกิจ ที่จะเป็นแรงกดดันตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา สมมุติฐานว่าภายในเดือนมีนาคมนี้ โรคระบาดสามารถควบคุมได้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่ได้พบมากในอัตราเร่งแบบนี้ เชื่อว่าสถานการณ์จะคลายตัวได้จริงๆ ในเดือนพฤษภาคม 2563 เหมือนที่ บล.หยวนต้าคาดการณ์ไว้ ส่วนในแง่ของภาพรวมโอกาสปรับตัวลดลง (ดาวน์ไซด์) หากดัชนีหุ้นไทยมีการปรับลดลงมา ช่วงนี้อาจจะมีการปรับตัวฟื้นขึ้นได้บ้าง เพราะตลาดหุ้นทั้งไทยและทั่วโลกปรับตัวลดลงลึกมากในช่วงที่ผ่านมา หลังจากนี้อาจมีจังหวะปรับตัวลดลงอีกบ้าง แต่จากการที่ดัชนีหุ้นปรับลดระดับลงไปทดสอบบริเวณ 960 จุด ในวันศุกร์ที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ประเมินว่าระดับดังกล่าวน่าจะใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดของดัชนีหุ้นไทยแล้ว แต่อาจเห็นจุดต่ำสุดใหม่ใกล้เคียงกับระดับ 960 จุดได้อีกเล็กน้อย แต่ยังเชื่อว่าดัชนีไม่น่าจะปรับลดลงหลุด 900 จุดได้
สาเหตุมาจากขณะนี้มีแรงสนับสนุนจากการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารทั่วโลก รวมถึงของไทยเองด้วย ซึ่งน่าจะประคองไม่ให้ดัชนีปรับลดลงไปต่ำกว่าวิกฤตปี 2540 ได้ ซึ่งดัชนีในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 300 จุด ส่วนในปี 2541 ดัชนีอยู่ลงไปทำสถิติตํ่าสุดที่ระดับ 204 จุด ในเดือนสิงหาคม ทำไมถึงใช้ประมาณ 800-900 จุด เพราะการจะลงไปเหลือ 400 จุด ในปี 2551 เป็นไปได้ยากมาก เพราะมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นไทยในปีดังกล่าว ถือเป็นครึ่งหนึ่งของตลาดในปัจจุบัน โดยหากอ้างอิงตามค่าเทคนิคจะพบว่าดัชนีก็จะอยู่ในระดับ 800-900 จุดบวกลบ จึงประเมินกับกรณีที่เลวร้ายที่สุดเทียบเท่ากับวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ หรือวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพ ทำให้มองว่าระดับประมาณนี้อยู่ใกล้โซนต่ำสุดแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ฟื้นในทันทีแต่ว่าดาวน์ไซด์ค่อนข้างจำกัดแล้ว
“ขณะนี้ถือว่ายังเป็นโอกาสในการลงทุนได้ แต่คงไม่ได้ซื้อในช่วงที่ดัชนีปรับขึ้น เพราะเป็นจังหวะในการขายปรับพอร์ตถือครองหุ้นมากกว่า และรอจังหวะเข้าซื้ออีกครั้งในช่วงที่ดัชนีพักตัวปรับลดระดับลงมา โดยประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวผันผวนต่อเนื่องจนกว่าจะค้นพบวัคซีนในการรักษาเชื้อไวรัสโควิด-19 หากมีเรื่องการค้นพบวัคซีนเกิดขึ้น บรรยากาศการลงทุนในทั่วโลกจะฟื้นกลับขึ้นมาได้เร็ว หุ้นจะขึ้นทั้งโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย แต่หากยังไม่สามารถค้นพบวัคซีนได้ การเข้าลงทุนในหุ้นก็คงต้องเป็นในลักษณะการซื้อขายไปก่อน”
หากในเดือนพฤษภาคม 2563 ทุกอย่างสามารถคลายตัวได้ ประเมินว่าดัชนีน่าจะเคลื่อนไหวไต่ระดับขึ้นจนถึง 1,350-1,400 จุดได้ เพราะก่อนหน้านั้นดัชนีเคยยืนอยู่ในระดับนี้ ทำให้หากโรคระบาดสามารถจบลงได้ ดัชนีก็ควรเดินกลับไปยืนที่เดิม แต่หากสถานการณ์ปรับดูดีขึ้นมาก ในกรณีที่วัคซีนค้นพบแล้วสามารถใช้รักษาคนได้จริง และยับยั้งการแพร่ระบาดในทั่วโลกได้ โอกาสที่ดัชนีจะไต่ระดับสูงขึ้นและเร็วมากกว่าที่ประเมินไว้ก็น่าจะเป็นไปได้ โดยจุดก่อนที่จะเกิดโรคระบาดดัชนีหุ้นไทยเคยอยู่ในระดับ 1,500 จุด ทำให้โอกาสที่จะกลับไปก็มีอยู่ โดยใช้อ้างอิงจากตลาดหุ้นจีนที่สามารถควบคุมโรคได้แล้ว แม้จะยังไม่มีการค้นพบวัคซีน แต่พอคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว ดัชนีหุ้นก็กลับขึ้นไปยืนอยู่ในระดับเดิม และเหนือระดับเดิมด้วยซ้ำ
กลยุทธ์การลงทุนในปัจจุบันเล่นการซื้อขายเป็นหลักคือ ลงซื้อขึ้นขาย เพราะตราบใดที่ยังไม่เจอวัคซีนหุ้นก็จะเคลื่อนไหวผันผวนต่อเนื่อง แต่หากเจอวัคซีน หุ้นจะเคลื่อนไหวเป็นขาขึ้นอย่างเดียว หุ้นที่แนะนำยังไม่อยากให้สู้มากคือ ไม่ได้อยากให้เข้าไปลงทุนในหุ้นที่ปรับลดลงมาลึกๆ ขณะนี้ยังไม่แนะนำ เพราะยังกลัวเรื่องความเสี่ยงอยู่ จึงแนะนำเป็นหุ้นกลุ่มที่มีความปลอดภัย อาทิ หุ้นกลุ่มสื่อสาร เพราะเป็นหุ้นที่มีปันผลดี และมีกระแสเงินสดมั่นคง แอดวานซ์ อินทัช กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือดีไอเอฟ ที่หากราคาปรับลดลงมามากๆ สามารถเข้าสะสมได้ ส่วนอีกกลุ่มเป็นหุ้นกลุ่มแบงก์ อาทิ ทิสโก้ เอสซีบี ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนลืมเรื่องการปันผลไป ซึ่งในเดือนเมษายนนี้ หุ้นหลายตัวเตรียมขึ้นเครื่องหมายปันผลแล้ว และมีปันผลกว่า 5% ขึ้นไป
ซึ่งโอกาสที่หุ้นเหล่านี้จะลงแรงๆ ในช่วงเดือนเมษายนนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นแล้ว อีกกลุ่มเป็นค้าปลีกและเกษตรอาหาร อาทิ ซีพีออลล์ ซีพีเอฟ ซึ่งเป็นกลุ่มปัจจัย 4 และอาจได้อานิสงส์ในการประกาศเข้าระยะ 3 ของโรคระบาด ทำให้การกักตุนอาหารเครื่องดื่มเกิดขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

