ความแตกต่างระหว่างคนชรากับคนหนุ่มสาว คงไม่ใช่แค่สังขารซึ่งฝ่ายหนึ่งร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่อีกฝ่ายหนึ่งเข้มแข็งและเจริญเติบโตขึ้นได้ ความเปลี่ยนแปลงของสังขารกำหนดให้คนชรากับคนหนุ่มสาวมีวิธีคิดและการแสดงออกที่แตกต่างกันไป ยกเว้นมีบางคนพิเศษคือ เป็นคนชราที่มีจิตใจเป็นหนุ่มสาว หรือคนหนุ่มสาวที่มีจิตใจเยี่ยงคนชรา แต่อย่างไรก็ตาม หากว่ากันไปตามปกติ คนหนุ่มสาวย่อมมีพลังที่จะใช้ชีวิตมากกว่า เพราะโลกที่หมุนไปข้างหน้ายังเป็นโลกของคนหนุ่มสาว แต่คนชรานั้นไม่อาจแน่ใจได้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ดูวันพรุ่งนี้หรือไม่
กล่าวโดยสรุป คนชราโดยทั่วไปจึงมีพลังที่จะแสดงออกเพื่อสังคมน้อยกว่าคนหนุ่มสาว ยิ่งพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสังคมแล้ว คนชรายิ่งไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะเห็นอุปสรรคมามาก เทียบกับเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตแล้ว ก็อยากเพียงแค่นั่งดูความเคลื่อนไหวที่เหมาเอาว่าน่าจะเป็นบทบาทของคนหนุ่มสาว ทั้งที่จริงควรเป็นบทบาทของทุกคนที่ยังมีลมหายใจอยู่ แต่จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องน่าให้อภัยได้เพราะคนชราได้ใช้ชีวิตมาพอสมควร แต่ถ้าจะมุ่งหวังคำสรรเสริญเยินยอจากคนรุ่นหลังคงเป็นไปไม่ได้ ค่าที่ว่าไม่ได้ทำอะไรมาก่อนในสมัยหนุ่มสาวในลักษณะของการสร้างสรรค์สังคมอย่างเต็มพลัง
ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งน่าจะเรียกว่าคนในวัยทำงาน หรืออาจจะเรียกได้ว่าวัยก่อนเข้าสู่วัยชราตอนต้น คนพวกนี้มีความคิดมีประสบการณ์และมีพลัง แต่โดยมากหมดเวลาไปกับการสร้างเนื้อสร้างตัวและสร้างครอบครัว เวลาที่จะคิดถึงสังคมอาจเหลืออยู่น้อย ยกเว้นผู้ที่ได้รับการปลูกฝังให้เป็นผู้เสียสละมามาก ก็ย่อมอยากที่จะเข้ามาช่วยเหลือสังคมอยู่ตลอดเวลา
ในกลุ่มนี้ยังมีพวกอันตรายคือ คิดจะสร้างเนื้อสร้างตัวและสร้างครอบครัวโดยเอาเวทีการเมืองซึ่งเป็นเวทีสำหรับผู้เสียสละมาใช้เป็นเวทีหาโอกาสให้ตัวเอง ทั้งความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม คนพวกนี้จึงกลายเป็นตัวถ่วงความเจริญของสังคมไปอย่างน่ารังเกียจที่สุด แต่ทว่ามองด้วยสายตาอย่างผิวเผินจะมองไม่เห็น เนื่องเพราะพวกเขามักกลบเกลื่อนด้วยหน้าตาและท่าทีที่สังคมยอมรับได้
พวกเขาฉลาดพอที่จะรู้ว่า ตนจะอยู่อย่างไรให้ปลอดภัยและมั่งคั่ง แม้กระทั่งเข้าไปแฝงตัวอยู่ในพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์เพื่อสังคม พวกเขาก็เข้าไปปะปนอยู่ได้อย่างหน้าตาเฉย
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรเล่า คนวัยทำงาน คนหนุ่มสาว และคนชรา จะร่วมกันทำงานเพื่อสังคมได้ดีโดยใช้จุดแข็ง และช่วยกันเติมเต็มลงไปในจุดอ่อนของแต่ละฝ่าย คนชราโดยทั่วไปมีจุดแข็งคือ ความรอบคอบ ความใจเย็น และความรู้ที่สะสมมา คนหนุ่มสาวมีจุดแข็งคือ ความมีพลัง ความรวดเร็ว และความไม่หวั่นเกรงอะไร (บางทีเพราะรู้น้อย) ส่วนคนวัยทำงานมีจุดแข็งคือ ความครุ่นคิด มีประสบการณ์ร่วมสมัย และความฉลาดที่มีติดตัว
ด้านจุดอ่อน คนชราโดยทั่วไปมีจุดอ่อนคือ โรคภัยไข้เจ็บ ความอ่อนล้าทางร่างกาย และความอ่อนล้าทางจิตใจที่โชกโชนกับเรื่องราวในชีวิต คนหนุ่มสาวมีจุดอ่อนคือ ความไม่รอบคอบ ความไขว้เขว และความเบื่อหน่าย ส่วนคนวัยทำงานมีจุดอ่อนคือ ความเห็นแก่ตัว ความกลัวภัย และความหลงระเริงในกิเลส อันได้แก่ ลาภยศ เงินตรา และคำสรรเสริญ เป็นต้น ปรากฏการณ์ของชีวิตที่เกิดแก่คนชรา คนหนุ่มสาว และคนวัยทำงานอันดูเป็นธรรมดานี้ หากจะปล่อยให้เป็นธรรมดาต่อไปโดยไม่ประสานร่วมมือกัน ย่อมไม่ควรที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะทุกวัยต่างต้องอยู่ร่วมกันในสังคม จึงจำเป็นต้องมีการสร้างสรรค์ร่วมกัน เพียงแต่บริหารจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละวัยให้ได้ผลลงตัวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อุปสรรคสำคัญคือผู้นำส่วนหนึ่งเป็นคนชราที่มีอำนาจ พวกนี้จึงต่างกับคนชราทั่วไป คือยังมีพลังอยู่เสมอแต่เป็นพลังที่เกิดจากการหวงแหนอำนาจ และเคยชินกับสิ่งแวดล้อมในแบบที่ตนเองคิดว่าดีอย่างชนิดที่ไม่ต้องการให้เกิดความเสื่อมคลาย แต่นั่นเป็นไปไม่ได้เลยเพราะสวนทางกับธรรมชาติ รวมถึงสวนทางกับสังขารของเขาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ และวันหนึ่งเขาต้องจากโลกนี้ไปอย่างเป็นธรรมดาโลก หากทว่าน่าเสียดายที่คนชราผู้มีอำนาจเหล่านี้มักไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมคลายจากอำนาจที่ตนมีอยู่ จึงกลายเป็นปัญหาของสังคม ยิ่งถ้าหากว่าเขามีบทบาทในการปกครองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลักษณะเผด็จการที่มีสมุนหรือบริวารมาร่วมงานกับเขาจำนวนมาก การกระจายอำนาจย่อมกระจุกอยู่ที่พวกเขา และชีวิตที่ดีพร้อมก็ดำรงอยู่แบบเฉพาะกลุ่มพวกเขาต่อไป
ความเดือดร้อนจะยิ่งตกแก่คนหนุ่มสาวและคนวัยทำงานซึ่งต้องมีบุตรหลานต่อไปในอนาคต พวกเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร คำถามและความหวังในการแก้ปัญหานี้ ควรจะฝากไว้กับคนชราที่มีความรอบคอบ ใจเย็น และมากความรู้ที่สะสมมา หรือไม่
อย่างไรก็ตาม คนชรากลุ่มนี้ไม่มีอำนาจวาสนาและบารมีอะไร จึงเป็นภาระยากยิ่งสำหรับคนชราที่มีจุดอ่อนอยู่แล้วคือโรคภัยไข้เจ็บ ความอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้น บทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคม การเมือง และการปกครองนี้ จึงควรตกแก่คนหนุ่มสาวและคนวัยทำงานในปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นต้องเร่งประสานจุดแข็งและจุดอ่อนเข้าด้วยกัน เพื่อนำเสนอวิธีการที่จะทำให้สังคมที่มีปัญหาดังกล่าวมาลดน้อยถอยลงและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ถ้าหากคนสองกลุ่มนี้ไม่ลุกขึ้นแสดงพลังพร้อมกันก็เป็นเรื่องที่คาดหวังได้ยากว่าสังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะโดยทั่วไปคนชราที่มีอำนาจวาสนา ย่อมมีพรรคพวกที่ไม่ได้มุ่งหวังประโยชน์ของสังคมเป็นที่ตั้ง และต่างจูงมือกันเดินไปทิศทางที่สวนทางกับการพัฒนาสังคม นอกจากนี้เรื่องที่น่ากลัวมากที่สุดคือ ปัจจุบันความสำเร็จและความมั่งคั่งเช่นนี้ ดูเหมือนจะดำรงอยู่อย่างไร้พรมแดน กล่าวอย่างสั้นคือ ใครมีเงินมหาศาลก็สามารถไปมีบทบาทอยู่ที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ ดังนั้น คนที่มีโอกาสวาสนาน้อยจะอยู่อย่างลำบากในพื้นที่ขาดความรับผิดชอบ การจะทำลายกำแพงนี้ออกไปเป็นเรื่องที่คนหนุ่มสาวและคนวัยทำงานต้องร่วมกัน ตั้งคำถามอย่างเร่งด่วนที่สุดว่า จะทำอย่างไรในสถานการณ์ท้าทาย…
และโดยสำนึกว่าต้องเรียนรู้อีกไม่ใช่น้อย เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาสังคมเป็นไปเพื่อความสำเร็จและ
โดยสันติ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

