หน้าแรก คอลัมนิสต์ มาตรการในการป...

มาตรการในการป้องกันและควบคุม โรคโควิด-19 (COVID-19) : โดย ผศ. (พิเศษ) ดร.อุทิศ สุภาพ

22.03.20 | 10:45 น.

1.สภาพปัญหา : ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคติดต่อโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่องประมาณ 2-3 เดือนแล้วและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โรคโควิด-19 นับได้ว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสโดยสามารถติดต่อระหว่างคนต่อคนอย่างรวดเร็ว เมื่อมีอาการแล้วจะทำให้ระบบหายใจ เช่น ปอดทำหน้าที่ผิดปกติอาจถึงแก่ความตายได้ อันเป็นปัญหาในด้านการสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ปัญหาต้นเหตุที่สำคัญของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ก็คือ การติดต่อสื่อสารระหว่างคนต่อคนโดยการสัมผัสจากการเดินทางของคนที่มาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งที่เกิดโรคโควิด-19 และจากประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเข้ามาในประเทศไทย เมื่อคนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยก็ทำให้ นำเชื้อไวรัสของโรคนี้มาแพร่ระบาดไปสู่บุคคลอื่น ๆ ต่อไป

2.สถานการณ์ของโรคโควิด-19 : ปัจจุบันโรคโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น พบว่ามีการระบาดอยู่ในระดับสอง และมีการเพิ่มจำนวน อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งกลุ่มที่มีอาการแล้วและรอสังเกตอาการอยู่ในจำนวนหนึ่ง

3.ผลกระทบ : การเกิดโรคโควิด-19 ทำให้เกิดผลกระทบในหลายๆ ด้าน ได้แก่ ด้านสังคม ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน โดยไม่มีความปลอดภัยเกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย ซึ่งอาจเกิดเจ็บป่วยถึงแก่ชีวิตได้ และยังทำให้ประชาชนเกิดความกลัว ตื่นตระหนกไม่กล้าที่จะออกมาใช้ชีวิตในสังคมตามปกติ สำหรับในด้านเศรษฐกิจ นั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในอาชีพต่างๆ เช่น ต้องมีการปิดโรงงาน หรือการท่องเที่ยวไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เป็นต้น

ส่วนผลกระทบในด้านการเมือง นั้น ทำให้รัฐบาลต้องมีภารกิจในการปราบปรามโรคโควิด-19 เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินเกี่ยวกับความมั่นคง หรือทำให้งบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ป้องกัน โรคโควิด-19 ได้

4.มาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 มาตรการสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ได้แก่ มาตรการทางด้านสาธารณสุขและมาตรการทางด้านกฎหมาย กล่าวคือ

Advertisement

4.1 มาตรการในทางสาธารณสุข ได้แก่ การใช้วิชาการในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ มาป้องกันและควบคุมโรคนี้ เช่น การนำหลักการป้องกันและควบคุมโรคทั่วไป การตรวจ การรักษา หรือการใช้วัคซีนป้องกันมาใช้ เป็นต้น

4.1.1 สำหรับหลักการป้องกันโรคทั่วไปที่สำคัญนั้น มี 2 ประการ คือ

(1) การป้องกันในระยะก่อนเกิดโรค ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพของร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงสมบูรณ์มีความต้านทานต่อเชื้อโรคได้ การให้ความรู้ในการป้องกันโรค เช่น การใช้หน้ากากอนามัยเป็นเครื่องมือในการป้องกันโรค เป็นต้น

(2) การป้องกันในระยะเกิดโรค ได้แก่ การตรวจ วินิจฉัยโรค และให้การรักษาทันที เพื่อรักษาและระงับการแพร่ระบาดไปยังผู้อื่น

4.1.2 ส่วนหลักการควบคุมโรค โดยทั่วไปมีวิธีการควบคุมโรคอยู่หลายวิธีด้วยกัน ได้แก่

4.1.2.1 การป้องกันการแพร่เชื้อโรคมิให้กระจายไปยังผู้อื่น โดยทำได้ดังนี้

(1) กำจัดแหล่งเกิดของโรค เช่น ให้การรักษาคนป่วยให้หายโดยเร็ว

(2) พยายามลดระยะการติดต่อของโรค โดยให้การรักษาอย่างเต็มที่

แม้จะไม่หายในทันทีทันใด แต่ก็อาจทำให้โรคมีระยะที่ติดต่อไปยังผู้อื่นสั้นเข้า หรือไม่อาจติดต่อไปยังผู้อื่นอีกได้

(3) การกักกันผู้เป็นบ่อเกิดของโรค หมายถึง การแยกคนที่มีเชื้อในร่างกายให้ห่างไปจากชุมชน ทั้งนี้ เพื่อมิให้เชื้อโรคที่ออกมานั้นไปติดต่อผู้อื่น ซึ่งอาจทำได้ 2 วิธี ได้แก่

1.การแยกกัก (Isolation) โดยแยกคนที่เป็นโรคไว้จนพ้นระยะอันตราย ที่จะแพร่เชื้อโรคไปยังผู้อื่น

2.การกักกัน (Quarantine) โดยการกักผู้ที่สัมผัสกับคนที่เป็นโรคไว้ด้วยการสงสัยว่า ผู้นั้นจะทำหน้าที่เป็นพาหะนำเชื้อโรคไปติดต่อผู้อื่น ซึ่งการกักกันอาจทำได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น วิธีแรก เป็นการกักกันอย่างสมบูรณ์ (Complete quarantine) โดยการกักบุคคลที่ไปสัมผัสกับโรคติดต่อมาเป็นเวลานานตามระยะฟักตัวของโรค วิธีที่สอง เป็นการเฝ้าระวังดู โดยเฝ้าระวังดูผู้สัมผัสโรคเพื่อดูว่าจะมีอาการของโรคเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ไม่ถึงกับกักกันไว้

(4) การปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม เป็นวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อโรค เพราะเชื้อโรคนั้นเมื่อออกจากบ่อเกิดโรคแล้ว ถ้ายังไม่ไปถึงผู้อื่นก็อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมเพื่อรอการติดต่อไปยังผู้อื่นต่อไป ซึ่งการดำเนินการอาจทำได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น การกำจัดเชื้อโรคโดยใช้สารเคมี ซึ่งอาจใช้น้ำยาพ่นฆ่าเชื้อโรคตามสถานที่ต่างๆ เป็นต้น

4.1.2.2 การให้ความรู้แก่ประชาชน นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะควบคุมโรคติดต่อได้ทางหนึ่ง โดยแนะนำให้ประชาชนเข้าใจถึงความเป็นมา สาเหตุ ความรุนแรงของโรค และการป้องกันรักษาด้วย

4.2 มาตรการในทางกฎหมาย มาตรการในทางกฎหมายเป็นมาตรการหนึ่งที่จะบังคับใช้ให้ประชาชนที่ไม่ให้ความร่วมมือในการป้องกันและควบคุมโรคปฏิบัติตามได้ กฎหมายที่เกี่ยวข้องสำคัญนำมาเป็นเครื่องมือในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ได้แก่ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

4.2.1 สำหรับมาตรการทางกฎหมายที่รัฐออกมาบังคับใช้กับโรคติดต่อโดยตรง ได้แก่ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ซึ่งมีหลักการทั่วไปเพื่อป้องกันและควบคุมโรคติดต่อทุกชนิดที่เกิดกับคนไม่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศหรือติดต่อมาจากต่างประเทศก็ตาม โดยมีมาตรการต่างๆ
สอดคล้องกับหลักวิชาการในด้านการป้องกันและควบคุมโรคในด้านการสาธารณสุข เช่น การกักกัน การแยกกัก เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้การป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 มีประสิทธิภาพ จึงควรต้องอาศัยมาตรการทางกฎหมายมาคำนึงถึงด้วย

4.2.2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับ กำหนดเนื้อหาเกี่ยวการสาธารณสุขเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐไว้ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 มาตรา 73 บัญญัติไว้ว่า “รัฐพึงส่งเสริมการสาธารณสุขและพึงให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ยากไร้โดยไม่คิดมูลค่า การป้องกันและปราบปรามโรคติดต่ออันตราย รัฐจะต้องกระทำให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่า” และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 52 รวมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 51 ก็ได้บัญญัติไว้ในลักษณะเช่นเดียวกัน

สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 47 บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” และมาตรา 55 บัญญัติว่า “รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสูด บริการสาธารณสุขตามวรรคหนึ่ง ต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม และป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพด้วย รัฐต้องพัฒนา บริการสาธารณสุข ให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

เมื่อพิจารณาหน้าที่ของรัฐและสิทธิของประชาชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว หากรัฐปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญครบถ้วน เชื่อว่าการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ในประเทศไทย คงสงบโดยเร็ว

5.ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข

5.1 ระยะสั้น (เร่งด่วน)

(1) รัฐควรมีนโยบายเร่งด่วนโดยนำมาตรการทางสาธารณสุข และมาตรการทางกฎหมายมาใช้ประกอบกันโดยเคร่งครัด

(2) ควรผลิตหน้ากากอนามัยป้องกันโรคให้เพียงพอและแจกฟรีให้ทั่วถึง

(3) ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคและข้อมูลต่างๆ ที่เป็นความจริงให้ประชาชนทราบเพื่อป้องกันตนเอง

(4) เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องควรต้องประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติหน้าที่ระดมความคิดกันอย่างจริงจัง รวมทั้งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

(5) รัฐควรต้องสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอต่อการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อโควิด-19 เช่น มีงบในการกักกัน ซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ และค่าตอบแทนให้เพียงพอ เป็นต้น

(6) ประชาชนควรให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐและมีวินัยในการปฏิบัติตัวต่อการป้องกัน โดยพยายามหลีกเลี่ยงต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างเคร่งครัด

5.2 ระยะกลาง

รัฐควรมีนโยบายมารองรับในการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 เช่น การเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่างๆ หรือมีการรณรงค์ศึกษาหาวัคซีนมาฉีดป้องกันล่วงหน้าไว้ก่อน เป็นต้น

5.3 ระยะยาว

(1) รัฐควรต้องมีนโยบายแผนงานไว้ล่วงหน้าในการจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ หน้ากากป้องกันโรคให้เพียงพอ

(2) ให้ความรู้ปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนระมัดระวัง มีวินัยและให้ความร่วมมือ ต่อการป้องกันโรคร่วมกันอย่างทั่วถึง

(3) มีนโยบายและแผนงานในการพัฒนามาตรการทางด้านสาธารณสุข ในการรองรับโรคติดต่ออย่างต่อเนื่องและทั่วถึง รวมทั้งปรับปรุง แก้ไข ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง และกฎหมายให้มีมาตรการต่างๆ ครอบคลุม เหมาะสมและทันสมัย

เพื่อป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ทั้งในประเทศ และที่จะติดต่อมาจากต่างประเทศอันจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดขึ้นในประเทศด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน