ในที่สุด ที่เคยคิดและเข้าใจว่ามีการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ “ปลอม” ขึ้นมาและแจกจ่ายอย่างมากด้วยเงื่อนงำ ผ่านกระบวนการ “กองทัพมด”
ก็กลับกลายว่า “มิใช่”
ที่ว่ามิใช่ไม่ได้อ้างอิงเพียงฐานข้อมูลจาก “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” หากแต่จากปากคำของผู้อำนวยการ กกต.ประจำจังหวัดเชียงใหม่
ทั้งยังได้ยืนยันว่าได้ “บริหาร” จัดการเป็นที่ “ยุติ” ไปแล้ว
จึงเห็นได้ว่าที่กลายเป็นเรื่องอึกทึก ครึกโครม ใหญ่โตมาจาก “บทสรุป” จากรายงานของ นายอมร วาณิชวิวัฒน์ ทั้งในฐานะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และในฐานะ “โฆษก”
ในฐานะ กรธ.ก็เสนอต่อ นายมีชัย ฤชุพันธุ์
ในฐานะ “โฆษก” ของ กรธ.ก็นำเอาความคิด ความเห็นและความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลแถลงออกไปจนหมดสิ้นและมาดหมายด้วยว่า
ต้องการจับ “ปลาใหญ่” ไม่ต้องการ “ปลาสร้อย ปลาซิว”
ใครที่ติดตามบทบาทในทางความคิดของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประสานเข้ากับบทบาทในทางความคิดของ นายอมร วาณิชวิวัฒน์ มาอย่างต่อเนื่องย่อมรู้
รู้ว่า “ปลาใหญ่” ที่ว่านั้นคืออะไร
กรณีอันเกิดขึ้นจากการโหมประโคมในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ “ปลอม” สะท้อนรูปธรรมอันเด่นชัดยิ่งแห่งความเป็นจริงของกระบวนการ “ประชามติ” ได้อย่างเด่นชัด
เด่นชัดว่าต้องการให้ “รับ”
เด่นชัดว่า ไม่ต้องการให้กระแสหรือเสียงอันโน้มเอนไปในทาง “ไม่รับ” ปรากฏขึ้นและดำรงอยู่แม้แต่น้อยนิด
คำว่า “บิดเบือน” จึงกลายเป็น “วาทกรรม”
เพียงแต่เป็นวาทกรรมในลักษณะอันเป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือ เพื่อกระหน่ำซัดไปยังฝ่ายที่เห็นต่างคิดต่างในทางการเมือง
เป็น “วาทกรรม” อันมาพร้อมกับ คำว่า “วิชามาร”
โดยหารู้ไม่ว่า อาการชี้นิ้วไม่ว่า “บิดเบือน” ไม่ว่า “วิชามาร” เข้าใส่คนอื่น ฝ่ายอื่นนั้น หากไม่ได้ดำรงอยู่บนรากฐานแห่งความสุจริต เที่ยงธรรม โดยแท้แล้ว โอกาสที่คำว่า “บิดเบือน” และ “วิชามาร” จะย้อนกลับเข้าหาตนมีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่ง
พลันที่ร่างรัฐธรรมนูญ “ปลอม” ไม่มีอยู่ในทางเป็นจริง หากเสมอเป็นเพียงเอกสาร “โต้แย้ง” ต่อร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นผลผลิตของคณะกรรมการอย่างที่เรียกว่า “กรธ.” เท่านั้น คำถามทั้งหมดก็ย้อนกลับไปยังบรรดาคนที่ออกมาป่าวร้องป้องปากอย่างพร้อมเพรียงกัน
ตกลงใครกันแน่ที่ “บิดเบือน” ตกลงใครกันแน่ที่ใช้ “วิชามาร”
ถามว่าเหตุปัจจัยอันใดทำให้บังเกิดสภาพร้อนรน ลนลาน พลันที่รับรู้อย่างผิวเผินในเรื่องรายงานอันเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ “ปลอม”
ร้อนรน ลนลาน เหมือนกับ “ปรีติปราโมทย์”
นั่นก็เพราะคิดและสรุปอยู่แล้วว่า ในกระบวนการออกเสียง “ประชามติ” วันที่ 7 สิงหาคม มีปรปักษ์ มีศัตรูในทางการเมืองแอบซ่อนอยู่
1 ก็คือ พรรคเพื่อไทย 1 ก็คือ นปช.คนเสื้อแดง
พลันที่วาทกรรมว่าด้วยร่างรัฐธรรมนูญ “ปลอม” ปรากฏขึ้น จึงริบหยิบฉวยมาใช้เป็นประโยชน์ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมิได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็เคยได้รับแจก
นายอมร วาณิชวิวัฒน์ อาจไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน แต่เมื่อไปพบการเคลื่อนไหวในจังหวัดเชียงใหม่ อันถือว่าเป็นจุดร้อนแรงอย่างยิ่งของพรรคเพื่อไทย และ นปช. จึงเห็นว่าเป็นเรื่องใหม่ เรื่องร้อนที่จะต้องรีบรายงาน
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ขานรับกับอาการ “กระต่ายตื่นตูม” นั้นโดยมิได้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด จริงจังว่าแท้จริงแล้วตนก็เคยได้รับเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม
นิยายว่าด้วยร่างรัฐธรรมนูญ “ปลอม” จึงคึกคักในห้วงต้นเดือนกรกฎาคม
และกลายเป็นเหมือน “ธงนำ” ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่ง สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี นำไปขยายผลในการจับกุมสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่และนักข่าวประชาไท
ในข้อหา “เตรียมจะ” เผยแพร่เอกสารผิดมาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ประชามติ
นี่คือสถานการณ์ “ต่อเนื่อง” จากเคหะบางพลี สมุทรปราการ จากอนุสาวรีย์ปรบกบฏบวรเดช หลักสี่
เป็นปฏิบัติการอันสัมพันธ์และแนบแน่นกับการจัดตั้ง “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” อันเป็นการขยายผลจากความจัดเจนของ “กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย” (กกล.รส.) หลังรัฐประหาร 2557
“ประชามติ” จึงแนบแน่นกับ “รัฐประหาร” เช่นนี้

