หน้าแรก คอลัมนิสต์ ครอบครองที่ดิ...

ครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ปัญหาใหญ่ที่แก้เกือบไม่ทัน โดย วสิษฐ เดชกุญชร

12.07.16 | 14:15 น.

เมื่อวันที่ 5 เดือนนี้ (กรกฎาคม 2559) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงนามในคำสั่งให้ใช้มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินป่าภูทับเบิกในท้องที่ตำบลวังบาล และตำบลบ้านเนิน อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

เหตุผลของการออกคำสั่งก็คือ ภูทับเบิกในท้องที่อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าและเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำป่าสัก ถูกบุกรุกถือครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และนำไปก่อสร้างโรงแรม สถานที่พักตากอากาศ และร้านค้า ซึ่งไม่มั่นคงแข็งแรง ไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรมหรือมาตรฐานความปลอดภัยด้านวิศวกรรม นอกจากนั้นยังปิดกั้นทางไหลของน้ำ และเสี่ยงต่อการพังทลายของดิน อาจก่อให้เกิดอันตรายและเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวและประชาชน ทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ จึงต้องกำหนดมาตรการในการระงับ ปราบปราม และป้องกันการกระทำการที่มีผลกระทบในพื้นที่ป่าภูทับเบิก เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะเพื่อเร่งให้มีการฟื้นฟูป่าภูทับเบิกให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ในวันเดียวกันนั้นเอง หัวหน้า คสช.ได้ลงนามในคำสั่งสำคัญอีกฉบับหนึ่ง คำสั่งฉบับหลังนี้วางมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบ เหตุผลของการออกคำสั่งฉบับนี้ก็คือ คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ให้มีการส่งมอบพื้นที่ที่เสื่อมโทรมในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อนำไปจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่ปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันมีแปลงที่ดินที่ยังมิได้ทำการสำรวจรังวัดอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีผู้เข้าไปถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกลุ่มบุคคลดังกล่าวต่างไม่ร่วมมือหรือยินยอม เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม บางรายแม้ศาลจะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมคืนพื้นที่ให้ นอกจากนี้ยังปรากฏด้วยว่ามีผู้ไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายเข้าใช้ประโยชน์ โดยอ้างว่ามีสิทธิในที่ดิน เพราะซื้อต่อจากเกษตรกร แล้วได้นำพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นแปลงขนาดใหญ่ไปทำเกษตรกรรมแบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยว อันจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงในระยะยาว และในบางกรณียังปรากฏว่าพื้นที่ข้างเคียงเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังคงเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งหากมีการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสม อาจมีปัญหาการบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติม ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติ และเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้

ปัญหาการบุกรุกและถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมายอย่างที่เกิดขึ้นที่ภูทับเบิก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ และปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบนั้นมีอยู่ด้วยในจังหวัดอื่นและภาคอื่นทั่วประเทศ และมีมานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากจำนวนและสภาพของโรงแรม ที่พักตากอากาศ และร้านค้าที่ปลูกสร้างขึ้น และจากขนาดของพื้นที่เกษตรกรรม ที่ผู้ไม่มีสิทธิครอบครองนำไปใช้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด เป็นต้น การบุกรุกยึดครองและครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมายอย่างกว้างขวางเช่นนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากเจ้าหน้าที่ราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ต้น

จึงเป็นที่น่ายินดีที่หัวหน้า คสช.ออกคำสั่งทั้งสองฉบับ แม้ว่าความเสียหายจะได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม เพราะคำสั่งของหัวหน้า คสช. เจ้าหน้าที่จึงสามารถยึดคืนพื้นที่ที่ถูกครอบครองโดยผิดกฎหมายมาแล้วเป็นจำนวนประมาณ 150,000 ไร่ และขณะนี้ก็ยังดำเนินการต่อ หากเป็นรัฐบาล “ประชาธิปไตย” ที่มาจากการเลือกตั้ง มาตรการเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นและใช้ได้โดยเร็วเช่นนี้

Advertisement

นอกจากมาตรการตามคำสั่งทั้งสองฉบับนั้นแล้ว ผมก็หวังด้วยว่า ในขณะเดียวกันจะมีการพิจารณาความผิดหรือความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยที่ปล่อยให้การกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นอย่างโจ๋งครึ่ม กว้างขวาง และยาวนานเช่นนั้น