ภาพประเทศไทยหลังประกาศภาวะฉุกเฉิน คือ “กรุงเทพฯ” โล่ง ขณะที่ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในชนบท ประชาชนกลับภูมิลำเนา หรือเรียกง่ายๆ ว่า “บ้านเกิด” กันมาก ส่งผลให้ท้องถิ่นคึกคัก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศล่วงหน้าว่าจะออก “ประกาศภาวะฉุกเฉิน” ให้มีผลบังคับใช้ในอีก 2 วันข้างหน้า ที่ตามมาคือเสียงเล่าลือว่าจะปิดเมือง ปิดประเทศ
อันหมายรวมถึงปิดงานต่างๆ ด้วย
คนต่างจังหวัดที่มาอยู่ในเมืองหลวง ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีความสามารถพอจะมีชีวิตอยู่ได้ในภาวะไม่มีงานทำ จำเป็นต้องพากันกลับบ้านเกิด
กรุงเทพมหานครจึงโล่ง และต่างจังหวัดโดยเฉพาะในชนบทคึกคัก
คนงานต่างด้าวที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจก่อนหน้า ก็กลับบ้านเมืองของตัวเองไป
มองมุมหนึ่ง เหมือนกับว่ารัฐบาลผลักดันการแพร่ระบาดของ “โควิด-19” ที่หนักหนาสาหัสในกรุงเทพฯ เพราะเกิดการแพร่เชื้อครั้งใหญ่ที่สนามมวยลุมพินี และผับย่านทองหล่อ ให้ไประบาดในต่างจังหวัดแทน
อย่างไรก็ตาม แม้ผลที่เกิดขึ้นเป็นเช่นนั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้
แต่หากติดตามผลที่เกิดขึ้นจากการผลักดันให้คนกลับบ้านเกิดครั้งใหญ่นี้จะพบเรื่องราวที่น่ายินดีอย่างยิ่ง
นั่นคือ กลไกในท้องถิ่นต่างจังหวัด หรือในชนบทห่างไกลที่มีความสามารถในการรับมือวิกฤตรุนแรงอย่างโรคระบาดครั้งนี้ได้อย่างมีความหวังมากกว่า
ท้องถิ่นรับฟังข้อมูล “โควิด-19” จากส่วนกลางผ่านสื่อต่างๆ ทั้งที่เป็นความรู้อันจะทำให้รู้จักธรรมชาติของเชื้อไวรัสตัวนี้ ความเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้ติดเชื้อ การป้องกันตัวเอง การจัดการทั้งกับผู้ที่ยังไม่ป่วย และป่วยแล้วอย่างถูกต้อง
หลังจากนั้นท้องถิ่นต่างระดมความคิด เพื่อออกมาตรการต่างๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่และชุมชนของตัวเอง โดยมีเป้าหมายให้ได้ผลอย่างที่อำนาจจากส่วนกลางสั่งการไป คือให้หยุดการระบาดให้ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ หลังจากติดตามการจัดการอย่างลงไปถึงรูปธรรม หรือรูปแบบที่ทำกันในพื้นที่ พบว่าสามารถตั้งความหวังไว้ได้เลยว่าทำได้ดีอย่างยิ่ง
ในขณะที่กรุงเทพมหานครซึ่งผู้คนเข้ามาแออัดอยู่กันมาก และวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่มีระบบหรือกลไกที่จะทำให้เกิดการพึ่งพาหรือการจัดการร่วมกัน
เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น กลไกที่จะควบคุมวิถีชีวิตของผู้คนให้อยู่ในพฤติกรรมที่ควรจะเป็น ไม่มีทางเป็นไปได้ ซึ่งหมายถึงระบบวิถีชีวิตที่สิ้นหวังกับการควบคุมการระบาดของโลก
ในต่างจังหวัด ในพื้นที่ชนบทกลับมีกลไกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
ด้วยเครือข่ายที่มีอยู่ในพื้นที่ลงลึกถึงตำบล หมู่บ้าน ชุมชน ในวัฒนธรรมที่ยังช่วยเหลือเกื้อกูล มีความสัมพันธ์ฉันญาติมิตรอย่างเข้มแข็ง
มีเครือข่ายอาสาสมัครของกระทรวงต่างๆ มากมาย อย่างเช่น กลุ่มอาสาดูแลพื้นที่ของกระทรวงมหาดไทย อาสาสมัครด้านสาธารณสุข หรือ อสม. ของกระทรวงสาธารณสุขและอื่นๆ
มีผู้นำท้องถิ่น และคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาที่เข้าถึงชุมชนอย่างเข้มข้นมาก่อน
การจัดการสื่อสารเพื่อให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจึงเกิดขึ้นได้ง่าย ด้วยวัฒนธรรมที่พร้อมให้ความร่วมมือ ร่วมใจ และเสียสละเพื่อหาทางจัดการให้ท้องถิ่นประสบความสำเร็จตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย
หากติดตามอย่างใกล้ชิดจะพบว่าขณะที่ผู้มีอำนาจส่วนกลางยังโกลาหลกับมาตรการและวิธีการที่จะรับมือกับวิกฤตครั้งนี้
ในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆ ไปไกลแล้ว
จะมีปัญหาบ้างก็แค่ เมื่อเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ความไม่พร้อมของสถานรักษาพยาบาล ไม่เท่าเทียมกรุงเทพฯ ทั้งจำนวนที่จำกัด และคุณภาพที่ขาดแคลน ทั้งบุคลากรที่เหมาะสม และเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย
เนื่องจากเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นจัดการเองไม่ได้ เพราะเป็นหน่วยงานขึ้นตรงกับอำนาจส่วนกลาง
นี่คือเรื่องราวที่เห็นจากวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้
กรุงเทพมหานครมีความพร้อมทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณของการรับผลของโรคได้ดีกว่า
แต่ท้องถิ่นไม่เว้นแม้แต่ในชนบทกลับมีประสิทธิภาพในการควบคุมการระบาดได้ดีกว่า โดยอาศัยภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นเองที่จัดการให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพียงแต่ส่วนกลางให้ความรู้และบอกว่าอยากให้ผลเป็นแบบไหน
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้เห็นเช่นนี้
เพียงแต่เมื่อเห็นแล้ว คำตอบที่ต้องการมากกว่าคือ ผู้มีอำนาจที่คิดแต่การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง บัญชาการจากบนลงล่าง ด้วยที่ไม่เคยสัมผัสชีวิตที่เป็นจริงของชาวบ้าน ห่างไกลความรู้จักมักคุ้นกับประชาชน จะคิดได้หรือยัง
ว่าที่สุดแล้วทางรอดของประชาชนที่มีคุณภาพมากกว่าคือ “กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น”

