หน้าแรก คอลัมนิสต์ ว่าด้วยกฎอัยก...

ว่าด้วยกฎอัยการศึก โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

13.07.16 | 12:00 น.

เมื่อครั้งที่ผู้เขียนลงเรียนวิชากฎหมายทหารกับท่านอาจารย์สุรศักดิ์ เอี่ยมบุญญฤทธิ์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงอยู่นั้น ผู้เขียนเคยขอให้ท่านอาจารย์ช่วยสอนเรื่องกฎอัยการศึกด้วย เนื่องจากประเทศไทยนั้นอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกนานๆ และบ่อยเหลือเกิน แต่ท่านอาจารย์สุรศักดิ์ได้แต่หัวเราะแล้วให้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 มา 1 ก๊อบปี้ โดยบอกว่าให้อ่านเอาเองเพราะวิชากฎหมายทหารตอนที่เรียนอยู่นั้นมีเพียง 2 หน่วยกิต ดังนั้น เฉพาะเรื่องประมวลกฎหมายอาญาทหารและเรื่อง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ก็จะสอนกันไม่ทันอยู่แล้ว

สาเหตุผู้เขียนติดใจสงสัยเรื่องกฎอัยการศึกที่ต้องมากับการรัฐประหารนับเนื่องจากการรัฐประหารที่นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 ที่ใช้กฎอัยการศึกฟุ่มเฟือยเหลือเกินตั้งแต่นั้นมา ครั้นต้องมาอ่าน พ.ร.บ.กฎอัยการศึกทำความเข้าใจเอาเอง จึงเรียนรู้ว่าความจริงกฎอัยการศึกของไทยมีศักดิ์เทียบเท่ากับพระราชบัญญัติ ตราขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2451 เรียกว่า กฎอัยการศึก ร.ศ.126 มีทั้งสิ้น 9 มาตรา โดยถอดแบบมาจากกฎอัยการศึกของประเทศฝรั่งเศส ต่อมาใน พ.ศ.2457 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ในทวีปยุโรปขึ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าอำนาจของทหารตามกฎอัยการศึก ร.ศ.126 นั้น ยังมีข้อที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหารในยามที่เกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติจำกัด จึงทรงยกเลิกกฎอัยการศึก ร.ศ.126 และตรากฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ขึ้นใช้แทน มีทั้งสิ้น 17 มาตรา โดยสาระสำคัญคือเพิ่มอำนาจให้แก่ทหารอย่างเต็มที่มากขึ้นกว่ากฎอัยการศึก พ.ศ.2451 คือจากการที่ข้าราชการพลเรือนต้องให้การช่วยเหลือทหารตามความต้องการของทหาร มาเป็นข้าราชการพลเรือนต้องกระทำตามคำสั่งของทหารทุกอย่างใน พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ซึ่ง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ก็ยังคงใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมรวม 5 ครั้ง ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนพยายามอ่านเฉพาะกฎหมายของกฎอัยการศึกครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังมัวๆ ตันๆ ยังไงพิกล

จนได้มีโอกาสได้พูดคุยกับอาจารย์เทพ บุญตานนท์ ผู้เขียนหนังสือ “การเมืองในการทหารไทยสมัยรัชกาลที่ 6” ซึ่งมีความสนใจและกำลังค้นคว้าเรื่อง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 นี้อยู่พอดี ซึ่งอาจารย์เทพได้ศึกษาเรื่องกฎอัยการศึกด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Approach) จึงเป็นที่มาของการทำให้เกิดความกระจ่างถึงความสำคัญยิ่งของ พ.ร.บ.กฎอัยการศึกในการทำรัฐประหารทุกครั้งตั้งแต่ยุคกึ่งพุทธกาลเป็นต้นมา (ว่ากันว่าพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดมผู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันจะมีอายุอยู่ได้ 5,000 ปี ดังนั้น ยุคกึ่งพุทธกาลจึงเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2500 เป็นต้นมา)

เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ คือกฎอัยการศึกถูกตราขึ้นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่ในช่วงสมัยของการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับไม่เคยถูกนำมาใช้แต่อย่างใด แต่เหตุการณ์กบฏบวรเดชจัดเป็นครั้งแรกที่นำกฎอัยการศึกมาใช้เพื่อปราบปรามฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ซึ่งก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก และถูกนำมาใช้อีกหลายครั้ง จนกระทั่งในสมัยรัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจของทหารในกฎอัยการศึกถึง 4 ครั้ง เพื่อนำไปสนับสนุนนโยบายการสร้างเมืองเพชรบูรณ์เป็นเมืองหลวงแทนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะใช้กฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือสนับสนุนนโยบายทางการเมืองของฝ่ายทหาร

เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารยึดอำนาจล้มรัฐบาลของ พล.ท.ถนอม กิตติขจร แล้วตั้งตนเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ได้แก้ไข พ.ร.บ.กฎอัยการศึก ฉบับที่ 5 โดยมอบอำนาจให้ผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุดชี้ขาดให้อำนาจศาลทหารในการพิจารณาคดีอาญาใดๆ ในเขตที่ใช้กฎอัยการศึกได้ และกำหนดให้คดีที่เป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ความผิดต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยเรื่องยาเสพติดให้โทษ และความผิดว่าด้วยเรื่องการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์จะต้องถูกพิจารณาคดีในศาลทหารแทนศาลพลเรือน

Advertisement

ที่สำคัญที่สุด ในปรากฏการณ์ของการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ล้มรัฐบาลของ พล.ท.ถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 นั้น จอมพลสฤษดิ์ได้ใช้อำนาจในมาตราที่ 4 ของกฎอัยการศึกที่ให้ผู้บังคับบัญชาระดับกองพันมีอำนาจในการประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ ดังนั้น จอมพลสฤษดิ์จึงได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกในฐานะผู้บัญชาการทหารบกโดยไม่ได้ประกาศเป็นพระบรมราชโองการแต่อย่างใด

ครับ ! มาถึงตอนนี้ก็เลยเข้าใจกระจ่างแจ้งเรื่องกฎอัยการศึกที่หลังจากการยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 ถึงได้ประกาศใช้กันง่ายดาย สบายๆ กันเหลือเกิน ก็เพราะว่ามีพิมพ์เขียวจากการรัฐประหารวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 นั่นเอง