หน้าแรก คอลัมนิสต์ สิทธิมนุษยชน ...

สิทธิมนุษยชน ทิศทางเดินที่ต้องการความสมดุล กับเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชน โดย พลโททวี แจ่มจำรัส

13.07.16 | 13:00 น.

ตามที่สหประชาชาติได้สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ จัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่มีการดำเนินงานที่เป็นอิสระจากภาครัฐ เป็นไปตามหลักการปารีสว่าด้วยสถานะของสถาบันแห่งชาติเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน หรือเรียกโดยย่อว่าหลักการปารีส ซึ่งเป็นเอกสารที่กำหนดรับรองจากที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติตามข้อมติที่ 48/134 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2536 และเป็นเอกสารที่ถือกันว่าเป็นมาตรฐานในการดำเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 108 ชาติทั่วโลก


หลักการปารีสกำหนดว่า สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมทั้งด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 5 ประการ คือ 1) บทบาทในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน (PROMOTIONAL FUNCTION) โดยจัดทำหลักสูตรการศึกษาเผยแพร่และรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนผ่านกิจกรรมกลุ่มเป้าหมายต่างๆ รวมทั้งผ่านช่องทางสื่อมวลชนและการจัดทำรายงานประจำปี

2) บทบาทในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (PROTECTING FUNCTION) ซึ่งรวมถึงการทำหน้าที่กึ่งตุลาการ (QUASI JUDICIAL FUNCTION) ได้แก่ การหยิบยกกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นพิจารณาได้เอง และการรับเรื่องร้องเรียนจากบุคคลเพื่อทำการตรวจสอบและวินิจฉัย พร้อมเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาไปยังหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

3) บทบาทในการให้คำปรึกษา (Advisory Function) เช่น การให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ากฎหมายดังกล่าวจะไม่ขัดหรือส่งผลกระทบต่อหลักสิทธิมนุษยชน การให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศและแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมตลอดจนการเสนอให้รัฐบาลเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีในสนธิสัญญาดังกล่าว

Advertisement

4) บทบาทในการเฝ้าระวังสถานการณ์ (MONITORING FUNCTION) เช่นการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายในประเทศและการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภายในประเทศในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อจัดทำรายงานประจำปีหรือรายงานหลักการเฉพาะด้าน และรายงานการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ที่ไทยเป็นภาคีเพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ

5) บทบาทในการดำเนินความสัมพันธ์กับผู้ที่มีส่วนได้เสียและองค์กรอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ (Relationship with stakeholder and other Bodies) โดยจะต้องทำงานร่วมกับรัฐสภา กลไกที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและองค์กรเอกชน ภาคประชาสังคมตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ โดยการดำเนินงานจะต้องเป็นกลางพร้อมกับนำเสนอจุดยืนที่อยู่บนพื้นฐานของสิทธิของมนุษย์อย่างเคร่งครัด

ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ….. ฉบับล่าสุดของท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่ กกต.จะดำเนินการให้ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงได้ ลงมติใน 7 ส.ค.59 ที่จะถึงนี้ ได้ยกฐานะให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอยู่ในหมวดที่ 12 เป็นองค์กรอิสระเช่นเดียวกับ กกต.ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ถูกยกเลิกไปแล้วที่กำหนดให้เป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ความหมายขององค์กรอิสระก็คือ การปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ โดยฝ่ายบริหารไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือมีอิทธิพลเหนือได้

โดยมีหน้าที่และอำนาจตามร่าง มาตรา 247 ดังนี้ (ข้อสังเกตรัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดให้มีอำนาจและหน้าที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สลับกันนำคำหน้าที่มาก่อนอำนาจ)

1) ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกกรณีโดยไม่ชักช้า และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไข การละเมิดสิทธิมนุษยชนรวมทั้งการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง

2) จัดทำรายงานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศเสนอต่อรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีและเผยแพร่ต่อประชาชน

3) เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมตลอดทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใดๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน

4) ชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้าในกรณีที่มีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม

5) สร้างเสริมทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน

6) หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งต้องไปออกกฎหมายลูกหรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนต่อไปและการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.จะมีลักษณะต่อเนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดิน (OMBUDSMAN) ที่เป็นองค์กรที่ให้ประชาชนนำความทุกข์ของตนที่ได้รับความไม่เป็นธรรมจากการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าการกระทำจะชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยหน้าที่หรือไม่

ถ้าการนั้นยังความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นผู้ตรวจการแผ่นดินก็มีหน้าที่ตรวจสอบ และถ้าหากการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดำเนินการต่อไป

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดปัจจุบันเป็นชุดที่ 3 โดยมี นายวัส ติงสมิตร เป็นประธานกรรมการ ได้ออกคำสั่งเมื่อ 12 เม.ย.59 มอบหมายให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีก 6 ท่าน ได้กำกับดูแลงานดังนี้ 1) นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กำกับดูแลงานด้านสิทธิเด็กและการศึกษา 2) นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กำกับดูแลงานด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 3) นายสุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย กำกับดูแลงานด้านสิทธิผู้สูงอายุ ผู้พิการ บุคคลหลากหลายทางเพศ และการสาธารณสุข 4) นางอังคณา นีละไพจิตร กำกับดูแลงานด้านสิทธิสตรีและด้านการป้องกันบุคคลจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ 5) นางเตือนใจ ดีเทศน์ กำกับดูแลงานด้านสิทธิชุมชน ฐานทรัพยากร สิทธิและสถานะกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง 6) นายชาติชาย สุทธิกลม กำกับดูแลงานด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับการกำกับดูแลงานด้านอื่นๆ ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นอกจากนี้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นผู้กำกับดูแลดังเดิม

ตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 15(2) ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ได้ให้อำนาจแก่ กสม.ในการตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรืออันไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนของไทย และเสนอมาตรการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าว แต่หากเป็นเรื่องที่มีการพิจารณาเป็นคดีอยู่ในศาลหรือศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว กสม.จะไม่สามารถรับไว้ตรวจสอบได้ตาม มาตรา 22 ในแต่ละปี กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนทุกด้านประมาณ 600-700 เรื่อง โดยเฉพาะด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่ได้มีการร้องเรียนจะมีมากพอสมควร และจะเป็นงานทางด้านยุทธศาสตร์ของ กสม.ที่จะต้องหาทางแก้ไขต่อไป ให้มีน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย เช่น

1) การตรวจค้น/จับกุม/ควบคุมตัว โดยละเมิดสิทธิมนุษยชน ได้แก่

– จับกุมโดยไม่มีหมายของศาลหรือเหตุยกเว้นตามกฎหมาย

– การจับกุมโดยมีการใช้กำลังเกินสมควรแก่กรณี

– การควบคุมตัวหลังการจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

– การไม่แจ้งสิทธิในขั้นตอนการจับกุมให้ผู้ถูกจับทราบ

– บังคับให้ลงชื่อรับสารภาพในบันทึกการจับกุม

– การตรวจค้นตัวบุคคลทั่วไปหรือผู้ที่เคยกระทำความผิดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

– การกลั่นแกล้งยัดเยียดข้อหาให้แก่ผู้บริสุทธิ์ในคดีต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนในคดียาเสพติด

2) การสอบสวนโดยละเมิดสิทธิมนุษยชน ได้แก่

– การซ้อมทรมาน

– การดำเนินการสอบสวนล่าช้า ไม่เป็นธรรม

– การปล่อยตัวชั่วคราวล่าช้า

– การไม่ขออายัดตัว/อายัดตัวล่าช้า

– การนำตัวผู้ต้องหาไปแถลงข่าว/ทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่เป็นการประจานผู้ต้องหา

– การดำเนินการไม่เป็นอิสระ (ถูกแทรกแซง) จากผู้มีอำนาจเหนือกว่า

ฯลฯ

3) ระบบงานราชทัณฑ์ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ได้แก่

– การแยกตัวผู้ต้องหาออกจากผู้ต้องขังและการแยกผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ออกจากผู้ต้องขังคดีทั่วไป ที่มีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

– ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ

– ทัศนคติเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ไม่ดีต่อผู้ต้องขัง

– กระบวนการร้องเรียนที่เป็นอิสระไม่ถูกกรองโดยระบบราชทัณฑ์และเป็นไปตามกฎหมายกระทรวงมหาดไทย

– การทำร้ายผู้ต้องขัง

– การปล่อยให้ผู้ต้องขังทำร้ายซึ่งกันและกัน

– การใช้เครื่องพันธนาการในรูปแบบอื่นๆ นอกจากโซ่ตรวน

– การให้สิทธิพิเศษและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ต้องขัง

ฯลฯ

คณะอนุกรรมการด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรมได้ทำงานเชิงรุก โดยเมื่อ 31 มี.ค.59 ได้ไปเยี่ยมเชิงสมานฉันท์ในแดนต่างๆ ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เรือนจำกลางคลองเปรม และ รพ.ราชทัณฑ์ เมื่อ 22 มี.ค.59 ได้ไปเยี่ยมเชิงสมานฉันท์ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองราชบุรี เรือนจำความมั่นคงสูง เขาบิน จ.ราชบุรี และเรือนจำกลาง จ.ราชบุรี ได้เห็นสภาพที่แท้จริงและมีโอกาสเสนอแนะและพบปะพูดคุยกับผู้บัญชาการเรือนจำ พัศดี ผู้ควบคุม ผู้ต้องขังและนักโทษชาย/หญิง และผู้กำกับสถานีตำรวจเพื่อนำปัญหา/ข้อมูลมาพิจารณาเพื่อแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่อาจจะมีเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความล่อแหลมในการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยง่าย ได้แก่ ตำรวจ และราชทัณฑ์ โดย กสม.ได้เคยจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ตำรวจและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ตามหลักสิทธิมนุษยชน เมื่อ พ.ศ. 2556 แจกจ่ายไปแล้ว

สำหรับทหารได้เริ่มมีการถูกร้องเรียนมาประปรายบ้างแล้ว ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา และเมื่อจันทร์ที่ 16 พ.ค.59 ประธาน กสม.ได้จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง ?กสม.ในความคาดหวัง? โดยมีท่าน ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้บรรยาย ได้นำเสนองานที่ กสม.จะต้องทำงานเชิงรุกเพิ่มไปข้างหน้าอีกหลายเรื่อง ที่อาจจะต้องไปกระทบกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐบ้าง ทำอย่างไรการทำหน้าที่ของ กสม.และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทจึงจะมาอยู่ในจุดสมดุล

เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบและความร่วมมือจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่จะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป