สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มนุษยชาติ 1 ใน 3 ของโลก หรือ 2.6 พันล้านคน อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ ล่าสุด อินเดีย ประเทศที่มีประชากร 1.3 พันล้าน มากเป็นอันดับ 2 ของโลก เข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เริ่ม 25 มีนาคมเป็นต้นไป ส่วนที่สหรัฐ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขยายช่วงเวลาเว้นระยะห่างทางสังคมไปถึงวันที่ 30 เม.ย. จากเดิมที่แนวทางปฏิบัติดังกล่าวจะหมดอายุลงในวันจันทร์ที่ 30 มี.ค. และแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการชุมนุมเกิน 10 คน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการซื้อของนอกบ้าน และให้เด็กเรียนหนังสือจากที่บ้าน ให้ผู้สูงอายุอยู่แต่ในบ้านและปลีกตัวจากผู้อื่น
ขณะที่สถานการณ์ที่ญี่ปุ่นที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทย และเป็นประเทศแรกๆ ที่ติดเชื้อต่อจากจีน ปรากฏว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในระยะหลัง นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวเร็วๆ นี้ว่า การแพร่ระบาดในญี่ปุ่นอยู่ในภาวะที่ล่อแหลม และรัฐบาลใกล้จะประกาศภาวะฉุกเฉินดังกล่าวได้แล้ว ระหว่างนี้ นายกฯญี่ปุ่นขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการพบปะกัน และย้ำว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจะเพิ่มขึ้นหากผู้คนไม่ระวังตัว ไม่ดำเนินมาตรการกักบริเวณ ขณะที่ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวขอให้ชาวโตเกียวและเมืองข้างเคียงหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น อยู่แต่ในบ้านพักโดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์นี้จนถึงวันที่ 12 เมษายน หลังจากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่องทำให้สถานการณ์ในโตเกียวเข้าใกล้ภาวะวิกฤต
ส่วนในประเทศไทย นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.แถลงล่าสุดว่า การเดินทางยังเป็นปัญหาของนโยบายโซเชียลดิสแทนซิ่ง ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอมาตรการห้ามเคลื่อนย้ายที่ภูเก็ต ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ที่ประชุมยังเปิดเผยข้อมูลว่า เปรียบเทียบวันเสาร์ที่ 28 มี.ค. กับเสาร์ที่ 21 มี.ค. ตัวเลขการสัญจรโดยรถประจำทาง รถยนต์ส่วนบุคคล รถไฟฟ้า รถไฟระหว่างเมือง และทางน้ำ รวมแล้ว ลดลง 40% ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือมากขึ้นให้ได้ 90% จึงจะลดกราฟการแพร่ระบาดของไวรัสได้ แนวทางในการต่อสู้เอาชนะไวรัสโควิดในขณะนี้ คือการงดการเดินทาง ซึ่งเป็นมาตรการที่ทุกคนต้องพร้อมใจร่วมมือ เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม และของประชาชนทุกคน

