หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘ดนตรีไทย’หมายถึงดนตรีของภาคกลาง ภาคอื่นๆเป็น’ดนตรีพื้นเมือง’ คือไม่ไทย

13.07.16 | 15:47 น.
กลุ่มชาติพันธุ์ทางมณฑลยูนนานในจีน ตีกระบอกไม้ไผ่ (ต้นกำเนิดระนาด)

เอกสารทางการระบุอย่างคับแคบว่า ดนตรีไทย หมายถึง มโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย ที่บรรเลง “เพลงเถา” มีร้องเอื้อน 3 ชั้น, 2 ชั้น, ชั้นเดียว
เท่ากับยกย่องดนตรีภาคกลางเท่านั้นเป็น “ดนตรีไทย” ส่วนภาคอื่น คือ ภาคใต้, ภาคอีสาน, ภาคเหนือ เป็น “ดนตรีพื้นเมือง” เท่ากับดูถูกว่าไม่ไทย
แต่แท้จริงแล้ว ดนตรีไทย หมายถึงดนตรีในดินแดนประเทศไทย มีทั้งคล้ายคลึงและแตกต่างอยู่ในภาคต่างๆ ได้แก่
ภาคเหนือ มี สะล้อ, ซอ, ซึง ฯลฯ
ภาคอีสาน มี แอ่วลาว, เป่าแคน, กันตรึม ฯลฯ
ภาคใต้ มี ตะลุง, โนรา, ชาตรี ฯลฯ
ภาคกลาง มี มโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย ฯลฯ
เทียบได้กับคนไทย หมายถึงคนในดินแดนประเทศไทย แม้จะมีรากเหง้าเผ่าพันธุ์เป็นลาว (เหนือ, อีสาน), เขมร (ลุ่มน้ำมูล), มลายู (ใต้) เมื่อมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ก็นับเป็นคนไทยทั้งนั้น
ดังนั้นเรื่องคนไทยเป็นใคร? มาจากไหน? เมื่อไร? ยังไง? ทำไม? ฯลฯ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องร่วมกันซักถาม, ทักท้วง, ถกเถียงอย่างกว้างขวาง ประวัติศาสตร์ไทยไม่ควรด่วนสรุปอย่างใดอย่างหนึ่ง จนถือเป็นข้อยุติที่เปลี่ยนแปลงมิได้ แล้วบงการทุกคนต้องเชื่อตามนั้น
แม้ไม่เห็นพ้องต้องกันก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยได้เข้าใจตรงกันว่าคำอธิบายเรื่องคนไทยยังต่างกัน ซึ่งจะส่งผลเชื่อมโยงถึงประเด็นอื่นๆ อีกมากต่างกันด้วย เช่น สังคมวัฒนธรรม, เศรษฐกิจการเมือง, วรรณกรรม, รวมทั้งเพลงดนตรี จะบอกต่อไปนี้

ดนตรีไทย ไม่ได้มาจากอินเดีย

ดนตรีไทย มีพัฒนาการร่วมกันกับดนตรีสุวรรณภูมิ อยู่ในภูมิภาคอุษาคเนย์ราว 5,000 ปีมาแล้ว
ฆ้องวง, กลองทัด, ปี่นอก-ใน ของวงปี่พาทย์ ไม่มีในอินเดีย, จีน, เปอร์เซีย (อิหร่าน) เพราะเป็นเครื่องมือพื้นเมืองดั้งเดิม มีพัฒนาการลักษณะเฉพาะขึ้นที่อุษาคเนย์
ฉะนั้น ดนตรีไทยไม่ได้มีกำเนิดจากเมืองจิทัมพรัม รัฐทมิฬนาฑู อินเดียใต้ ตามตำนาน ศิวนาฏราชปราบอสูรมูลาคนี แต่สมัยหลังๆ รับเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์จากอินเดียเข้ามาประสม เพิ่มเติม เช่น ตะโพน, กลองแขก, ปี่ไฉน (สรไน), ฯลฯ

ดนตรีไทย ไม่ได้มาจากจีน

ดนตรีไทย มีพัฒนาการร่วมกันกับดนตรีสุวรรณภูมิ อยู่ในภูมิภาคอุษาคเนย์ราว 5,000 ปีมาแล้ว
หลังจากนั้นอีกนานมากก็รับเครื่องดนตรีจากจีนเข้ามาประสมเพิ่มเติม เช่น ซออู้, ซอด้วง, ขลุ่ย ฯลฯ
คนไทยและความเป็นไทยมีบรรพชนร่วมกันกับคนสุวรรณภูมิไม่น้อยกว่า 5,000 ปีมาแล้ว ไม่มีหลักฐานว่า “อพยพ” จากเทือกเขาอัลไต, อาณาจักรน่านเจ้า ฯลฯ ในดินแดนจีน ฉะนั้นดนตรีไทยจึงไม่มีกำเนิดในอัลไต, น่านเจ้า
มโหระทึกเป็นต้นตระกูลฆ้อง มีแหล่งผลิตอยู่ในสุวรรณภูมิ ยุคดึกดำบรรพ์ราว 3,000 ปีมาแล้ว บริเวณต่อเนื่องที่ดงเซิน (เวียดนาม) กับกวางสี (จีน) ไม่มีในวัฒนธรรมฮั่น

“วัฒนธรรมไม้ไผ่” 5,000 ปีมาแล้ว

5,000 ปีมาแล้ว คนสุวรรณภูมิเริ่มทำเครื่องดนตรี “วัฒนธรรมไม้ไผ่” เพื่อพิธีกรรมสื่อสารวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ คือผีบรรพชน โดยใช้ไม้ไผ่ขนาดต่างๆ ทำเครื่องมือ มีชื่อเรียกสมัยหลังว่า เกราะ, โกร่ง, กรับ แล้วยกย่องเป็นเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ มี “ผี” สิงอยู่ในเครื่องมือ
ไม้ไผ่ทำเกราะกับโกร่งนี่เองเป็นต้นแบบของโปง ใช้แขวนตีบอกสัญญาณ แล้วพัฒนาเป็นกลองไม้ กระทั่งปัจจุบันคือกลองเพล แขวนตามวัด มีทั่วไปทุกหนทุกแห่งในสุวรรณภูมิ บางทีเรียกกลองทัดในวงปี่พาทย์
กระบอกไม้ไผ่เป็นปล้องๆ ตัดมาวางเรียงกันหลายปล้อง ใช้ตีปล้องละหนึ่งเสียงได้หลายเสียง ต่อมาภายหลังจะมีพัฒนาการจนเรียกเครื่องมืออย่างนี้ว่า ระนาด

เป่าไม้ไผ่

เครื่องเป่าแรกสุดคือใบไม้ เด็ดใบไม้ใบหนึ่ง คาบใบไม้ด้วยริมฝีปาก แล้วใช้ลมปากเป่าใบไม้ที่คาบไว้นั้นเป็นเสียงสูงต่ำ ทำนองตามต้องการ
แขนงไม้ไผ่เล็กๆ ทำให้กลวง หรือใช้ไม้ตระกูลไม้ไผ่ เช่น ไม้ซาง เอาด้านหนึ่งใส่ปากอมแล้วเป่า เรียก ปี่จุ่ม เพราะจุ่มเข้าปากเป่า ยังมีในล้านนาและชาติพันธุ์ผู้ไทในเวียดนาม ถ้าเสียบกับลูกน้ำเต้าแห้งแล้วเป่าได้เสียงเดียวเรียกชื่อภายหลังว่า ปี่น้ำเต้า
ปี่น้ำเต้า ใช้ไม้ไผ่, ไม้อ้อ, ไม้ซาง เสียบเข้าไปในผลน้ำเต้าแห้ง แล้วเป่าทางขั้วน้ำเต้า เป็นเสียง ได้เสียงเดียว แต่เสียงเบา เลยเป็นต้นแบบให้มีเครื่องเป่าเสียงดังในสมัยหลังเรียก ปี่ ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มีลิ้นเป่า มีพัฒนาการเป็น ปี่นอก, ปี่ใน
ต่อมาเอาไม้ไผ่, ไม้อ้อ หลายอันเสียบเรียงกัน เป่าได้หลายเสียง เรียก แคน แม้ปัจจุบันจะใช้ไม้จริงทำที่เป่าแทนผลน้ำเต้า มีไม้ซางเสียบเป็นแผง ก็ยังเรียกที่เป่านั้นว่า เต้าแคน สืบนามน้ำเต้าไว้
ปี่น้ำเต้า เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เรไร มีรูปร่างอย่างเดียวกัน ไม่มีอะไรต่างกัน จึงใช้เป่าเป็นเสียงสัญญาณศักดิ์สิทธิ์ในวัดมาจนถึง ร.4 ก็เลิกใช้

Advertisement

“วัฒนธรรมฆ้อง” 2,500 ปีมาแล้ว

2,500 ปีมาแล้ว คนสุวรรณภูมิรู้จักถลุงโลหะด้วยความร้อนจากสุมไฟ แล้วเอามาทุบตีและหล่อหลอมให้ได้รูปเครื่องมือเครื่องใช้ตามต้องการ
โลหะยุคนั้นมีทองแดง, ดีบุก, ตะกั่ว, เหล็ก
เครื่องดนตรีทำด้วยโลหะชุดแรก จัดอยู่ใน “วัฒนธรรมฆ้อง” เป็นโลหะผสมเรียกสัมฤทธิ์ ประกอบด้วยทองแดง+ดีบุก+หรือตะกั่ว
เครื่องดนตรีโลหะ “วัฒนธรรมฆ้อง” ทำเลียนแบบเครื่องดนตรีวัฒนธรรมไม้ไผ่ที่มีมาแต่ยุคก่อน แล้วยังทำเครื่องมือแบบอื่นๆ ด้วย เช่น ลูกกระพรวน, โปง ฯลฯ ที่สำคัญคือ ลิ้นแคน

เสียงกังวานโลหะ เมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว ต้องนับเป็นเสียงใหม่, ใหญ่ยิ่ง, สิ่งศักดิ์สิทธิ์, และมหัศจรรย์ที่สุดของยุคนั้น
เครื่องดนตรีโลหะจึงมีฐานะสูงมากตราบถึงทุกวันนี้ เช่น ฆ้องวง ถือเป็น “ครูใหญ่” ของวงปี่พาทย์ เป็นต้น

ฆ้อง

ฆ้องที่วางเรียงมีหลายเสียงลดหลั่น เป็นวิธีการเลียนแบบกระบอกไม้ไผ่ที่มีมาก่อน มีร่องรอยเหลือให้เห็นอยู่ในกาเมลันของอินโดนีเซีย
เมื่อมนุษย์ค้นพบโลหะ แล้วมีเทคโนโลยีก้าวหน้าถลุงและหล่อโลหะได้ ทำให้เกิดคนชั้นนำมีอำนาจและมีบริวารสร้างสรรค์วัฒนธรรมฆ้อง ขณะที่คนชั้นล่างใช้วัฒนธรรมไม้ไผ่ ที่มีมาแต่เดิม
“วัฒนธรรมฆ้อง” เก่าสุดอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว พบที่ยูนนาน, กวางสี (ในมณฑลทางใต้ของจีน) และที่ดงเซิน (ในเวียดนาม)
มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น กลองทอง (ไทย, ลาว), ฆ้องบั้ง (ลาว), กลองกบ (กะเหรี่ยง), ฆ้องกบ, มโหระทึก (ไทย) ฯลฯ ชื่อที่แพร่หลายในประเทศไทยคือ มโหระทึก

มโหระทึก หมายถึงกลองสัมฤทธิ์ มีเอวคอดคล้ายลูกน้ำเต้า เป็นคำเพี้ยนรูปและเพี้ยนเสียงจากคำอื่นในภาษา อื่น (เช่นเดียวกับคำว่า มหรสพ) แต่ยังหาที่มาไม่พบ

กลองทอง หรือมโหระทึก มีหูระวิงอยู่ข้างๆ เอาไว้ใช้เชือกร้อยแขวนตีประโคม หูระวิงนี้เป็นต้นแบบให้กลองทัดต่อไปข้างหน้า
“วัฒนธรรมฆ้อง” เป็นสัญลักษณ์ร่วมเฉพาะภูมิภาคอุษาคเนย์ มีแหล่งกำเนิดบนผืนแผ่นดินใหญ่ เช่น จีน (ยูนนาน, กวางสี), เวียดนาม แล้วแพร่กระจายลงไปทางหมู่เกาะทะเลใต้ มีใช้ในทุกกลุ่มชาติพันธุ์สืบเนื่องถึงทุกวันนี้

ฆ้องเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นใหญ่ หมายถึงเครื่องตี ทำด้วยโลหะผสมเรียกสัมฤทธิ์ มีรากเหง้าจากมโหระทึก

ระฆ้อง-ระฆัง

คำว่าฆ้องมีรากจากภาษาตระกูลชวา-มลายู ว่า gong คู่กับ ระฆัง ใช้ไม้ตีจากข้างนอก เอกสารโบราณใช้คู่กันว่า ระฆ้อง-ระฆัง หรือ รังฆ้อง-รังฆัง ก็มี โลกตะวันตกรับอิทธิพลฆ้อง-ระฆัง จากอุษาคเนย์ แล้วทับศัพท์คำ gong ไปใช้ในภาษาตะวันตกด้วย
gong ของอุษาคเนย์ ต่างจาก bell ของตะวันตก เพราะ gong ตีจากข้างนอก แต่ bell ตีจากข้างใน (มีลูกกระทบแขวนข้างใน bell)

แคน

แคน หมายถึง เครื่องเป่ามีลิ้นทำด้วยโลหะบางเฉียบ และมีหลายเสียง ทำจากไม้ซางหลายอัน เสียบลูกน้ำเต้าแห้ง พบหลักฐานเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว ในยูนนาน (จีน) และเวียดนาม ต่อมาพบกระจายทั่วอุษาคเนย์ทั้งผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ

แคนสมัยแรกๆ มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือลูกน้ำเต้า และไม้กู่แคน
ลูกน้ำเต้า เป็นกระเปาะใช้เป่าลมเข้าไป เมื่อแรกก็เรียก ลูกน้ำเต้า หรือน้ำเต้าแคน ภายหลังคำกร่อนลงเหลือเพียงเต้าแคน หรือเต้าเฉยๆ แม้เปลี่ยนจากลูกน้ำเต้าจริงๆ เป็นไม้แก่นแล้วก็ยังคงรักษาชื่อเดิมเรียกว่าเต้าแคนถึงทุกวันนี้ (เต้า หมายถึง นม, รวม, ประชุม, ชุมนุม)
ไม้กู่แคน สมัยแรกๆ อาจเป็นจำพวกไม้อ้อหรือไม้รวกหรือไม้เฮียะ ฯลฯ อาจจำแนกรูปแบบของแคนได้อย่างน้อย 2 แบบ

1.ปลายไม้ส่วนล่างสุดอยู่ในเปลือกแข็งของลูกน้ำเต้าแห้ง มีที่เป่ายื่นออกมาจากลูกน้ำเต้า เมื่อเป่าจะต้องเอาอุ้งมือทั้งสองอุ้มลูกน้ำเต้าแห้งไว้
แคนอย่างนี้จีนเรียก “เช็ง” น่านเจ้าเรียก “ผิ่วซั้ง” เกาหลีเรียก “เชง” ญี่ปุ่นเรียก “โช” มูเซอเรียก “นอ” แม้วเรียก “เต้ง” (หรือเก้ง หรือแกง หรือ ฯลฯ) และมีกระจายทั่วไปถึงหมู่เกาะต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มชนเผ่าต่างๆ ทางภาคใต้ของจีน จะมีใช้เหมือนกันเกือบทั้งหมด

2.ปลายไม้ส่วนล่างสุดอยู่นอกเปลือกแข็งของลูกน้ำเต้า และโผล่ทะลุออกมาจากกระเปาะลม
กลุ่มชนตระกูลไทย-ลาว เรียกว่า “แคน” พบมากบนผืนแผ่นดินใหญ่ เคยใช้ในราชสำนักสุวรรณภูมิ เช่น กรุงศรีอยุธยา เป็นเครื่องดนตรีชั้นสูง ต่อมาไม่นิยมเพราะเสียงเบา จึงเหลืออยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์บ้านเมืองภายในของสุวรรณภูมิแถบสองฝั่งโขง เช่น ลาว
เครื่องเป่ายุคนี้นอกจากแคนแล้ว ยังมีทำจากเขาสัตว์ด้วย เช่น เสนง (คำเขมร แปลว่า เขาควาย) มีทั่วไปในอุษาคเนย์ ปัจจุบันยังมีในกลุ่มชาติพันธุ์สองฝั่งโขง

กลุ่มชาติพันธุ์ทางมณฑลยูนนานในจีน ตีกระบอกไม้ไผ่ (ต้นกำเนิดระนาด)
กลุ่มชาติพันธุ์ทางมณฑลยูนนานในจีน ตีกระบอกไม้ไผ่ (ต้นกำเนิดระนาด)
เครื่องดนตรีในวัฒนธรรมไม้ไผ่
เครื่องดนตรีในวัฒนธรรมไม้ไผ่

 

กระบอกไม้ไผ่ของคนพื้นเมืองดั้งเดิมที่ถลาง จ. ภูเก็ต
กระบอกไม้ไผ่ของคนพื้นเมืองดั้งเดิมที่ถลาง จ.ภูเก็ต
ข่ากะโส้ ใช้กระบอกไม้ไผ่กระทุ้งดินประกอบร้องรำทำเพลงและดูดอุ (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
ข่ากะโส้ ใช้กระบอกไม้ไผ่กระทุ้งดินประกอบร้องรำทำเพลงและดูดอุ (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
เป่าปี่จุ่ม (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
เป่าปี่จุ่ม (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
 เป่าปี่น้ำเต้า ต้นแบบปี่นอก, ใน
เป่าปี่น้ำเต้า ต้นแบบปี่นอก, ใน
ขบวนแห่ในพิธีกรรมราว 2,500 ปีมาแล้ว มีคนแบกหามรูปกลมๆ คล้ายฆ้อง/กลอง หรือมโหระทึก มีรูปคนแสดงอวัยวะเพศชาย และมีรูปแสดงท่าร่วมเพศของหญิงกับชาย พบที่ถ้ำตาด้วง บ้านวังกุลา ต. ช่องสะเดา อ. เมือง จ. กาญจนบุรี
ขบวนแห่ในพิธีกรรมราว 2,500 ปีมาแล้ว มีคนแบกหามรูปกลมๆ คล้ายฆ้อง/กลอง หรือมโหระทึก มีรูปคนแสดงอวัยวะเพศชาย และมีรูปแสดงท่าร่วมเพศของหญิงกับชาย พบที่ถ้ำตาด้วง บ้านวังกุลา ต.ช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
ขบวนแห่ในพิธีกรรมราว 2,500 ปีมาแล้ว มีคนแบกหามรูปกลมๆ คล้ายฆ้อง/กลอง หรือมโหระทึก มีรูปคนแสดงอวัยวะเพศชาย และมีรูปแสดงท่าร่วมเพศของหญิงกับชาย พบที่ถ้ำตาด้วง บ้านวังกุลา ต. ช่องสะเดา อ. เมือง จ. กาญจนบุรี
มโหระทึก หรือฆ้อง/กลองสัมฤทธิ์ 2,500 ปีมาแล้ว พบที่ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์

 

กบหน้ากลองมโหระทึก 2,500 ปีมาแล้ว พบที่ ต. ท่าเรือ อ. เมือง จ. นครศรีธรรมราช
กบหน้ากลองมโหระทึก 2,500 ปีมาแล้ว พบที่ ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
กระดึงสัมฤทธิ์ เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว มีลายวงกลมคล้ายฆ้อง ตรงกลางทำเป็นปุ่มนูนออกมาเหมือนฆ้อง-ระฆัง เครื่องมือสัมฤทธิ์ที่บ้านเชียง จ. อุดรธานี
กระดึงสัมฤทธิ์ เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว มีลายวงกลมคล้ายฆ้อง ตรงกลางทำเป็นปุ่มนูนออกมาเหมือนฆ้อง-ระฆัง เครื่องมือสัมฤทธิ์ที่บ้านเชียง จ.อุดรธานี
ลายเส้นรูปโปงสัมฤทธิ์แบบต่างๆ อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว พบที่เวียดนาม
ลายเส้นรูปโปงสัมฤทธิ์แบบต่างๆ อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว พบที่เวียดนาม

 

กลุ่มชาติพันธุ์ในเวียดนามยังใช้ฆ้องตีประโคมในการละเล่น
กลุ่มชาติพันธุ์ในเวียดนามยังใช้ฆ้องตีประโคมในการละเล่น
ฆ้องวงกับกลองทัดในวงปี่พาทย์ลาวที่เมืองหลวงพระบาง
ฆ้องวงกับกลองทัดในวงปี่พาทย์ลาวที่เมืองหลวงพระบาง
ฆ้องและมโหระทึกในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (เพื่อความอุดมสมบูรณ์) ที่ท้องสนามหลวง เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2537
ฆ้องและมโหระทึกในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (เพื่อความอุดมสมบูรณ์) ที่ท้องสนามหลวง เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2537
ช่างฟ้อนและหมอแคน นุ่งผ้าปล่อยชายยาว 2 ข้าง ประดับขนนก หรือใบไม้ไว้บนหัว ประเพณีอย่างนี้ ยังมีร่องรอยกระจายทั่วไปทั้งสองฝั่งโขง ถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลายสลักบนขวานสัมฤทธิ์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในเวียดนาม
ช่างฟ้อนและหมอแคน นุ่งผ้าปล่อยชายยาว 2 ข้าง ประดับขนนก หรือใบไม้ไว้บนหัว ประเพณีอย่างนี้ยังมีร่องรอยกระจายทั่วไปทั้งสองฝั่งโขง ถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลายสลักบนขวานสัมฤทธิ์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในเวียดนาม
ช่างฟ้อนและหมอแคน นุ่งผ้าปล่อยชายยาว 2 ข้าง ประดับขนนก หรือใบไม้ไว้บนหัว ประเพณีอย่างนี้ ยังมีร่องรอยกระจายทั่วไปทั้งสองฝั่งโขง ถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลายสลักบนขวานสัมฤทธิ์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในเวียดนาม
ช่างฟ้อนและหมอแคน นุ่งผ้าปล่อยชายยาว 2 ข้าง ประดับขนนก หรือใบไม้ไว้บนหัว ประเพณีอย่างนี้ยังมีร่องรอยกระจายทั่วไปทั้งสองฝั่งโขง ถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลายสลักบนขวานสัมฤทธิ์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว พบในเวียดนาม
ชนเผ่าเป่าปี่น้ำเต้า หรือแคน ในภูมิภาคอุษาคเนย์
ชนเผ่าเป่าปี่น้ำเต้า หรือแคน ในภูมิภาคอุษาคเนย์
ปี่น้ำเต้า หรือแคนของชาวเขาทางภาคเหนือ ล้านนา
ปี่น้ำเต้า หรือแคนของชาวเขาทางภาคเหนือ ล้านนา