
ขณะนี้มีอย่างน้อย 2 กรณีทางสังคมวัฒนธรรม เคลื่อนไหวในกรุงเทพฯ
1. ทำลายประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ โดย กทม. จะรื้อชุมชนป้อมมหากาฬให้สูญหายจากโลกจงได้ในเร็วๆ นี้
2. เพิ่มพื้นที่ในกรุงเทพฯ เพื่อจัดแสดงโบราณศิลปวัตถุ โดยกรมศิลปากรร่วมมือเอกชน (ไอคอนสยาม) ให้ยืมโบราณศิลปวัตถุไปจัดแสดงแบ่งปัน เผยแพร่สู่สาธารณะในห้างสรรพสินค้า (ที่กำลังสร้างใหม่ ยังไม่เสร็จ) ระยะเวลาหนึ่ง แล้วส่งคืนตามกฎกติกามารยาทของสากล
ไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคม
วงการโบราณคดีส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด ไม่เคยเดือดเนื้อร้อนใจการทำลายประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ (ซึ่งมียืดเยื้อมานานเป็นสิบปี) แต่พูดกันสนั่นโซเชียลต่อข่าวเมื่อไม่กีวันมานี้เรื่องโบราณศิลปวัตถุไม่กี่ชิ้นที่เอกชนขอยืมไปจัดแสดง แล้วส่งคืน ไม่ได้เอาไปถาวร
ไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคม คนชั้นนำกีดกันการศึกษาลักษณะสังคมวัฒนธรรมของสามัญชนคนชั้นล่างธรรมดาๆ
เมืองในประวัติศาสตร์ไทยจึงมีแต่ป้อมประตูคูเมืองกำแพงเมือง และช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ของวังกับวัดหลวง โดยไม่มีชุมชนบ้านเรือน โรงร้านตลาด และวิกลิเก
วงการโบราณคดีในไทยก็ตกอยู่ในหลุมดำอำมหิตอย่างนี้ ดังนั้นอยุธยามรดกโลกจึงไม่มีสังคมวัฒนธรรมของสามัญชนคนชาวบ้าน ชุมชนชานกำแพงพระนครยุคอยุธยาย่อมไม่เหลือให้เห็นซากที่เคยเป็นโรงต่อเรือ ทั้งของหลวงและของราษฎร
ทุกวันนี้วงการโบราณคดีไทยจึงไม่รู้ร้อนหนาว แม้ กทม. จะรื้อทำลายชุมชนบ้านไม้บริเวณชานกำแพงพระนครของกรุงเทพฯ ซึ่งเคยมีวิกลิเกแห่งแรกของไทย ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ เคยเสด็จทอดพระเนตร แล้วทรงมีลายพระหัตถ์เล่าเรื่องลิเกถวายเจ้าฟ้านริศ
เพียงแค่นี้ก็เป็นแหล่งโบราณคดี มีโบราณสถานควรรักษาอย่างที่สุดแล้ว แต่คนในวงการโบราณคดีไทยไม่ใส่ใจ
ขณะลดคุณค่าประวัติศาสตร์สังคม วงการโบราณคดีไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์สงครามกับเพื่อนบ้าน ครอบงำคนไทยเกลียดและกลัวคนเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชุมชนชายแดน ดังเคยเกิดปัญหาความรุนแรงผู้คนล้มตายหลายครั้งหลายหน แล้วยังจะมีอีกเมื่อถูกสร้างสถานการณ์อย่างนี้



