หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : ทำลายประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ต่อหน้าต่อตาโบราณคดี ไม่มีน้ำยา

13.07.16 | 23:20 น.
ย่านบันเทิงยุค ร.5 ของคนธรรมดาหลากหลายชาติพันธุ์ หน้าวิกลิเกแห่งแรกของพระยาเพชรปาณี เป็นต้นกำเนิดลิเกรำในกรุงสยามสืบถึงปัจจุบัน แสดงว่าเป็นย่านใหญ่ มีคนจำนวนมากอยู่อาศัยและไปมาหาสู่บริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร (ภาพเก่าจากโปสการ์ดของ สินชัย เลิศโกวิทย์)

ขณะนี้มีอย่างน้อย 2 กรณีทางสังคมวัฒนธรรม เคลื่อนไหวในกรุงเทพฯ
1. ทำลายประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ โดย กทม. จะรื้อชุมชนป้อมมหากาฬให้สูญหายจากโลกจงได้ในเร็วๆ นี้
2. เพิ่มพื้นที่ในกรุงเทพฯ เพื่อจัดแสดงโบราณศิลปวัตถุ โดยกรมศิลปากรร่วมมือเอกชน (ไอคอนสยาม) ให้ยืมโบราณศิลปวัตถุไปจัดแสดงแบ่งปัน เผยแพร่สู่สาธารณะในห้างสรรพสินค้า (ที่กำลังสร้างใหม่ ยังไม่เสร็จ) ระยะเวลาหนึ่ง แล้วส่งคืนตามกฎกติกามารยาทของสากล

ไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคม

วงการโบราณคดีส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด ไม่เคยเดือดเนื้อร้อนใจการทำลายประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ (ซึ่งมียืดเยื้อมานานเป็นสิบปี) แต่พูดกันสนั่นโซเชียลต่อข่าวเมื่อไม่กีวันมานี้เรื่องโบราณศิลปวัตถุไม่กี่ชิ้นที่เอกชนขอยืมไปจัดแสดง แล้วส่งคืน ไม่ได้เอาไปถาวร

ไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคม คนชั้นนำกีดกันการศึกษาลักษณะสังคมวัฒนธรรมของสามัญชนคนชั้นล่างธรรมดาๆ

เมืองในประวัติศาสตร์ไทยจึงมีแต่ป้อมประตูคูเมืองกำแพงเมือง และช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ของวังกับวัดหลวง โดยไม่มีชุมชนบ้านเรือน โรงร้านตลาด และวิกลิเก
วงการโบราณคดีในไทยก็ตกอยู่ในหลุมดำอำมหิตอย่างนี้ ดังนั้นอยุธยามรดกโลกจึงไม่มีสังคมวัฒนธรรมของสามัญชนคนชาวบ้าน ชุมชนชานกำแพงพระนครยุคอยุธยาย่อมไม่เหลือให้เห็นซากที่เคยเป็นโรงต่อเรือ ทั้งของหลวงและของราษฎร

ทุกวันนี้วงการโบราณคดีไทยจึงไม่รู้ร้อนหนาว แม้ กทม. จะรื้อทำลายชุมชนบ้านไม้บริเวณชานกำแพงพระนครของกรุงเทพฯ ซึ่งเคยมีวิกลิเกแห่งแรกของไทย ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ เคยเสด็จทอดพระเนตร แล้วทรงมีลายพระหัตถ์เล่าเรื่องลิเกถวายเจ้าฟ้านริศ
เพียงแค่นี้ก็เป็นแหล่งโบราณคดี มีโบราณสถานควรรักษาอย่างที่สุดแล้ว แต่คนในวงการโบราณคดีไทยไม่ใส่ใจ
ขณะลดคุณค่าประวัติศาสตร์สังคม วงการโบราณคดีไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์สงครามกับเพื่อนบ้าน ครอบงำคนไทยเกลียดและกลัวคนเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชุมชนชายแดน ดังเคยเกิดปัญหาความรุนแรงผู้คนล้มตายหลายครั้งหลายหน แล้วยังจะมีอีกเมื่อถูกสร้างสถานการณ์อย่างนี้

Advertisement
ชุมชนป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร ตั้งแต่ก่อน ร.4 มีในภาพถ่ายเก่าจากภูเขาทอง สมัยปลาย ร.4 ต้น ร.5 (ซ้าย) เห็นป้อมมหากาฬ (กลาง) สะพานไม้ คือจุดที่สร้างสะพานผ่านฟ้าลีลาศ
ชุมชนป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร ตั้งแต่ก่อน ร.4 มีในภาพถ่ายเก่าจากภูเขาทอง สมัยปลาย ร.4 ต้น ร.5 (ซ้าย) เห็นป้อมมหากาฬ (กลาง) สะพานไม้ คือจุดที่สร้างสะพานผ่านฟ้าลีลาศ
กรุงเทพฯมุมสูง มองเห็นเสาชิงช้า วัดสุทัศน์ ถัดมาด้านหน้าเป็นวัดราชนัดดา วัดเทพธิดาราม และแนวใบเสมากำแพงเมืองที่ทอดยาวต่อเนื่องถึงป้อมมหากาฬ อันเป็นที่ตั้งของชุมชนชานกำแพงพระนคร (ภาพโปสการ์ดสมัย ร.6 พ.ศ.2462 ของสินชัย เลิศโกวิทย์)
กรุงเทพฯมุมสูง มองเห็นเสาชิงช้า วัดสุทัศน์ ถัดมาด้านหน้าเป็นวัดราชนัดดา วัดเทพธิดาราม และแนวใบเสมากำแพงเมืองที่ทอดยาวต่อเนื่องถึงป้อมมหากาฬ อันเป็นที่ตั้งของชุมชนชานกำแพงพระนคร (ภาพโปสการ์ดสมัย ร.6 พ.ศ.2462 ของสินชัย เลิศโกวิทย์)

รื้อชุมชน