หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิพากษ์ แผน 1...

วิพากษ์ แผน 12…คนไทยยุค 4.0 โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

14.07.16 | 12:00 น.

เนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) จะสิ้นสุดระยะเวลาลงในวันที่ 30 กันยายน 2559 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจึงจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคส่วนต่างๆ ต่อร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ในการประชุมประจำปี 2559 ตั้งแต่เช้าถึงเย็น วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม 2559 ที่ศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี เพื่อให้แผนมีความครบถ้วนและสมบูรณ์

ร่างแผนดังกล่าวระบุว่า ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

วางเป้าหมายไว้ว่า ในห้วงเวลา 5 ปีต่อจากนี้ไป การพัฒนาให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งและแข่งขันได้เพื่อเป็นรากฐานในการเจริญเติบโตในระยะยาวโดยบรรลุเป้าหมายการมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 13,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ภายใน 20 ปี และมีการพัฒนาในมิติอื่นเข้าสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วตามที่กำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

สรุปก็คือก้าวพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยอยู่ที่ 5,779 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงนั่นเอง

ประเด็นที่ผมจะร่วมวิพากษ์นอกเวที ข้อแรกก็คือ ร่างแผนพัฒนาฯยังคงเน้นไปที่เศรษฐกิจและสังคม เป็นด้านหลักเช่นเดียวกับทุกแผนพัฒนาที่ผ่านมา ก็แน่นอนเพราะว่าเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจย่อมมุ่งเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยไม่ยอมเอ่ยถึงด้านการเมืองแม้แต่คำเดียว

Advertisement

ในตัวร่างหลีกเลี่ยงไปใช้คำว่า ความมั่นคงและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี เหตุเพราะรังเกียจเดียดฉันท์หรือมองการเมืองในมิติที่เลวร้าย น่ารังเกียจขยะแขยงหรือไม่ ไม่ทราบ

ทั้งๆ ที่ในโลกแห่งความเป็นจริงเศรษฐกิจไม่อาจแยกออกจากการเมืองได้ การเมืองเป็นเงื่อนไขปัจจัยสำคัญที่ส่งผลถึงการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทุกระดับ เพราะเป็นเรื่องของการกำหนดกติกาการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นเรื่องของความเป็นธรรม ความชอบธรรม อำนาจต่อรองระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ระหว่างคนรวยกับคนจน คนเมืองกับคนชนบท

ขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม กำหนดตัวชี้วัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ตัวชี้วัดทางด้านการบริหารจัดการระบุแต่ว่า การพัฒนาประเทศในระยะต่อไปอยู่บนฐานการพัฒนาที่เข้มแข็งพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทั้งจากภายในและภายนอก สร้างจิตสำนึกและความปรองดองแห่งชาติฯ

ไม่ยอมพูดถึงตัวชี้วัดทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพของประชาชน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ภายในห้วงเวลา 5 ปีของแผนพัฒนาฉบับที่ 12 ตัวชี้วัดทางการเมืองจะเป็นเช่นไร อาทิ ความสุขของประชาชนที่เกิดจากบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงออก ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจและความหวาดกลัว

คำถามคือประชาชนไทยภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประเทศไทย 4.0 คือ หุ่นยนต์ภายใต้การบังคับ ซึ่งไร้ความคิด จิตวิญญาณ ปฏิกิริยาโต้แย้งใดๆ สุดแล้วแต่เจ้าของจะป้อนคำสั่งใดๆ เข้าไปหรือไม่

ประการต่อมาร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับที่ 12 อ้างถึงการนำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแนวทางการปฏิรูปที่สำคัญมาสังเคราะห์ ซึ่งคำว่ายุทธศาสตร์ชาติถูกนำขึ้นมาชี้นำการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง กระตือรือร้น ยิ่งกว่าการยกร่างแผนพัฒนาฯฉบับที่ผ่านๆ มา ทั้งๆ ที่โดยตัวของมันเองแล้วแผนพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสิ่งสะท้อนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศเรื่อยมา

แต่เพราะว่ายุคนี้ว่ากันว่าเป็นยุคปฏิรูป การกล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีจึงมีความเข้มข้น คมขลัง เป็นพิเศษ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจึงลดระดับลงเป็นแผนระดับรอง เพื่อรองรับหรือสนองตอบยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นแผนหลัก

ประเด็นมีว่า แล้วหน้าตา เนื้อหา สาระ เข็มมุ่ง เป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ชาติ เป็นอย่างไร การเปิดเวทีรับฟังความเห็น วิพากษ์วิจารณ์แผนพัฒนาเศรษฐกิจควรทำภายหลังการประชาพิจารณ์แผนยุทธศาสตร์ชาติ

มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นตาบอดคลำช้าง ยกร่างวิพากษ์แผนรองก่อนเห็นแผนหลัก ร่างกฎหมายระดับรองก่อนแล้วค่อยร่างกฎหมายแม่บทหรือไม่

ถ้าไม่เห็น ไม่รู้เนื้อสาระทิศทางหลักๆ อาจทำให้เกิดความทับซ้อน ความไม่สอดคล้อง หรือความขัดแย้ง ซึ่งกระทบต่อผลการบังคับใช้ในการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติหรือไม่

ประเด็นสุดท้ายว่าด้วยการกระจายอำนาจ แผนพัฒนาเศรษฐกิจกล่าวถึงบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแง่ของประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การจัดบริการสาธารณะต่างๆ เป็นหลัก แต่ไม่ยอมพูดถึงความมีประสิทธิภาพดังกล่าวจะได้มาอย่างไร ถ้าไม่ใช่ความเป็นอิสระจากการกระจายอำนาจของส่วนกลางซึ่งองค์กรท้องถิ่นควรจะได้รับเพิ่มขึ้น

แผนพัฒนาฯที่ยกร่างมาจึงสะท้อนว่าการรวบอำนาจของส่วนกลางยังคงเข้มข้นอยู่เหมือนเดิม