การ “ออกโรง” ของ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ระหว่างการบรรยายในหัวข้อเรื่อง “การพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
ทั้ง “สำคัญ” และ “คมแหลม”
สำคัญเพราะว่าไม่เพียงแต่กล่าวถึง “บทเรียน” และพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยในสังคมประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ยังเน้นย้ำอย่างหนักแน่นและจริงจังว่า
“ไม่มีประเทศในโลกสงบสุข 100% แต่ทุกประเทศแก้ปัญหาด้วยการเลือกตั้ง”
คมแหลมเพราะสำแดงสิ่งที่เรียกว่า “ความกล้าหาญ” ในทาง “จริยธรรม” ด้วยการเตือนบรรดา “นักรัฐประหาร” ทั้งหลายให้ศึกษาประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์อันสะท้อน “จุดจบ” ของ “นักรัฐประหาร”
ไม่ว่าจะเป็นรุ่น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไม่ว่าจะเป็นรุ่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นจอมพลถนอม กิตติขจร
กระจ่างและ “สว่าง” แจ้ง
“เป็นพลเอกและจอมพลทั้งนั้นแต่อยู่รอดปลอดภัยกี่คน จุดจบอยู่ตรงไหน ถูกประชาชนขับไล่ไปไม่รอดสักราย”
ยิ่งกว่านั้น ยัง “เตือน” ให้ระวังบุคคล 2 จำพวก
บุคคล 2 จำพวกที่ นายอุทัย พิมพ์ใจชัย เตือนให้ระวังอย่างเป็นพิเศษล้วน “แวดล้อม” อยู่โดยรอบของผู้มี “อำนาจ” ในทางการเมืองทั้งสิ้น
ที่สำคัญก็คือ เป็น 2 จำพวกที่มี “เป้าหมาย” อย่างเดียวกัน
“อย่าไปเชื่อคำพูดคน 2 พวกที่พูดว่าอย่าต่ออย่างนี้ต่อไปดีแล้ว และคนที่บอกว่าให้อยู่ต่อเพราะยังทำหลายเรื่องที่ไม่เรียบร้อยจะทำให้การปฏิวัติและปฏิรูปเสียของ”
ไม่ว่าคนพวก 1 ไม่ว่าคนพวก 2 ล้วนอยากให้ “อยู่ต่อ”
“คนที่บอกว่าให้อยู่ต่อไป คือพวกที่สบายแล้ว มีอันจะกิน แต่คนพวกอื่นเขาสบายหรือไม่ก็ไม่รู้ และหากมีเรื่องที่ค้างอยู่ก็ปล่อยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำต่อไปก็ได้”
สัจจะ 1 ที่ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ย้ำและยืนยัน
“ไม่มีประเทศใดในโลกสงบสุข 100% แต่ทุกประเทศแก้ปัญหาด้วยการเลือกตั้งเพื่อให้ 2 ฝ่ายมีเวทีได้พูดคุย”
คำเตือนจาก นายอุทัย พิมพ์ใจชน อาจฟังไม่เสนาะเพราะหู
ยิ่งเมื่อนำไปเทียบกับลมข้างหูที่ดังจากพวกที่อยากให้ “อยู่ต่อ” ซึ่งแวดล้อมอยู่โดยรอบ คำของ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ไม่เพียงแต่ไม่เพราะเสนาะหู หากยิ่งฟังยิ่งอาจบังเกิดความรู้สึก “ระคาย” กระทั่งอาจก่ออารมณ์บางอารมณ์ขึ้นมา
คำถามก็คือ เหตุปัจจัยอะไร นายอุทัย พิมพ์ใจชน จึงออกมาพูด
นายอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นคนรุ่นเดียวกับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นคนรุ่นเดียวกับ นายชวน หลีกภัย มีวีรกรรมทางการเมืองมากมาย
ไม่ว่าเมื่ออยู่ “ประชาธิปัตย์” หรือออกมา “ข้างนอก”
วีรกรรมที่ประวัติสาสตร์การเมืองไทยจักต้องจดจารจารึกอย่างแน่นอน คือ การนำเพื่อน ส.ส.ยื่นฟ้องจอมพลถนอม กิตติขจร หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2514
ผลก็คือ “โจทก์” กลับกลายเป็น “จำเลย”
ผลก็คือ นายอุทัย พิมพ์ใจชน และเพื่อนอีก 2 คน ถูกจำขัง ณ คุก และได้รับการปลดปล่อยภายหลังสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516
หากไม่มีเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม ก็คงอยู่ “ยาว”
ถามว่าสภาพการณ์ทางการเมืองเช่นนี้คนที่ผ่านร้อนหนาวมาอย่าง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รู้หรือไม่ คนที่มากด้วยประสบการณ์อย่าง นายชวน หลีกภัย รู้หรือไม่
ตอบได้เลยว่า “รู้”
เพียงแต่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ จะเลือกอย่างไร เลือกข้างไหน เพียงแต่ นายชวน หลีกภัย จะพูดหรือไม่ และจะพูดอย่างไร
แน่นอน ย่อมมิได้เป็นการสะท้อนออกแบบเดียวกับ นายอุทัย พิมพ์ใจชน
ประวัติศาสตร์อาจมีในหลายด้าน แต่คนที่ “ทำทาง” ย่อมไม่รับจารึกอย่างหนักแน่นและมั่นคง
ไม่ใครคาดหวังได้ว่า “คำพูด” อันแฝงด้วย “คำเตือน” ของ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ในที่สุดแล้วงจะลงเอยอย่างไร
แต่ที่แน่นอนอย่างที่สุดก็คือ การออกโรงด้วยความหาญกล้าในทาง “จริยธรรม” ของ นายอุทัย พิมพ์ใจชน จะกลายเป็น “หมุดหมาย” สำคัญในทางความคิดและในทางการเมือง
เหมือน “มด” พากันอุ้ม “ไข่” ในยามที่ฟ้าคลุ้มมาแต่ไกล

