หน้าแรก คอลัมนิสต์ คสช.กับสสส.เก...

คสช.กับสสส.เกาให้ถูกที่คัน (ตอนที่ 3) โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

15.07.16 | 12:00 น.

ในหนังสือเรื่อง What the Dog Say ของ Malcolm Gladwell เขาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณีการล้มละลายของบริษัท ENRON นั้น ในช่วงแรกๆ ความเข้าใจของคนทั่วไปซึ่งรวมทั้งการเอาผิดกับผู้บริหารของบริษัทโดยทางการสหรัฐ ประเด็นสำคัญดูเหมือนจะมุ่งไปที่การปกปิดข้อมูลให้สาธารณชน เสมือนเป็นการอำพราง หลอกลวงผู้ลงทุน รวมทั้งการตกแต่งบัญชี ทั้งหมดนี้เพื่อให้บริษัท ENRON ดูดีกว่าที่เป็นจริงในสายตาผู้ลงทุน ซึ่ง Gladwell วิเคราะห์ว่านี่เป็นปัญหาเรื่องของ Puzzle หรือปริศนาอันเกิดจากการที่สารสนเทศมีไม่เพียงพอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปและ Gladwell ได้ลงลึกไปถึงปัญหาของ ENRON เขากลับพบว่า จริงๆ แล้ว ENRON ได้ให้ข้อมูลและสารสนเทศแก่ผู้ลงทุนอย่างเปิดเผยโดยตลอดและมากพอ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดสารสนเทศ แต่ปัญหาอยู่ที่การตีความข้อมูลหรือสารสนเทศที่ ENRON ให้แก่ตลาด Wallstreet ซึ่งการตีความนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ธรรมดาๆ ที่ข้อเท็จจริงเท่านั้นจะทำให้เกิดความเข้าใจ แต่จริงๆ เรื่องนี้มีความสลับซับซ้อน Gladwell คิดว่านี่เป็น mystery หรือเป็นเรื่องที่ลี้ลับ มักมีความไม่แน่นอนต้องการการตัดสินใจที่ต้องใช้ดุลยพินิจไม่ใช่แค่ Puzzle ซึ่งเป็นเรื่องเพียงเเค่การขาดข้อมูล ผู้ที่ชี้ความแตกต่างระหว่าง puzzle กับ mystery นี้คือ Gregory Treverton ซึ่งเป็นผู้เชี่ยญชาญด้านความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐ ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ปัญหา โอซามา บินลาเดน อยู่ที่ไหน ก่อนที่สหรัฐจะฆ่าเขาได้ในที่สุด นี่เป็นปัญหาของการไม่มีข้อมูล หรือ puzzle แต่ C.I.A. ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีรักหลังจากสหรัฐสามารถกำจัด ซัดดำ ฮุสเซน ได้ นี่เป็น mystery แน่ๆเพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงข้อเท็จธรรมดาที่มีอยู่ หรือแม้จะมีข้อมูลมากน้อยเพียงใดก็ตาม

ปัญหาของ สสส.เป็นปัญหาของการให้ข้อมูลไม่เพียงพอคือเป็น puzzle หรือเป็น mystery ผู้เขียนคิดว่านี่อาจจะเป็นปัญหาคล้ายๆ กับที่ สสส.ต้องพยายามตอบคำถาม หลายๆ ข้อสงสัยของสังคม ปัญหาของ สสส มีทั้งที่เป็น puzzle ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลที่หลายเรื่องอาจจะยังไม่เพียงพอแม้ สสส.น่าจะเป็นองค์กรที่เปิดเผยข้อมูลทั้งในเว็บไซต์และรายงานประจำปีมากทีเดียวมากกว่าองค์กรของรัฐจำนวนมากโดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจบางแห่งเช่น การรถไฟฯ หรือ องค์กรขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ

ขณะเดียวกันก็คงมีหลายเรื่องที่เป็นเรื่องความขัดแย้งในวิธีคิด อุดมการณ์ รวมทั้งผลประโยชน์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องที่ข้อมูลอย่างเดียวไม่เพียงพอในการหาข้อยุติ เป็นเรื่องของการตีความซึ่งต้องใช้ดุลพินิจ การตัดสินใจหรือ judgement เช่น การประเมินความสำเร็จของ สสส. ซึ่งอาจจะมีลักษณะเป็นความลี้ลับหรือ mystery เหมือนที่สังคมไทยยังคงมึนงงกับมูลเหตุของความขัดแย้งในสังคมและการเมืองไทยระหว่างเสื้อสีต่างๆ ในสิบปีเศษที่ผ่านมา

เราต้องไม่ลืมว่าวงการสาธารณสุขมีความขัดแย้งในเชิงความคิดผสมผสานกับเรื่องผลประโยชน์มาตลอดในประวัติศาสตร์ของกระทรวง แต่เป็นความขัดแย้งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องการเกิดและการเติบโตขององค์กรอิสระ เช่น สปสช.ที่ดูแลการประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือสามสิบบาทรักษาทุกโรค สสส.เองก็ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา นักการเมืองเห็น สสส.มีเงินมาก มีความเป็นอิสระ นึกว่า สสส.มี economic rent (ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มี ในความเป็นจริงการทำงานกับ สสส.จำนวนมากก็เป็นความสมัครใจผลตอบแทนทางการเงินของผู้รับทุนระดับผู้บริหารเดือนละไม่กี่หมื่นบาท หรือแม้กระทั่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย สสส.จึงไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาสร้างความมั่งคั่ง คนส่วนใหญ่มีรายได้ประจำ) ที่จะเข้ามาขอส่วนแบ่งได้ง่ายๆ ก็ต้องผิดหวัง แม้นักการเมืองจะมีอำนาจหรือมีคนที่คิดว่า สสส.น่าจะมาอยู่ในกรอบเหมือนๆ หน่วยราชการอื่นๆ หรือเข้ามาในระบบงบประมาณของรัฐ บางคนอาจจะคิดว่า สสส.ใช้เงินไปเยอะแยะ คนไทยก็ยังติดเหล้าติดบุหรี่กันงอมแงมโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว คนยากคนจนการศึกษาน้อยหรือชนชั้นกลางระดับล่างๆ รณรงค์ไปเท่าไรก็แค่นั้น คนเราเมื่อเสพติดไม่ใช่จะแก้ได้ง่ายๆ มีบางคนคิดเลยเถิดไปว่าก็มีกรมเยอะแยะในกระทรวงสาธารณสุข ให้กรมเหล่านั้นเขาทำในระบบราชการ ใช้เงินน้อยกว่าด้วย เป็นต้น

ไม่น่าแปลกใจในพหุสังคมเช่นประเทศไทยคงต้องมีความเห็นที่หลากหลาย แต่ความจริงเป็นอะไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

Advertisement

ผู้เขียนคิดว่าเรายังโชคดีในหลายๆ เรื่อง เรื่องหนึ่งที่สำคัญคือความก้าวหน้าหรือการเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการปรับตัว การจัดองค์กร การบริหารในกิจการแพทย์และสาธารณสุขของไทย โดยมุ่งประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ใช่ของหมอหรือข้าราชการกลุ่มใด ผู้เขียนเองเพิ่งทราบว่าสหรัฐอเมริกามีกระทรวงสาธารณสุขเป็นเรื่องเป็นราวในสมัยประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ ในปี พ.ศ.2496 ประเทศไทยตั้งกระทรวงสาธารณสุขก่อนสหรัฐ 11 ปี เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ ประเทศไทยมีกระทรวงสาธารณสุขอย่างเป็นทางการก่อนสหรัฐ

ในหนังสือชื่อ “ตำนานความขัดแย้งในวงการสาธารณสุข” และ “ความจริงเรื่องตระกูล ส.” นพ.วิชัย โชควิวัฒน มองความก้าวหน้าที่ผ่านมาของงานสาธารณสุขว่าเป็น “นวัตกรรมทางการบริหาร การเกิดขององค์กรตระกูล ส.ทั้งหลาย เช่น สวรส. (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) สสส. สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) เป็นคุณูประการมหาศาลต่อการบริการระบบสุขภาพของประเทศในระยะยาว จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือความสามารถในการบริหารองค์กรที่เป็นอิสระ ไม่ถูกจำกัดโดยกฎหมาย วิธีคิด วิธีทำงานของระบบราชการ

คุณหมอสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. เคยปรารภว่า หมอประเวศ วะสี เรียกการเปลี่ยนแปลงในการบริหารสาธารณสุขในองค์กรตระกูล ส. ว่าเป็น “การปฏิวัติเงียบ”

คำถามที่สำคัญคือ ถ้า สสส.ให้ข้อมูลแก่สาธารณชนมากขึ้น เราจะมีความเข้าใจและสังคมจะคิดต่างกันน้อยลงหรือไม่ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับ สสส.

ครั้งที่แล้วผู้เขียนได้สรุปว่า ภาคีผู้รับทุนในปีงบประมาณ 2557 ของ สสส.มีจำนวนมากถึง 1,961 ราย โดยมีรายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 1,494 ราย เราจะเข้าใจ สสส.ดีขึ้นเมื่อเราดูข้อมูล สสส.ในรอบ 15 ปี ตั้งแต่ปี 2544 ถึงปี 2559 จากจำนวนโครงการทั้งหมด 19,036 โครงการ เราพบว่าภาคีผู้รับทุนมีการกระจายตัวกันอย่างกว้างขวางและกระจุกตัวอยู่ที่รายบุคคล (ร้อยละ24), คณะบุคคล (ร้อยละ14) หน่วยราชการ (ร้อยละ18), องค์กรชุมชน/องค์กรชาวบ้าน/กลุ่มชาวบ้าน(ร้อยละ 18), บริษัทหน่วยงานเอกชน (ร้อยละ 11), องค์กรการกุศลและ NGO (ร้อยละ 10), องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ร้อยละ 3), องค์กรวิชาชีพ (ร้อยละ 1) และสถาบันการศึกษาของรัฐไม่ถึงร้อยละหนึ่ง ที่น่าแปลกใจคือ องค์กรรัฐวิสาหกิจหรือสถาบันศึกษาเอกชนรับทุนจาก สสส.น้อยมาก (แห่งละเพียง 2 โครงการ)

อย่างไรก็ตาม ภาพข้างต้นเปลี่ยนไปมากถ้าดูจากการกระจายของวงเงินของ สสส.ทั้งหมด 45,284 ล้านบาท ในรอบ 15 ปี โดยประมาณร้อยละ 85 เป็นของห้าอันดับแรกคือ 1.องค์กรการกุศลประเภทมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไรและ NGO กลายเป็นผู้รับทุนสูงสุดถึงร้อยละ 31 (ประมาณ 13,853 ล้านบาท) ตามมาด้วย 2.หน่วยงานราชการ (ร้อยละ 30 หรือ เป็นวงเงิน 13,567 ล้านบาท) 3.คือบริษัทและหน่วยงานเอกชน (ร้อยละ 13) 4.คือคณะบุคคล (ร้อยละ 6) 5.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ร้อยละ 4)

ข้อมูลข้างต้นนี้บอกอะไรแก่เรา มันบอกว่าแม้ สสส.เข้าไปมีส่วนร่วมกับภาคีทุกๆ ภาคส่วนของสังคมก็จริงอยู่ และมีรายย่อยจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมในการขอทุน แต่เมื่อดูจากวงเงินมันสามารถตีความได้ว่า ลักษณะการทำงานของ สสส.จำเป็นต้องพึ่งองค์กรที่เป็นสถาบันอยู่ในระบบ เช่น หน่วยราชการซึ่งอาจจะเป็นทั้งในการเป็นกลไกในการขับเคลื่อนทางด้านนโยบายกฎหมายหรือข้อบังคับรวมทั้งการสมทบเงินทางด้านงบประมาณหรือองค์กรในรูปของมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไร สามารถขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและไม่มีภาพของการหากำไรในเชิงพาณิชย์ ส่วนมหาวิทยาลัยของรัฐที่ได้รับทุนเพียงประมาณร้อยละ 1 น่าจะมาจากสาเหตุที่ว่า มหาวิทยาลัยถนัดด้านการวิจัยแต่กว่าร้อยละ 90 ของทุนของ สสส.เน้นด้านการพัฒนาและปฏิบัติการ

มีข้อสังเกตหลายประการที่น่าสนใจในการกระจายทุนของ สสส.ซึ่งจะช่วยให้เราประเมิน สสส.อย่างเป็นวัตถุวิสัยได้ดีขึ้น เช่น

1.วิธีการทำงานของ สสส.ในการส่งเสริมการมีสุขภาวะที่ดีเน้นการทำงานที่ต่อเนื่องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระยะยาวซึ่งจำเป็นสำหรับความร่วมมือและการไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของทุนทางสังคมหรือ Social Capital ในระดับจุลภาคซึ่งจะทำให้ทรัพยากรมีการใช้อย่างประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ต้นทุนการทำธุรกรรมต่ำ นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำไมค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน สสส.ในฐานะองค์กรอิสระค่อนข้างต่ำแต่ทำอะไรได้เยอะ ความจำเป็นในการที่ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องกับองค์กร สะท้อนออกมาให้เห็นจากสถิติมูลค่าทุนที่ได้รับของภาคีรับทุนต่อเนื่องที่ให้แก่องค์กรนั้นมีมูลค่ามากกว่าภาคีที่ได้รับทุนใหม่ประเภทในนามบุคคล

2.แม้ สสส.ตระหนักดีว่าปัญหาสุขภาพนั้นดูจากค่าเฉลี่ยจะไม่สะท้อนความแตกต่างสุดขั้วหรือระหว่างขั้วของบุคคลหรือครัวเรือนหรืออาชีพ มองเป็นความแตกต่างทางด้านชนชั้น (Class based) ก็ได้ ไม่ว่าจะมองจากรายได้หรือการศึกษา สสส.ตระหนักดีว่า Health Gap หรือช่องว่างทางสุขภาพระหว่างกลุ่มที่แตกต่างในฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่สูงมากแต่สสส.ยังไม่ได้ลงไปจำแนกทุนและกิจกกรรมที่สะท้อนความแตกต่างระหว่างขั้วของบุคคลหรือสะท้อนการแตกต่างทางด้านชนชั้น ผู้เขียนคิดว่าในอนาคตน่าจะเป็นการดีที่ สสส.จะลงไปแยกแยะให้เห็นถึง Health Gap ของไทยและการจัดสรรทุนของ สสส.เพื่อจะลด gap ดังกล่าว ที่ผ่านมามีความเป็นไปได้ว่าประชากรหรือชุมชนในเขตเมืองมีความหนาแน่นกว่าเขตชนบท ถ้าดูจากการจัดสรรทุนปี 2558 ประมาณ 1 ใน 3 ไปที่ชนบท เมืองและชานเมืองรับไปร้อยละ 50 จำนวนโครงการในชนบทมีขนาดเล็กๆ จำนวนมาก ชนบทได้รับร้อยละ 67 จากจำนวนโครงการแต่ถ้าเป็นวงเงิน ชนบทได้รับ 34 เปอร์เซ็นต์ คงต้องลงไปดูรายละเอียดประเด็นปัญหาโอกาสและความจำเป็น น่าจะเป็นการดีถ้าจะมีการจัดสรรไปที่กลุ่มคนระดับล่างในเขตนอกเมืองและชนบทให้มากขึ้นในอนาคต

3.ถ้าดูจากการกระจุกตัวหรือการกระจายของทุนจะเห็นได้ว่าความใหญ่หรือการประหยัดจากขนาด (Economies of scale) นอกเหนือจากความต่อเนื่องขององค์กรผู้รับทุนน่าจะมีความสำคัญในการบริหารการส่งเสริมสุขภาพเป็นไปได้ว่าขนาดที่ใหญ่มากขึ้นก็จะมีผลกระทบหรือ impact สูงขึ้นไม่ว่าจะเรื่องใดๆ ตั้งแต่รณรงค์ให้คนเดินและวิ่งปั่นจักรยานจนถึงการลดละเลิกเหล้าและบุหรี่ การกระจุกตัวนี่เห็นได้ชัดจากสถิติปี 2558 ที่แสดงว่าโครงการขนาด 20 ล้านบาทขึ้นไปซึ่งมีเพียง 33 โครงการ (คิดเป็นเพียง 1.3 เปอร์เซ็นต์ ของโครงการทั้งหมด) แต่ได้สัดส่วนวงเงินสูงถึงร้อยละ 25 โครงการระดับสิบถึงยี่สิบล้านบาท (คิดเป็น 3.8 เปอร์เซ็นต์ ของโครงการทั้งหมด) จะได้รับการจัดสรรทุนมากที่สุดคือประมาณ 1 ใน 3 ของวงเงิน

4.เมื่อดูประเภทของโครงการและวงเงินที่จัดสรรให้ สสส.จัดไว้ 16 ประเภท ในช่วงปี 2558-เม.ย.2559 พบว่ามีการกระจายอย่างกว้างขวาง สสส.ไม่ได้รณรงค์แต่เหล้าบุหรี่ซึ่งเป็นทิศทางที่มาถูกทาง สุขภาวะชุมชนได้รับไปมากที่สุด (ร้อยละ 17) ตามมาด้วยการบริโภคแอลกอฮอล์และยาสูบอย่างละ ร้อยละ 9 สุขภาวะสังคมร้อยละ 8 อาหารร้อยละ 8 การออกกำลังกายร้อยละ 7 อุบัติเหตุและสร้างเสริมความปลอดภัยร้อยละ 6 สุขภาวะครอบครัวร้อยละ 4 ระบบสุขภาพร้อยละ 4 สิ่งแวดล้อมร้อยละ 3 เพศสัมพันธ์ร้อยละ 3 มีข้อสังเกตว่าสุขภาพจิตซึ่งผู้เขียนคิดว่าสำคัญมากยังได้รับการจัดสรรค่อนข้างน้อยคือได้รับเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ในทรรศนะของผู้เขียน สสส.ซึ่งมีเครือข่ายที่กว้างขวางสามารถจะเป็นผู้นำในการปฏิรูปปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศซี่งเป็นปัญหาโครงสร้างส่งผลต่อสุขภาวะสังคมและหรือ Health gap เช่น ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคมการเข้าถึงทรัพยากร กระบวนการยุติธรรมที่ยังมีข้อบกพร่องมาก และความไม่เป็นธรรมในโครงสร้างของนโยบาย เป็นต้น

ในทรรศนะของผู้เขียน สสส.สามารถเปิดเผยข้อมูลในระดับจุลภาคให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้โดยเฉพาะผลลัพธ์ต่างๆ ที่เกิดจากโครงการของ สสส. ในกรณีเรื่องการทับซ้อนของผลประโยชน์ธรรมาภิบาลหรือ Governance ก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่ดีถ้าในรายงานประจำปีของ สสส.จะมีข้อมูลที่ให้รายละเอียดประเภทของผู้รับทุน ลักษณะโครงการรวมทั้งวงเงิน เป็นต้น ซึ่งผู้รับทุนเหล่านั้น สสส.ถือเสมือนเป็น Partner หรือภาคี ภาษาวิชาการคือ Network ซึ่งเราพบว่าประมาณร้อยละ 2 ใน 3 กระจุกอยู่ที่ภาคีภาครัฐและมูลนิธิซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นสองภาคีใหญ่ (ถ้าดูจากงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร) นี่คือจักรกลสำคัญในการขับเคลื่อนงานของ สสส.

ผู้เขียนคิดว่า สสส.เป็นองค์กรที่เปิดมากอยู่แล้ว สามารถเปิดเผยข้อมูลมากกว่านี้ได้อีก จะเป็นการดีแก่ สสส.และทุกฝ่าย ถ้า สสส.จะเปิดเผย (เช่นไว้ในภาคผนวกของรายงานประจำปี) คำอธิบาย รายละเอียดภารกิจและวงเงินของผู้รับทุน ผู้เขียนคิดว่ายิ่งเปิดเผยมากเท่าไร ยิ่งเป็นกำไร เช่นในกรณีของมูลนิธิ สังคมจะได้เข้าใจถึงบทบาทและความเป็นมาของมูลนิธิใหญ่ๆ ที่รับทุนในวงเงินที่สูง ทำงานมานาน สะสมความรู้และประสบการณ์ซึ่งอาจต้องการความต่อเนื่องซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าเสียหาย ไม่ใช่เป็นการให้แก่พวกพ้องเพราะ สสส.ทำงานอย่างมีหลักมีเกณฑ์ เช่นเดียวกันกับกรณีของภาครัฐ การให้ข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้นเปิดโอกาสให้สาธารณชนสามารถวิพากวิจารณ์ ทำการตรวจสอบและประเมินผล ซึ่งภาคประชาสังคมจะมีส่วนช่วยประเทศในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ

ทำไมจึงมีความจำเป็นที่ต้องเปิดเผยข้อมูลภาคีของ สสส. เราต้องใจกว้างพอที่จะยอมรับ รับรู้ข้อกังขาหรือความไม่ไว้ใจที่สังคมบางส่วนอาจมีต่อผู้บริหารและคณะกรรมการกองทุน ทั้งนี้เพราะลักษณะการทำงานของ สสส.เป็นลักษณะของเครือข่ายความสัมพันธ์โดยมีพื้นฐานของความไว้วางใจที่มีต่อกัน หรือเป็น Network of trust based relationship ความสงสัย ความไม่ไว้ใจเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย เพราะแต่ไหนแต่ไรมาตราบจนถึงวันนี้ สังคมไทยก็ยังไม่สามารถหลุดออกไปจากความเป็น Patrimonial Society ไม่สามารถแยกสมบัติ ทรัพย์สินสาธารณะออกจากสมบัติส่วนตัว คนที่มีอำนาจมีความได้เปรียบในการเข้าถึงทรัพยากรของแผ่นดิน ฉ้อฉลในการใช้อำนาจรัฐเพื่อความมั่งคั่งของส่วนตน นักวิชาการต่างประเทศเช่น Jacobs เคยมองความเป็น Patrimonialism ของสังคมไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนนั้นในหนังสือ Thailand : Modernization without Development องค์กรหรือเครือข่ายที่ปิดเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่เปิดรับความคิดใหม่ๆ ย่อมเป็นอันตรายต่อความก้าวหน้าของประเทศ

จนถึงวันนี้เรายังเป็นสังคมที่เน้นพวกพ้อง เป็นสังคมแนวดิ่ง มีความเป็นเจ้าขุนมูลนายสูง โดยเฉพาะในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองไม่สามารถเป็นกลไกในการสร้างความไว้วางใจให้แก่สังคมโดยรวม เราไม่ไว้ใจนักการเมืองและรัฐบาล ไม่ไว้ใจคนที่ไม่ใช่พวกเรา สังคมแตกแยกในความคิด ให้ความสำคัญกับความเชื่อมากกว่าหาความจริง

นี่ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมหรือเงื่อนไขที่เกื้อกูลต่อการมีสุขภาวะที่ดี

ในคราวต่อไป เราจะมองและประเมิน สสส.ที่ผลลัพธ์ (Outcome) ว่า สสส.ควรจะได้รับการประเมินอะไร และอย่างไร