สำนวนไทยที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทิ้งท้ายเมื่อวันที่พูดถึงร่างรัฐธรรมนูญซึ่งวันที่ 7 สิงหาคมนี้ อาจจะรับหรือไม่รับก็ได้ว่า อาจจะร่างเองก็ได้ แล้วมีผู้สื่อข่าวถามต่อเนื่อง ฟังเสียงจากโทรทัศน์ไม่ค่อยชัดว่านายกรัฐมนตรีตอบอย่างไร
แต่เมื่อหันกลับมาตอบอีกครั้งที่โพเดียม เสียงดังฟังชัดว่า “ก็คาบลูกคาบดอกไง”
คำว่า “คาบลูกคาบดอก” พจนานุกรม 2 ฉบับมีคำตอบไม่เหมือนกัน แต่คล้ายกัน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายว่า “อยู่ในระยะคับขัน กำลังจะได้หรือเสีย ก้ำกึ่งกัน สำนวนนี้เปรียบกับต้นไม้ที่ออกดอกและกำลังจะเป็นลูกคาบเกี่ยวกัน จึงว่า คาบลูกคาบดอก”
พจนานุกรมฉบับมติชน พ.ศ.2547 ให้ความหมายว่า “ก้ำกึ่ง เอาทั้งสองอย่าง เช่น เตะฟุตบอลคาบลูกคาบดอก คือเตะทั้งลูกทั้งคน”
ความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกับฉบับมติชนที่ตรงกันคือ “ก้ำกึ่ง” ส่วนที่คล้ายกัน คือ อยู่ในระยะคับขัน กำลังจะได้หรือเสีย เปรียบกับต้นไม้ที่ออกดอกและกำลังจะเป็นลูกคาบเกี่ยวกัน จึงว่า คาบลูกคาบดอก กับเอาทั้งสองอย่าง เช่น เตะฟุตบอลคือเตะทั้งลูกทั้งคน คาบลูกคาบดอก
สำนวน “คาบลูกคาบดอก” น่าจะหมายความว่า “ก้ำกึ่ง” มากกว่าเอาทั้งสองอย่าง หรือต้นไม้ที่ออกดอกและกำลังจะเป็นลูก และการเตะฟุตบอลทั้งลูกทั้งคน
ไม่ทราบว่าท่านผู้รู้สำนวนไทยว่าอย่างไร
มีวลีหนึ่งที่เคยใช้ทั่วไป คือ “สามัญสำนึก” พจนานุกรมฉบับมติชนให้ความหมายว่า “ความเข้าใจหรือสติปัญญาอย่างปรกติวิสัยของคนในสังคม”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า “ความสำนึกหรือความเฉลียวใจที่คนปรกติธรรมดาทั่วไปควรจะต้องรู้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำสั่งสอน เช่นทำอะไรให้มีสามัญสำนึกเสียบ้างว่าอะไรควรอะไรไม่ควร”
ทั้งสองสำนวนของพจนานุกรมทั้งสองฉบับให้ความหมายสอดคล้องกัน ความสำนึกอันเป็นปรกติวิสัยที่คนทั่วไปควรรู้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำสั่งสอน
น่าจะหมายถึงคุณธรรม จริยธรรม ความมีเมตตา กรุณา และรู้ถึงคุณงามความดีได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีใครมาสั่งสอนอบรม เช่นการรังแกสัตว์ การรังแกหรือเอาเปรียบผู้ที่อ่อนด้อยกว่า หรืออย่างน้อยรู้ว่าการรังแกสัตว์ การฆ่าสัตว์ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรกระทำ
เรื่องของสามัญสำนึก แม้จะเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำสั่งสอน แต่ต้องมีตัวอย่างที่ดี เช่นพ่อแม่พี่น้องในครอบครัว ผู้คนแวดล้อมในสังคมชุมชนเดียวกัน รวมถึงเกิดการเรียนรู้ทั้งจากสิ่งแวดล้อม ทั้งสัมผัส ทั้งการได้เห็น ได้รับรู้ เช่นเด็กมีสามัญสำนึกที่จะไม่รังแกสัตว์ เด็กจะไม่ลักขโมยเมื่อได้รับสั่งสอนจากผู้ใหญ่ หรือไม่กระทำผิดกฎหมายจากการเรียนรู้ในสังคม
ด้วยธรรมชาติของคนทั่วไปมักมีเมตตา มีความรักเป็นพื้นอยู่แล้ว เช่นเมื่อเห็นสัตว์ที่บาดเจ็บย่อมอยากข้าไปช่วยเหลือ โดยไม่รู้ว่าสัตว์ประเภทนั้นดุร้ายหรืออาจทำอันตรายได้
สามัญสำนึกอีกบางประการ เช่นรู้ว่าอันตรายเกิดขึ้นจากอะไร รู้ว่าอากาศร้อน อากาศหนาว และควรปกป้องตัวเองอย่างไร
ขณะที่สามัญสำนึกบางอย่างต้องเรียนรู้ ต้องศึกษา เช่นการไม่กระทำผิดกฎหมาย การอ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้ใหญ่ ต้องผ่านการอบรมสั่งสอน ส่วนการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก อาจต้องเรียนรู้ และผู้ใหญ่เองต้องรู้ว่าการแสดงความคิดเห็นของเด็ก ไม่ใช่การโต้เถียง หากผู้ใหญ่แสดงออกเป็นตัวอย่างให้ถูกต้อง
ทั้งผู้ใหญ่เองต้องแสดงความรับผิดชอบและความรับผิด ไม่ใช่เดินเตะกระโถน โทษว่าใครเอามาวางเกะกะ ครั้นเด็กเดินเตะ กลับหาว่าเด็กซุ่มซ่าม แล้วจะให้เด็กเชื่อฟังผู้ใหญ่ได้อย่างไร จริงไหม

