การออกมา “แถลง” ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ของ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ที่ว่า
“นายกฯ ยังปรารภว่า ได้ยินมาจากที่พูดรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลต่างๆ 1 ในเหตุผล คือ “อยากให้ คสช.อยู่นานๆ ไม่รับดีกว่า”
มีความสำคัญ
สำคัญไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นลักษณะอัน “ละเอียด” อย่างยิ่งของนายกรัฐมนตรีในการประมวลความเห็นอย่างหลากหลาย
หากสำคัญเพราะเท่ากับให้ “สถานะ” ต่อ “เหตุผล” นี้
พลันที่เหตุผลที่ว่า “อยากให้ คสช.อยู่นานๆ ไม่รับดีกว่า” ผ่านการรับรองโดย “นายกรัฐมนตรี” เท่ากับไปตอกย้ำและยืนยันบทสรุป อัน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้มาเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกถูกคว่ำโดยมติของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อเดือนกันยายน 2558 ที่ว่า
“เขาอยากอยู่ยาว”
มีน้ำหนัก ความเชื่อถือขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ขณะเดียวกัน การที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมา “เน้นย้ำ” ในเรื่อง “ปรารภ” ของนายกรัฐมนตรี จึงดำเนินไปคล้ายกับเป็นการส่งสัญญาณในทางการเมือง
“ประชามติ” อาจเป็นเหมือนเมื่อเดือนกันยายน 2558
ถามว่า แนวคิดอันก่อรูปขึ้นเป็นเหตุผลที่ว่า “อยากให้ คสช.อยู่นานๆ ไม่รับ (ร่างรัฐธรรมนูญ) ดีกว่า” นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
คำตอบ 1 จากสถานการณ์ก่อนเดือนกันยายน 2558
สัมผัสได้จากการเคลื่อนไหวของ “ไอ้ห้อยไอ้โหน” ซึ่งเป็น “ลูกแหล่งตีนมือ” ที่มีความรู้สึกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แม้จะผ่านความเห็นชอบจาก สปช.แต่ไม่น่าจะผ่านในขั้นตอนของ “ประชามติ”
จึงนำเสนอให้คว่ำในขั้นของ “สปช.” พร้อมกับเสนอด้วยว่าจะเป็นเงื่อนไขให้เลื่อนโรดแมปออกไปอีกได้อย่างชอบธรรม
เพราะเมื่อเสร็จจาก “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ก็จะเป็น “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ”
ความเป็นจริงก็คือ แทนที่จะต้องเลือกตั้งใน พ.ศ.2559 ก็สามารถเลื่อนโรดแมปให้มีการเลือกตั้งใน พ.ศ.2560 อันนำไปสู่บทสรุปอันรวบรัดจาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ว่า
“เขาอยากอยู่ยาว”
คำตอบ 1 จากการเคลื่อนไหวและเสนอแนะโดย “กุนซือ” ทำงานใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สร้างกระแสผ่านเฟซบุ๊กและข้อเขียนตามหนังสือพิมพ์ในเครือข่ายว่า ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติมิได้มีแต่พรรคเพื่อไทยหรือ นปช. หากแต่ยังมีฝ่ายเดียวกันกับ คสช.ด้วย
นั่นก็คือ “อยากให้ คสช.อยู่นานๆ ไม่รับดีกว่า”
การที่เหตุผล “อยากให้ คสช.อยู่นานๆ” จึงใช้กระบวนการไม่รับและไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แม้จะมาจากความรักและความปรารถนาดีต่อ คสช.เป็นอย่างสูง
แต่ “แนวทาง” นี้ก็มีลักษณะ “สุ่มเสี่ยง”
สุ่มเสี่ยง 1 ทำให้เกิดความไขว้เขวในทางความคิดและสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางใหญ่ของ คสช.และของรัฐบาลที่ใช้พลังทุกพลังผ่านทุกกลไกเพื่อให้ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ผ่าน “ประชามติ” ให้ได้ในวันที่ 7 สิงหาคม
นั่นก็คือ สภาวะอย่างที่เรียกว่า “เสียงแตก” ดำเนินไปอย่างกระจัดกระจาย
ที่จัดตั้ง “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” (ศรส.) โดยมีฐานอยู่กับ “กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย” (กกล.รส.)
ก็อาจจะกลายเป็น “หมัน”
ยิ่งกว่านั้น ยังทำให้กระบวนการป่าวร้องความล้ำเลิศของ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ไม่ว่าจะโดยกลไกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ว่าจะโดยสมาชิก สนช.และ สปท.ซึ่งมีบทบาทเป็นอย่างสูงต่อ “คำถามพ่วง” ก็อาจจะสูญเปล่า
ลักษณะ “ย้อนแย้ง” ทางความคิดเช่นนี้ ในที่สุดแล้วก็ไม่น่าจะส่งผลดีในทาง “การเมือง” ให้กับ คสช.และรัฐบาลเท่าใดนัก
เพราะหมายถึงลักษณะ “เอกระ” ขาด “เอกภาพ”
ยิ่งกว่านั้น ยังเป็น “การผลิตซ้ำ” เหมือนกับที่เคยทำมาแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2558 ซึ่งไม่แน่ว่าจะเป็นผลดีหรือเป็นผลเสีย
เหมือนกับการนำเอา “คำปรารภ” ของนายกรัฐมนตรีมาเผยแพร่ผ่านกระบวนการ “โฆษก” จะมีเป้าหมาย
กระนั้น เป้าหมายที่กำหนดเอาไว้ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นไปตาม “เจตนา” เพราะว่าสถานการณ์ก่อนวันที่ 7 สิงหาคม อึงอลไปด้วยความขัดแย้งและย้อนแย้งอย่างแหลมคมยิ่งทางการเมือง
ท่ามกลางความแคลงใจว่าจะมีออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม หรือไม่


