ทีแรกที่เริ่มมีข่าวอื้อฉาวตามสื่อต่างๆ เรื่อง ร.ต.อ.แจ้งจับ ร.ต.อ. อันเนื่องจากเงิน 7 แสนบาทค่าวิ่งเต้นโยกย้ายขึ้นเป็นสารวัตร ก็เริ่มคาดการณ์กันว่า งานนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสร็จแน่ๆ เป็นหลักฐานยืนยันว่ามีการซื้อขายเก้าอี้อย่างโจ่งแจ้ง
เข้าทางนักปฏิรูปเต็มๆ
ไม่รอดโดนลงมีดผ่าตัดปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่แหงๆ
แต่ที่ไหนได้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วยนายตำรวจใหญ่ตามลำดับชั้น พากันแถลงถึงเรื่องนี้กันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้พยายามปกปิดข่าวตามสูตรปกติทั่วไปแต่อย่างใด
โดยสามารถพลิกสถานการณ์ให้เห็นว่า เหตุการณ์นี้คือเครื่องยืนยันว่า การวิ่งเต้นซื้อตำแหน่งเป็นเรื่องไม่จริง
การแจ้งจับกันครั้งนี้ เกิดจากการหลอกลวงกันเอง แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้ตำแหน่งแห่งหนใดๆ
ผู้นำองค์กรตำรวจสั่งการให้ดำเนินดคีกับ ร.ต.อ.ทั้งสองอย่างเด็ดขาด ถือว่าผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ
หรือใครที่มีพฤติการณ์โดนเรียกเงินในฤดูโยกย้ายเช่นนี้อีก ก็ให้รีบเปิดเผยข้อมูลออกมา
ผบ.ตร.ยกเหตุการณ์นี้มาชี้ให้เห็นว่า การแต่งตั้งโยกย้ายจริงๆ ที่ได้เลื่อนตำแหน่งกันนั้น หาได้มาจากการเสียเงินเสียทองไม่
การเสียเงินเสียทองนั้นคงมีจริง แต่ก็เป็นการหลอกลวงกัน อย่างเช่นเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างอันดีที่สุด
ขณะที่ผู้นำรัฐบาล ทั้งนายกรัฐมนตรี และรองนายกฯที่คุมงานตำรวจ คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็สรุปสอดคล้องกันว่า คดีนี้เป็นเรื่องของคน 2 คนหลอกกันเอง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพรวมมาตลอด
จึงกลายเป็นว่า องค์กรตำรวจนำเรื่องนี้มาอธิบายต่อสังคมให้เห็นว่า การเสียเงินเสียทองในฤดูโยกย้ายนั้น คือ การสร้างเรื่องเรียกเงินกันเองทั้งสิ้น ไม่ได้อยู่ในระบบการโยกย้ายที่เป็นจริง
ดังนั้นใครที่แอบคิดว่า ข่าวเสียเงิน 7 แสนแลกเก้าอี้สารวัตร จะเป็นใบเสร็จมัดระบบตำรวจอันแหลกเหลว
กลายเป็นว่า เป็นเหตุการณ์ที่ช่วยเคลียร์ภาพพจน์ของระบบตำรวจเสียอีก
ต้นเรื่องความเป็นมาของเหตุการณ์นี้ เกิดจากข่าวที่ว่า มี ร.ต.อ.สังกัด สน.นิมิตรใหม่ ขึ้นโรงพักบางซื่อ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ ร.ต.อ.สังกัด สน.บางรัก โดยระบุว่า ร.ต.อ.สน.บางรักอ้างว่าเห็นชื่อของ ร.ต.อ.สน.นิมิตรใหม่ได้ขึ้นเป็นสารวัตร จึงขอเงิน 7 แสนบาทไปซื้อของขวัญให้ผู้ใหญ่เพื่อรับประกันการได้เก้าอี้นี้
มีการนัดจ่ายเงินที่ปั๊มน้ำมัน ย่านถนนวิภาวดีรังสิต แต่พอจ่ายไปเสร็จเมื่อคำสั่งเผยแพร่ออกมา ไม่ปรากฏว่าได้เลื่อนเป็นสารวัตรแต่อย่างใด ครั้นทวงเงินคืน กลับไม่ได้ เลยนำมาสู่การแจ้งจับ
ฝ่าย ร.ต.อ.สน.บางรักพอรู้ว่าโดนแจ้งจับ ก็รีบไปมอบตัวที่ สน.บางซื่อ พร้อมกับนำเงิน 7 แสนบาทมาคืนไว้ที่พนักงานสอบสวน
เท่ากับว่าความผิดตามสำนวนคดีครบถ้วนกระบวนความ และย้อนเอาผิด ร.ต.อ.สน.สายไหมเจ้าทุกข์ได้ด้วยพร้อมกัน ฐานจ่ายเงินสินบนผิดกฎหมาย
แต่ก็น่าสงสัย เหตุใดจึงคิดไปแจ้งจับเป็นคดี เพราะเท่ากับมัดตัวเองไปด้วย
ว่ากันว่า วันที่เดินทางไป สน.บางซื่อ เพื่อแจ้งความนั้น ไม่ได้อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนจ่าย 7 แสนเลยแม้แต่น้อย
แต่ก็กลายเป็นคดีไปแล้ว และไม่พ้นโดนลงโทษด้วยกันทั้งคู่
ที่แน่นอนทั้งคู่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเรียกร้องเงินทองเพื่อซื้อเก้าอี้และการยอมจ่ายเงินเพื่อหวังเก้าอี้นั้น
ถือเป็นการกระทำผิดและสร้างความเสื่อมเสียให้วงการ
จึงต้องชดใช้ “อย่างไม่อาจปฏิเสธได้”

