หลังโควิด-19 ผ่านพ้น สังคมไทยจะเปลี่ยนแปลง!! โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

เพิ่งจะมีรัฐบาลชุดนี้กระมังที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และ “เคอร์ฟิว” อันมิใช่ในภาวะปฏิวัติรัฐประหาร

ทั้งมีผลให้ผู้เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาจากวันที่ประกาศ “เคอร์ฟิว” ต้องถูกกักตัว 14 วัน ซึ่งเดิมดำเนินการก่อนแล้ว แต่เข้ามาถึงท่าอากาศยานหลังเวลา “เคอร์ฟิว” ซึ่งมีทหาร ตำรวจดำเนินการตาม “เคอร์ฟิว”

เหตุจะเป็นเช่นไร แต่ผลทำให้คืนนั้นมีผู้ออกจากสนามบินจำนวนหนึ่งโดย “พลตรี” ถูกร้องเรียนว่าเป็นผู้ให้ดำเนินการอย่างนั้นจำนวน 16 คน จากจำนวนกว่า 100 คน

ที่สุด หลังจากนั้นมีการเรียกตัวบุคคลเหล่านั้นมาควบคุม หรือกักตัวตามระเบียบ และผู้บังคับบัญชาเรียกตัว “พลตรี” ไปสอบสวนทวนความ ขณะนี้ไม่ทราบว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว

ช่างเถอะ จะไปถึงไหน นับว่ารวดเร็วพอประมาณที่มีการเรียกตัวนาย “พลตรี” ไปสอบสวน และแต่งตั้ง “พลเอก” สองนาย ไปควบคุมดูแลแทน

กรณีดังกล่าวเกิดจากความไม่รอบคอบของผู้ออกคำสั่ง โดยเฉพาะดำเนินการกับผู้ที่เดินทางขณะที่ออกคำสั่ง ผู้เดินทางมาระหว่างหรือก่อนออกคำสั่ง และหลังจากออกคำสั่งแล้ว ผู้ปฏิบัติไม่มีทางที่จะรับฟังว่าบุคคลผู้นั้นอยู่ระหว่างเดินทางขณะออกคำสั่ง จึงไม่มีการ
เตรียมตัว หรือจัดการกับตัวเองอย่างไรระหว่างมาถึงประเทศไทย คิดว่า เมื่อมาถึงในเวลาปกติ คือเมื่อเครื่องบินลงจอดตามปกติ จึงเข้าเมืองเช่นยามปกติ

เชื่อเหลือเกินว่า จะไม่มีการร้องเรียน หรือเป็นข่าวหลังจากนั้น หาก 16 คนไม่มีการปล่อยตัวออกมาก่อน แต่ “กำแพงมีหู ประตูมีตา” จึงมีผู้ทราบเรื่องนี้นำออกมาเผยแพร่ขยายความจนเป็นเรื่องขึ้นมา

สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดในประเทศไทย และในต่างประเทศ เหตุการณ์บางเรื่องที่เมื่อก่อนย่อมเป็นไปได้ และเงียบหายไปก่อนที่จะปรากฏเป็นข่าว แต่วันนี้ เรื่องยังไม่ทันไปถึงไหน กระแสข่าวเผยแพร่ออกมากับเชื้อไวรัสโควิด-19 แทบว่าจะตามติดกันออกมาทีเดียว

นับแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เข้ามาสู่ประเทศไทย คนไทยได้เห็นข้อบกพร่องทั้งของตัวเอง หมู่คณะ และงานราชการ ที่ผุดขึ้นมาทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา เป็นเรื่องที่เมื่อก่อนรับรองไม่เกิดเรื่อง แต่วันนี้เป็นเรื่องขึ้นมาง่ายๆ ดังกรณี “เคอร์ฟิว” ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นต้น

ส่วนที่พบเห็นความบกพร่องมากที่สุด คือการเตรียมตัวรับสถานการณ์ทั้งก่อนหน้านี้ และปัจจุบันนี้

ดังกรณีหน้ากากอนามัยในวันแรกๆ อันเป็นเหตุให้เห็นชัดเจนเรื่องการทุจริตของบริษัทผู้ผลิต นักการเมือง หรือบุคคลในรัฐบาลที่ไม่มีคำตอบให้ประชาชนรู้ว่า “หน้ากากอนามัยหายไปไหนนับล้านชิ้น”

ต่อมา ยังมีเหตุ “ไข่ไก่” ขาดแคลน และหายไปจากชั้นวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า แต่ปรากฏว่ามีส่งออกไปต่างประเทศนับจำนวนล้านฟอง

ทั้งยังมีเรื่องขาดแคลนอีกหลายอย่างที่ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า เช่นชุด PPE ของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางแพทย์ ซึ่งวันนี้มีจำนวนไม่เพียงพอ ต้องใช้ถุงพลาสติกแทน

ยิ่งนับตั้งแต่วันแรกๆ ที่แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ต้องระดมตัวเองออกมาช่วยเหลือคนไทยด้วยกันที่เจ็บป่วยเพราะเชื้อโควิด-19 อย่างมากมาย ทั้งด้วยหน้าที่และจิตอาสา กระทั่งผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยไม่ได้หลับไม่ได้นอน พักผ่อน อย่าว่าตามเวลา ทั้งนอกเวลายังไม่ได้พักผ่อน

เป็นเหตุให้บุคลากรเหล่านั้นต้องติดเชื้อถึงเสียชีวิตไปบ้างแล้ว และการเสียสละครั้งนี้ มิใช่แต่ในเวลาปฏิบัติงาน ยังนอกปฏิบัติงานที่ไม่มีโอกาสพบครอบครัวตามปกติวิสัยด้วย

เหตุการณ์ครั้งนี้ที่เห็นชัดเจน คือความมีจิตอาสาของคนไทยทั้งลูกเล็กเด็กแดง หนุ่มสาว ถึงผู้เฒ่าผู้แก่ ไม่ว่าชายหญิง รวมถึงบริษัทห้างร้าน และทั้งผู้ยากดีมีจน หรือรวยมีเงินนับล้านล้าน

เชื่อว่าสภาวการณ์เช่นนี้ เมื่อเชื้อไวรัสสลายไปแล้ว ผู้ที่มีประโยชน์ชัดเจนที่สุด เป็นผู้ที่ติดเชื้อแล้วหายจากโรคนั้น คือ พลาสมาของบุคคลนั้นจะเป็นวัคซีนอย่างดีในการป้องกันเชื้อไวรัสชนิดนี้ หรือชนิดอื่น

ทั้งเชื่อว่าจะมีความเปลี่ยนแปลง คือผู้คนจะมีความกล้าหาญปกป้องตัวเองและสังคมมากขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้โฆษกตร.แจงด่านเคอร์ฟิวขอตรวจพยาบาล บอกได้ทำความเข้าใจ ขอโทษแล้ว
บทความถัดไปกกต.เตือนส.ส.บริจาคช่วยโควิดเกิน 3 แสน ต้องนำไปรวมค่าใช้จ่ายเลือกตั้งครั้งต่อไป