เราน่าจะทราบว่าผู้ที่ติดเชื้อ HIV และเป็นโรคเอดส์นั้นจะอาการทรุดลงหรือเสียชีวิตได้ เพราะ “โรคฉวยโอกาส” คือการติดเชื้อที่ปกติแล้วไม่ก่อให้เกิดโรคในคนปกติ แต่ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอแล้วเชื้อเหล่านี้จะกลายเป็นโรคที่มีอาการร้ายแรง ราวกับเชื้อพวกนี้ฉวยโอกาสโจมตีในยามที่มันรู้ว่าเจ้าของร่างกายนั้นอ่อนแอ
หรือเราอาจจะเคยได้ยินเรื่องของคนที่ป่วยด้วยโรคที่ปกติแล้ว ไม่น่าจะทำให้ถึงตาย หรืออาการทรุดหนัก แต่ก็เพราะผู้ป่วยนั้นอาจจะมีปัญหาทางสุขภาพอื่นๆ เช่น ภาวะน้ำตาล ไขมัน หรือโรคบางโรคอยู่แล้ว พอป่วยด้วยโรคที่ปกติก็ไม่ได้ร้ายแรงนักก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้
เช่นเดียวกัน ในภาวะวิกฤต COVID-19 ก็แสดงให้เราเห็น “โรคแฝง” หลายเรื่อง ที่ก่อนหน้านี้จริงๆ มันก็เป็นปัญหา แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงจนเกินไป อาจจะเป็นแค่ข้อขัดข้อง หรือเหตุเดือดร้อนรำคาญธรรมดา
แต่เมื่อภาวะวิกฤต ฉุกเฉิน เร่งด่วน มาถึง “โรค” หรือ “ปัญหา” เหล่านั้นก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนต้องแก้ปัญหาด้วย “ยาแรง” ที่ไม่ได้สัดส่วน แต่ก็มีความจำเป็น อย่างน้อยก็มีคนที่เห็นความจำเป็นของมัน
โรคแรกที่เราจะกล่าวถึง คือ “โรคราชการ” ที่แม้ว่าเป็นปัญหามานานแล้ว แต่ปัญหานั้นก็ทวีคูณในช่วงเวลาของการแพร่ระบาดนี้
โรคราชการที่ผูกรั้งตัวเองด้วยกฎเกณฑ์ และแบบพิธีที่บางครั้งก็เหลวไหลเกินความจำเป็น เช่น การเคร่งครัดในเรื่องสารบรรณจนดูเหมือนไร้สติ (พวกเราสามารถทิ้งกระดาษได้แผ่นหนึ่งแล้วสั่งพิมพ์ใหม่ได้หากพบว่าวันที่ไม่ตรงปลายหางครุฑ) ไปจนถึงการที่ทุกเรื่องต้องรอการสั่งการเป็นลำดับชั้น มีกฎ และมีระเบียบ หรือมีอะไรก็ต้องได้รับการอนุมัติผ่านขั้นตอนมากมายเป็นชั้นน้ำตก
ก่อนหน้านี้ เรื่องพวกนี้เป็นปัญหาที่อาจจะทำให้เอกชนที่ไปติดต่อราชการ หรือทำงานด้วยเดือดร้อนรำคาญ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเสียหายล้มตาย ก็เป็นแค่เรื่องนินทากันขำๆ ถึงข้อควรจำในการดีลงานกับราชการ
แต่ไม่ใช่ตอนที่เชื้อไวรัสที่เราไม่รู้จักกำลังแพร่ระบาด แต่ด้วยระเบียบ กฎเกณฑ์ และกฎหมายที่ไม่ยืดหยุ่น ก็ทำให้คนต้องแห่กันไปต่อใบอนุญาตทำงาน หรือแจ้งการพำนักเกิน เพราะกลับประเทศไม่ได้ ต้องไปทำการแสดงตนด้วยตัวเองกันเต็มลานศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะที่เป็นที่ตั้งของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งกว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ในที่สุดก็ใช้เวลาไปราวสองสัปดาห์… หรือราว 10 วันทำการที่ให้คนไปแออัดยัดทะนาน เว้นระยะห่างกันพอแกนๆ
หรือการที่ทั้งนายกฯ และ ศบค.ก็มีบัญชามาแล้วว่าให้หน่วยงานราชการลดวันและเวลาที่ต้องให้ข้าราชการเข้ามาทำงานให้เหลือน้อยที่สุดที่เป็นไปได้ แต่ในการปฏิบัติจริงก็กลายเป็นแล้วแต่หน่วยงาน หน่วยงานที่ขนาดเล็กและระบบบริหารจัดการดี หรือผู้บริหารมีความเข้าใจ ก็สามารถจัดระบบจนเกือบไม่ต้องมีคนเข้ามาทำงานในที่ทำการได้
แต่สำหรับบางหน่วยราชการแล้วก็ทำได้แค่ทำงานสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ผลัดกันไปมาให้เสี่ยงติดเชื้อเป็นลอตๆ กันไป จนกระทั่งรองอธิบดีกรมควบคุมโรคออกมาให้สัมภาษณ์ผิดหวัง ที่หน่วยราชการ (ซึ่งเป็นองคาพยพของรัฐ) ที่น่าจะสั่งการได้ง่ายที่สุด แต่ก็ยังมีรถมีคนมาทำงานกันเต็ม ไหนล่ะ Work from home ?
จริงอยู่ว่า การทำงานหรือใช้อำนาจของข้าราชการหรือหน่วยงานทางปกครองนั้นถือหลัก “ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้จะกระทำมิได้” แต่ด้วยปัญหาการจัดโครงสร้างและระเบียบการปฏิบัติงานที่สร้างสายบังคับบัญชาสั่งการที่ยาวเหยียด ประกอบกับปัญหาสำคัญในทางกฎหมายมหาชนไทยในเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นนิติบุคคลของหน่วยงานของรัฐ ก็ทำให้หน่วยราชการไทยเหมือนอวัยวะที่มีระบบสั่งการเป็นของตัวเอง ที่นายกฯ สั่งการแล้วต้องรอรัฐมนตรีสำทับไประดับกระทรวง และไปกระจายลงตามกรม ซึ่งเต็มไปด้วยระเบียบพิธีนี่นั่นโน่น (รวมถึงการวรรคสองเคาะและวันที่ตรงหางครุฑ)
กลายเป็นระบบราชการแบบรวมศูนย์อำนาจที่แตกกระจายเป็นส่วนๆ (Fragmented centralization) ที่ขาดประสิทธิภาพในคราวที่จำเป็นต้องใช้อำนาจรัฐมากที่สุด
และส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการเพ่งโทษทางอาญากับข้าราชการระดับที่ต้องทำงานจนเกินพอดี การละเลยหรือฝ่าฝืนระเบียบบางเรื่อง หรืออาจจะแค่เป็นการตีความกฎหมายไม่ตรงกัน แต่กลับกลายเป็นการ “ทุจริต” หรือ “ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ที่มีโทษอาญาไป ยิ่งต้องทำให้ข้าราชการต้องทำงานแบบปลอดภัยไว้ก่อน รอระเบียบออกมาจะเป็นดีและปลอดภยันตรายทั้งปวง
นี่คือ “โรคราชการ” ที่แสดงอาการชัดในยามที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
โรคต่อมา คือ โรคที่เกิดปัญหาจากการบังคับใช้กฎหมายจนต้องใช้ยาแรงตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งการห้ามออกนอกเคหสถานในยามวิกาลและการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบยาวๆ ไปในช่วงนี้ ที่หลายคนมองว่า เป็นมาตรการที่เกินสัดส่วนและละเมิดสิทธิจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการเหล่านี้ก็ได้รับการเห็นด้วยจากคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะผู้มีประสบการณ์กับปัญหาจริง เช่นปัญหาของ “เด็กแว้น” หรือการแข่งรถมอเตอร์ไซค์บนทางสาธารณะ ปัญหาบ่อนการพนัน รวมถึงการตั้งวงสังสรรค์กินเหล้า
ซึ่งปัญหานี้ก็ทวีความรุนแรงขึ้นมากในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 เพราะทุกอย่างเป็นใจ ผู้คน
ไม่ออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็นจนถนนโล่งให้แว้นได้สบายใจในยามค่ำ การไม่ต้องออกไปทำงาน (ไม่ว่าจะเพราะตกงานหรือ WFH) ทำให้สังสรรค์กันได้ไม่ต้องรอวันหยุด หรือการที่ตำรวจต้องระดมไปตั้งด่าน COVID-19 ทำให้ไม่มีกำลังเพียงพอมาสอดส่องบ่อนการพนัน หรือพวกเมาแล้วขับ
ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจริง มีคนเดือดร้อนจริง จนพวกเขาอนุโมทนาสาธุ เมื่อรัฐออกมาตรการยาแรงอย่างที่ว่า เพราะมันน่าจะแก้ปัญหาได้จริง… และจริงๆ ก็คือแก้ปัญหาได้นั่นแหละ
คำถามคือ ถ้าปัญหามันอยู่ที่การแว้นรถ เล่นการพนัน หรือตั้งวงกินเหล้ากันจริง ก็จับเป็นรายๆ ไปไม่ได้หรือ คำตอบคือ ไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะก่อนหน้านี้ผู้รักษากฎหมายในบ้านเมืองเราแทบทุกระดับปล่อยปละละเลยมาตลอด เสียจนวัฒนธรรมเหล่านี้ฝังรากหยั่งลึก แม้บางเรื่องเคยพยายามใช้ยาแรงแต่เป็นยาเฉพาะที่แล้ว แต่ก็เป็นปัญหาโต้เถียงกันไม่จบในทางกฎหมาย เช่น การแข่งรถบนถนนถ้าจับได้ ศาลมีอำนาจจะริบรถในฐานที่เป็นทรัพย์สินที่มีไว้กระทำความผิดได้หรือไม่ และถ้ารถพวกนั้นยังผ่อนไม่หมดจะยึดได้หรือไม่ก็ยังไม่ยุติกัน
แต่บางเรื่องก็เป็นความแปลกประหลาดในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น แม้ว่าการแข่งรถบนทางหลวงจะเป็นความผิด แต่ร้านรับแต่งรถที่เน้นเพื่อการเอาไปแข่งแบบนั้นก็ประกอบกิจการได้เปิดเผยเป็นที่รู้กันในวงการ ก็คงเหมือนที่การเล่นไฮโลจะเป็นความผิดตามกฎหมายการพนันที่ไม่สามารถอนุญาตให้เล่นได้ไม่ว่าจะในกรณีใดเว้นแต่รัฐจะเปิดสถานกาสิโน แต่ร้านขายอุปกรณ์ไฮโล เต๋าถ่วง ถ้วย กระดานแทง ก็ยังขายได้เปิดเผยไม่ต้องแอบไปซื้อ ทั้งที่คงไม่มีใครเอาเต๋าถ่วงไปทำอย่างอื่น เช่น เล่นบอร์ดเกมส์
ส่วนเรื่องการดื่มสุราแบบมั่วสุมกันก็เป็นปัญหากวนใจในแทบทุกหมู่บ้าน จะต้องมีสักบ้านที่ตั้งวงกันเอะอะเสียงดัง แบบที่แจ้งตำรวจไปก็แทบไม่มีใครมา ทั้งๆ ที่จริงๆ ก็ถือเป็นเรื่องความผิดทั้งลหุโทษในประมวลกฎหมายอาญา และตามกฎหมายสาธารณสุขหรือสิ่งแวดล้อม แต่ก็อย่างที่ทราบ ถ้าใครแจ้งตำรวจแล้วตำรวจมาได้จริง ก็นับว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นหรือ สน.นั้นขยันขันแข็งเอาธุระอย่างน่าชมเชย แต่ส่วนใหญ่ก็อย่างที่รู้กัน เราปล่อยให้การตั้งวงเหล้ารบกวนชาวบ้านเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่คนทำก็ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร ส่วนคนเดือดร้อนก็กลายเป็นคนเรื่องมากไปเสียอย่างนั้น
ไม่รวมว่า สุราเมรัยเป็นเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท ความรุนแรงในครอบครัว หรืออุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดจากการขับขี่ยานพาหนะ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องจริงแบบไม่ต้องเถียง
เหตุผลส่วนหนึ่งก็มาจากการที่เราใช้เรื่องศีลธรรมเข้ามาจับกับเรื่องสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเรื่องขาวดำ คือ คนดีต้องไม่ดื่ม คือรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนคนที่ดื่มก็คือคนไม่ดีที่ไม่ควรไปคาดหวัง การพูดว่า “ดื่มสุราอย่างรับผิดชอบต่อสังคม” ดูคล้ายเป็นเรื่องตลกเล่นลิ้น ทั้งๆ ที่มันเป็นทางสายกลางระหว่างการไม่ดื่มเลย และการดื่มแล้วก่อความเดือดร้อนให้สังคมเราไม่เคยสอน หรือไม่เคยยอมรับว่า การดื่มและรับผิดชอบต่อสังคมนั้นเป็นเรื่องทำได้และควรทำ พอๆ กับ
เราไม่ยอมรับในแง่มุมอื่นของเครื่องดื่มมึนเมาพวกนี้เลยนอกจากโทษของมัน ทั้งๆ ที่มันมีเหตุผลมากมายที่อธิบายว่าทำไมคนบางคนบางกลุ่มต้องดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ และมันก็อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายอะไรขนาดนั้น
ภาพของมวลมหาชนที่ไปเยื้อแย่งกันซื้อเหล้าเบียร์กักตุนก่อนการบังคับใช้คงบอกอะไรได้ หากในวันนั้นทำให้มีการติดเชื้อขึ้นมาจริงๆ ก็เชื่อว่าสังคมแห่งศีลธรรมก็จะมองว่า นี่แหละกรรมของคนพวก
ขี้เมา หรือใจร้ายกว่านั้น อาจจะเห็นว่า รัฐไม่จำเป็นต้องรักษาดูแลพวก “โรคทำตัวเอง” แบบนี้ด้วยซ้ำ
เพราะปัญหามันมีจริงและคนส่วนใหญ่สัมผัสได้ การใช้ยาแรงที่มีผลข้างเคียงกับคนบางกลุ่ม แต่ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหนักหนากับคนส่วนใหญ่จึงได้รับการยอมรับได้ไม่ยาก เพราะมันก็แก้ปัญหาได้จริงๆ แม้แต่มิตรสหายเสรีนิยมบางท่านยังกล่าวว่า ไม่ได้เห็นด้วยหรอกนะกับการประกาศเคอร์ฟิว แต่เด็กแว้นที่เคยรบกวนมันหายไปหมดจริงๆ
ผลข้างเคียงของมาตรการยาแรงจึงไปตกอยู่กับคนที่ต้องทำงานกลางคืน หรือเลิกงานค่ำและบ้าน
ไกลเดินทางไม่สะดวก กลับบ้านไม่ทันเคอร์ฟิว หรือคนที่เจ็บป่วยกลางดึกแต่หาซื้อยาไม่ได้ แต่ก็เพราะไม่ใช่คนส่วนใหญ่ จึงไม่มีใครเห็นปัญหาหรือเดือดร้อนไปด้วย
ส่วนเรื่องเหล้าเบียร์ก็ไม่ต้องห่วง ถ้าเราพูดว่ามาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กระทบกับ
ผู้ที่กินดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ ก็คงถูกมองว่าเป็นพวกขี้เมาหาข้ออ้าง
เพราะเราไม่เคยรักษาโรคหรืออาการรบกวนเล็กน้อยพวกนี้กันอย่างจริงจังได้สัดส่วนมานาน พอเกิดปัญหาใหญ่ โรคภัยพวกนี้ก็ทวีความรุนแรงเป็นโรคฉกฉวยโอกาส ถ้าเราจะต้อง “รีบหาย” ก็ต้องใช้ยาที่แรงที่สุดเท่าที่หาได้ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องผลข้างเคียงของมัน
อันที่จริงก็คงเหมือนกับที่เราชอบใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อกันอย่างเพลิดเพลินพร่ำเพรื่อ จน
เชื้อดื้อยารักษาไม่หายกันนั่นแหละ

