หน้าแรก คอลัมนิสต์ สู้ชีวิตยามวิ...

สู้ชีวิตยามวิกฤต โรงงานและคนงานปรับตัวอย่างไรในยุคไวรัสระบาด : โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์, ภคพร วัฒนดำรงค์, เมรดี อินอ่อน

17.04.20 | 12:15 น.
สู้ชีวิตยามวิกฤต โรงงานและคนงานปรับตัวอย่างไรในยุคไวรัสระบาด : โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์, ภคพร วัฒนดำรงค์, เมรดี อินอ่อน

1

พ.ศ.2563 จะต้องถูกบันทึกในประวัติศาสตร์โลกจากไวรัสโควิด-19 ระบาด ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยครั้งนี้น่าหนักหนาสาหัสยิ่งกว่า “วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540” เพราะถึงขั้นปิดเมืองปิดร้านค้าปิดการขนส่ง กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวหรือหยุดชั่วคราวจากนโยบายรัฐและโดยสมัครใจ โรงงานอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เสี่ยงสูงเพราะว่าแรงงานทำงานใกล้ชิดกัน โรงงานและคนงานปรับตัวอย่างไร? เป็นคำถามที่ทีมวิจัยของเราตั้งเป็นโจทย์ ผลกระทบต่อแรงงานมากน้อยเพียงใด? พื้นที่จังหวัดใด?

2

คำถามที่จั่วหัวข้างต้นเป็นอนาคตที่ไม่รู้ แต่ว่าเรามีข้อมูลอดีตหมายถึงจำนวนโรงงานและการจ้างงานว่ากระจายอยู่ในจังหวัดใด? จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (บันทึกขนาดทุนและจ้างงานรายโรง ประเภท และรวมเป็นระดับจังหวัด) สถิติในตารางที่ 1 แสดงว่าการจ้างานในโรงงานรวมกัน 4 ล้านคน จากจำนวนโรงงาน 1.4 แห่ง

Advertisement

จากชุดข้อมูลเดียวกันนำมาเรียงลำดับจังหวัด ที่มีการจ้างคนงานสูงสุด 20 ลำดับแรก ดังรูปภาพข้างล่าง เฉพาะกรุงเทพฯคนงานในโรงงานมีจำนวนมากกว่า 5 แสนคน รวมจังหวัดปริมณฑลด้วยเกิน 3 ล้านคน เมื่อไม่ได้ทำงาน (หวังว่าเป็นสถานการณ์ชั่วคราว)-คนงานไปไหน? ดำรงอยู่อย่างไร? ถึงแม้ว่ารัฐออกมาตรการเยียวยารายละ 5 พันบาท พอนำเงินมาใช้จ่ายประทังชีพได้ระยะหนึ่ง กระทรวงมหาดไทยออกจดหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาร่วมด้วยช่วยกัน หน่วยงาน/องค์กรของรัฐต่างออกมาตรการเยียวยาทั่วหน้า เช่น มหาวิทยาลัยปรับลดค่าเล่าเรียน หาเงินมาให้กู้ยืมเป็นสภาพคล่อง รู้สึกได้เลยว่าผู้บริหารตั้งแต่ระดับชาติถึงท้องถิ่นผู้นำองค์กรต่างๆ เหน็ดเหนื่อยสุดสุด

3

กองทุนประกันสังคม เป็นอีกหน่วยงานสำคัญที่วิกฤตครานี้เงินทุนไหลออกจะสูงกว่าเงินทุนไหลเข้าอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าตัวเลขติดลบเท่าใดนั้น? ยังไม่ทราบ เชื่อว่าหน่วยงานคงจะประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนทราบเร็วๆ นี้ แต่ถึงอย่างไรนั่นก็เพียงมาตรการเยียวยา สำคัญที่สุดคนต้องพึ่งตนเอง “อัตตาหิอัตโนนาโถ” เราสันนิษฐานว่าแรงงานส่วนหนึ่ง (หลายล้านคน) กลับบ้านเกิด ทำนาทำไร่ หาอาชีพชั่วคราว ด้วยเหตุผลว่าประหยัดรายจ่ายในชนบท ความเสี่ยงน้อยกว่าการดำรงอยู่ในเมือง และวิกฤตคราวนี้อาจจะเป็นโอกาสดีของเกษตร/ธุรกิจการเกษตร เนื่องจากความต้องการอาหารสูงขั้น จากข้อมูลที่สะท้อนสัญญาณการสั่งซื้อและราคาอาหารสูงขึ้น เกษตรเป็นสาขาการผลิตดั้งเดิมของคนไทยเรายังทำบทบาทหลักประกันทางสังคมในยามวิกฤต

4

ถ้าคนไทยซึ่งมีจำนวนนับล้านคนเดินทางกลับภูมิลำเนา และภาครัฐหรือหน่วยงานของรัฐสนับสนุน โดยจัดหาพื้นที่มาหากิน เพราะอาชีพการเกษตรสามารถทำเดี่ยว ต่างจากโรงงานซึ่งทำงานเป็นหมู่คณะใกล้ชิดกัน ลดความเสี่ยงจากโรคระบาด หากหน่วยงานของรัฐทำงานร่วมกันเชิงบูรณาการ บางหน่วยงานมีที่ดินที่ถือครองนับหมื่น/นับแสนไร่ อบจ. เทศบาล และ อบต. มีเครื่องจักร ออกมาตรการเชิญชวนให้ประชาชนมาทำกิน พร้อมสนับสนุนด้านอุปกรณ์ วัสดุ หรือแนะนำความรู้ น่าจะเป็นทางออกหนึ่ง หรือแนะนำการประกอบอาชีพอิสระที่สามารถทำงานได้ภายในบ้านหรือศาลาประชาคม สำหรับประชาชนที่มีทุนมีเงินเก็บออมช่วยกันบริจาคผ่านหน่วยงาน/องค์กรที่สังกัด ย่อมเป็นการดี คนไทยไม่ทิ้งกัน

เป็นกำลังใจและสร้างความหวังให้คนเล็กคนน้อยหลายล้านคน

ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
ภคพร วัฒนดำรงค์
เมรดี อินอ่อน