ยิ่งใกล้วันที่ 30 เมษายน การต่อสู้ในทางความคิดระหว่าง 1 ล็อกดาวน์ กับอีก 1 คลายล็อกดาวน์อย่างมีระบบ มีขั้นตอน
ดำเนินไปด้วยความเข้มข้น คึกคัก
ครั้งหนึ่ง ในแวดวงของเจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานเกี่ยวกับ “คอมมิวนิสต์” เคยมีระหว่าง “เหยี่ยว” และ “พิราบ” อย่างไร
ในแวดวงทาง “การแพทย์” ก็มีอย่างคึกคัก เข้มข้น
รูปธรรมที่สัมผัสได้ก็คือ การเคลื่อนไหวจาก “นักระบาดวิทยา” เรียกร้องให้ “คลายล็อก” แต่มีการต้านยันจาก “อาจารย์แพทย์” ยืนยันเรื่อง “ล็อกดาวน์”
เดิมพันอยู่ที่การประกาศและบังคับใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน
สะท้อนว่า แนวทางใดมองแต่ด้าน “สุขภาพ” อย่างสุดโต่ง แนวทางใดประสานทั้ง “สุขภาพ” และชีวิตความเป็นอยู่ในด้าน “เศรษฐกิจ” และ “การเมือง” เข้าด้วยกัน
นั่นก็คือ ระหว่าง “การทหาร” กับ “เศรษฐกิจ” และ “การเมือง”
พื้นฐานในทางความคิดของ “สายเหยี่ยว” สะท้อนออกผ่านวาทกรรมคำว่า “ปราบปราม” สัมผัสได้จากคำยืนยันที่ว่า
ต้องปราบ “ไวรัส” ให้สิ้นซากจึงจะ “คลาย” มาตรการ
คำว่าสิ้นซากในที่นี้หมายถึงต้องเป็น 0 ต้องไม่มีบทบาท หรือต้องสามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่หือไม่อือ
“เคอร์ฟิว” เพื่อ “การปราบปราม” จึงต้องคงอยู่
ขณะเดียวกัน พื้นฐานในทางความคิดของ “สายพิราบ” สะท้อนออกผ่านวาทกรรมคำว่า “ต่อสู้” สัมผัสได้จากการยอมรับ
ยอมรับว่า “โคโรนา” ก็เหมือน “มะเร็ง”
มนุษย์เคยประสบกับไข้หวัดใหญ่มาแล้วอย่างสาหัส มนุษย์เคยประสบกับมะเร็ง เคยประสบกับเอดส์มาแล้วอย่างสาหัส
จำเป็นต้องเข้าใจ จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่และ “ต่อสู้” กับมัน
กล่าวสำหรับสภาพการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 นับแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมาในสังคมไทย เวลาแห่งการเผชิญ 3 เดือนนับว่าสำคัญ
ยิ่งเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ “ฉุกเฉิน” ยิ่งทรงความหมาย
สังคมไทยได้เรียนรู้และทำความเข้าใจกับไวรัสอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เห็นความจำเป็นของหน้ากากอนามัย เห็นความจำเป็นของการจัดระยะห่าง
นี่คือ มาตรการและ “ศีลธรรม” โดยพื้นฐานในยุคไวรัส
ขณะเดียวกัน เวลา 1 เดือนที่อยู่ในมาตรการ “เข้ม” ของการประกาศและบังคับใช้การบริหารในสถานการณ์ “ฉุกเฉิน” ทำให้ตระหนัก
ตระหนักในผลสะเทือนทาง “เศรษฐกิจ”
ยิ่งเห็นภาพความเดือดร้อนของประชาชนที่ตกงาน ขาดรายได้ อันสะท้อนออกผ่านการเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อรอรับเงิน รับของบริจาค ยิ่งชวนให้รันทด
นี่คือเครื่องฟ้อง เครื่องประจาน ประสิทธิภาพ การบริหารจัดการ
มีความจำเป็นอย่างที่สุดในการที่จะสรุปภายหลังจากผ่านการปฏิบัติมาอย่างน้อย 1 เดือนถึงผลดี ผลเสียอันเนื่องแต่มาตรการ “เข้ม”
เข้าใจสภาพการณ์ เข้าใจสภาพคน
แนวทางในการปราบปรามไวรัส กับ แนวทางในการต่อสู้ สมควรจะดำเนินการอย่างไรให้เหมาะสมและสอดรับกับสภาพความเป็นจริง
ถึงเวลาเปลี่ยนจาก “ปราบปราม” มาเป็น “ต่อสู้”

