เหยี่ยวถลาลม 28เม.ย.2563 : อย่าไปด่าคุณหมอเลย

การระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลให้ประเทศเราและประเทศอื่นๆ จะต้องเดินไปถึง “จุดหนึ่ง” ที่เหมือนกันนั่นคือ จุดที่ตัดสินใจยากระหว่าง “การปิด” กับ “การเปิด” เพื่อให้ผู้คนได้ดำเนินชีวิตปกติเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา

ไม่ง่ายนักกับการหา “จุดกึ่งกลาง” ที่รอดทั้งจากภัยโควิด-19 และรอดภัยจากเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการล็อกดาวน์

ตราบเท่าที่ยังไม่มี “วัคซีน” และ “ยารักษา” เจ้าไวรัสร้ายนี้จะยังคงอยู่กับผู้คนทั่วโลกไปอีกนานกับพร้อมที่จะปะทุอย่างเกรี้ยวกราดได้ตลอดเวลา

ทั้งที่ “คุณหมอ” ตักเตือนก็ต้องรับฟัง

ทั้งที่ “กูรู” ทางเศรษฐกิจทั้งหลายชี้นำนั้น ไม่ฟังก็ไม่ได้

คุณหมอเป็นกังวลว่า โรคอุบัติใหม่ชนิดนี้เพิ่งโจมตีมนุษยชาติมาได้แค่ 5 เดือนกว่าเท่านั้น เป็นโรคที่ติดต่อง่าย ระบาดเร็ว และมีความรุนแรงยิ่งกว่ามะเร็งเสียอีก คร่าชีวิตผู้คนได้ภายใน 7-30 วัน ที่สู้มาได้ถึงวันนี้ก็แค่ “การตั้งรับ”

แนวรุกคือวัคซีนกับยารักษาโรค ยังไม่มี

แม้การระบาดของโควิด-19 จะลดระดับความรุนแรงลงเนื่องจากการปิดบ้านปิดเมือง แต่หลังจากนี้ “ชีวิตจะไม่เหมือนเดิม”

จะต้องออกแบบการดำเนินชีวิตอย่างไร จึงสามารถอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย

ยังต้องรักษาระยะห่างระหว่างกันเอาไว้ 1-2 เมตร ยังต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ หลีกเลี่ยงไปสถานที่แออัด หยุดกิจกรรมที่ไปรวมกันเป็นจำนวนมาก

ธุรกิจการค้าหลายอย่างเช่น ธุรกิจกีฬา ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว การขนส่งสาธารณะ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า สถาบันการศึกษา ฯลฯ จะต้องทำอย่างไรนั้น ล้วนเกี่ยวพันกับ “สายตา” สั้น-ไกลและ “ทัศนคติ” ที่ลึก-ตื้น

“สมหมาย ภาษี” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แนะว่า นายกรัฐมนตรีควรจะเปิดหูเปิดตารับฟังให้รอบด้านจากหลายฝ่าย พร้อมกับคำนวณให้ฟังว่า “การล็อกดาวน์” ทำความเสียหายทางเศรษฐกิจราวเดือนละ 560,000 ล้านบาท

“การขยายเวลาล็อกดาวน์ออกไป 1 เดือนจะเท่ากับความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเมื่อ 6 ปีที่แล้วทั้งโครงการ การตัดสินใจผิดพลาดจะทำความเสียหายแก่ประเทศชาติมหาศาล จึงไม่ง่ายนัก ถ้าจะมาอ้างว่าเป็นความรับผิดชอบของนโยบาย”

จะว่าไปแล้ว วิกฤตการณ์ครั้งนี้ “การสาธารณสุขไทย” สอบผ่านแล้ว

ที่เหลือคือ การบริหารราชการแผ่นดิน !?!!

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon