โอ้กรุงเทพฯเมืองฟ้าราตรี : วีรพงษ์ รามางกูร

โอ้กรุงเทพฯเมืองฟ้าราตรี

เมื่อวันสุดสัปดาห์เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ทดลองออกจากบ้าน ตระเวนดูถนนหนทางไปทั่วกรุงเทพฯ ทั้งในย่านธุรกิจ เช่น ราชประสงค์ สาทร สุรวงศ์ ประตูน้ำ บางลำพู ข้ามสะพานพุทธ ไปฝั่งธนบุรี กลับทางสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า วนเวียนดูเมืองเรื่อยไปจนเกือบ 4 ทุ่มจึงกลับบ้าน

ที่สามารถไปได้หลายแห่งภายในวันเสาร์-อาทิตย์ 2 วัน ก็เพราะการจราจรคล่องตัวมาก แทบจะไม่เห็นรถติด เหมือนสมัยที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู จะไปไหนมาไหนต้องเผื่อเวลาก่อนหลังเป็นชั่วโมง แต่ชั่วโมงนี้ถนนหนทางว่างโล่งไปจนก่อน 4 ทุ่ม เพราะหลัง 4 ทุ่มแล้วทุกคนต้องอยู่แต่ที่บ้าน ออกไปไหนโดยไม่มีเหตุผลอาจจะถูกตำรวจจับ เพราะกระทำผิดกฎหมายในสถานการณ์ที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดฉุกเฉิน ประกาศห้ามผู้คนออกจากเคหสถานระหว่าง 4 ทุ่มถึงตี 5 ถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควร

แต่ก็มีผู้คนที่ฝ่าฝืนประกาศห้ามออกจากเคหสถานอยู่ทุกคืน ถูกตำรวจจับและเป็นข่าวทางโทรทัศน์ แต่ไม่เป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะคงจะถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา อย่างที่สมัยใหม่เขาดัดจริตเรียกว่าเป็น “new normal” ไปแล้ว

ในยามค่ำคืนที่มีการประกาศห้ามผู้คนออกจากบ้าน สมัยก่อนจะมีเฉพาะช่วงการปฏิวัติรัฐประหารใหม่ๆ มีรถเกราะ รถบรรทุกทหาร ยีเอ็มซี จอดอยู่เป็นจุดๆ มีรถสารวัตรทหารวิ่งไปมา เพื่อให้ทราบว่าเราอยู่ในสถานการณ์การปฏิวัติรัฐประหาร เคยขับรถออกไปแอบดูเหมือนกันแม้ว่าจะมีประกาศห้ามผู้คนออกนอกเคหสถาน ตามนิสัยคนไทยที่อยากจะทำอะไรก็ตามที่ทางการห้ามไม่ให้ทำ ถ้าการกระทำนั้นไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน หรือไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ใด เพียงแต่ไปละเมิดกฎหมายที่มีที่มาอันไม่ชอบธรรม เป็นกฎหมายที่ออกมารักษาเสถียรภาพความมั่นคงของตัวเอง โดยนิยามใหม่ว่าเพื่อรักษาเสรีภาพและความมั่นคงของชาติ

บรรยากาศของกรุงเทพฯเมื่อมีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกจากเคหสถานตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงตี 5 กรุงเทพฯจึงเงียบสงัด แม้ว่าจะยังมีสีสันจากไฟยาม ตึกรามอาคารพาณิชย์ ป้ายชื่อห้างร้าน ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาจีน ภาษาฝรั่งมีบ้างแต่ไม่มาก ถนนสุรวงศ์ สีลม สี่แยกราชประสงค์ ประตูน้ำ เงียบสงัด นานๆ จะมีรถตำรวจวิ่งผ่านมา ทำให้นึกถึงนวนิยายชุดพล นิกร กิมหวน ของ ป.อินทรปาลิต
เรื่อง “บ้านผีสิง” อยู่ที่บนถนนทางเชื่อมระหว่างถนนสุรวงศ์กับสาทร

ป.อินทรปาลิต บรรยายความวิเวกวังเวง เงียบสงัดของถนนสุรวงศ์และถนนสาทร ในสมัย พ.ศ.2490 นั้นว่าเป็นอย่างไร ถนนสุรวงศ์เป็นถนนที่มีคฤหาสน์ใหญ่ๆ ของเศรษฐีที่มาจองซื้อที่ ที่พระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์เป็นผู้ตัดถนน เป็นเส้นทางผ่านป่าช้าทั้งของฝรั่ง-จีนและแขกจึงน่ากลัวมาก เป็นป่าช้าซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ทุกวันนี้ป่าช้าฝรั่ง-จีนและแขกก็ยังอยู่ เจ้าของเป็นสมาคมต่างๆ ชื่อยาวๆ จำยาก มีการเช่าไปก่อสร้างอาคารสูง “high rise” ในบริเวณดังกล่าว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก

น วนิยายชุดพลนิกร กิม หงวน รวมทั้งนวนิยายเรื่องยาว ก็มักจะใช้คฤหาสน์ใหญ่รโหฐานเป็นคฤหาสน์ของเจ้าคุณพระยาพานทอง อันโอ่อ่า แม้ว่าปัจจุบันจะไม่เหลือให้เห็นมากนัก

แต่ในยามนี้ที่เกิดโรคระบาดไวรัสโคโรนาหรือที่องค์การอนามัยโลกขนานนามว่า โควิด-19 เพราะเริ่มระบาดเมื่อปี ค.ศ.2019 แต่จะสงบลง ค.ศ.ใดยังไม่ทราบ ไม่มีใครกล้ายืนยัน แม้แต่หมอยงหรือหมอทวีศิลป์ ที่กำลังเป็นดาราทีวีที่โด่งดัง เพราะถูกบังคับดูด้วยความอกสั่นขวัญหาย ขนพองสยองเกล้า ยิ่งกว่าคราวฝีดาษหรือกาฬโรคระบาด ที่เพื่อนบางคนยังมีร่องรอยแผลเป็นตามใบหน้าปรากฏอยู่ ยิ่งกว่าอหิวาต์ระบาด ยิ่งกว่าอีสุกอีใสระบาด หรือไข้หวัดใหญ่ซึ่งระบาดทุกปี

โรคระบาดคราวนี้จะได้เห็นอิทธิพลของสื่อออนไลน์และโทรทัศน์วิทยุในรถยนต์ นอกเหนือไปจากหนังสือพิมพ์ซึ่งขณะนี้ไม่ต้องซื้ออ่าน เพราะขณะนั่งรถมาทำงานหรือนั่งรถกลับบ้านก็จะมีคนมานั่งอ่านให้ฟังครบทุกฉบับ อ่านฉบับไหนก็เหมือนกันสำหรับข่าวเดียวกัน ข่าวการระบาดทั้งในประเทศและนอกประเทศว่ามีมากขนาดไหน แต่แปลกที่
ผู้อ่านข่าวมักจะมีความเห็นคล้อยตามรัฐบาลเกือบทุกกรณี เพราะต้องเช่าเวลาจากสถานีวิทยุของทหารทั้งนั้น เพราะคลื่นวิทยุและโทรทัศน์เป็นของทหารและ อสมท เกือบหมด

เ มื่อโรคระบาดเริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ก็ยังไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะยังไม่ค่อยเห็นภาพชัดเจนนัก จนเมื่อระบาดไปที่ยุโรปตะวันตก อิตาลี สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส เยอรมนีและอังกฤษ ภาพที่เห็นจึงน่าตกใจยิ่งเมื่อข้ามไปอเมริกา ข่าวจำนวนผู้ติดโรครายใหม่ ข่าวผู้ถูกกักตัวและข่าวจำนวนผู้เสียชีวิต พุ่งทะยานสูงในอัตราเร่ง ยิ่งนึกถึงระบบสาธารณสุขและการแพทย์ของอเมริกาที่เป็นระบบธุรกิจทุนนิยม ทั้งราคาแพงที่สุดในโลก ทุกคนต้องจ่าย 20-25 เปอร์เซ็นต์ของรายได้เพื่อประกันสุขภาพ บริการสาธารณสุขและการแพทย์จัดทำโดยเอกชนหรือองค์การที่มิได้แสวงหากำไรแต่กระนั้นค่าบริการก็แพง

ที่เบี้ยประกันสุขภาพในสหรัฐอเมริกาแพงที่สุดในโลกก็เพราะว่าอเมริกาเป็นเมืองหัวหมอ ที่ทนายความเองถ้าทำคดีผิดพลาด ทำลูกความแพ้ ก็อาจจะถูกลูกความฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ หน้าหนาวมีคนเดินมาลื่นล้มแขนขาหักที่หน้าบ้าน เจ้าของบ้านก็อาจถูกฟ้องได้ว่าดูแลหน้าบ้านไม่ดี ปล่อยให้มีหิมะหรือน้ำแข็งทำให้ลื่น แทนที่จะโทษตัวเองว่าเดินไม่ระมัดระวัง กรุงเทพฯของเราดีกว่าเพราะทุกฤดูอากาศร้อนเหมือนกันหมด ไม่มีหิมะหรือน้ำแข็งกองอยู่ข้างถนน จะมีก็แต่น้ำท่วมรอระบายหลังฝนตกหนักบ้าง

ผ่านไปที่ร้านข้าวต้มปลา ร้านหอยแครงลวก ที่สะพานเหลือง ถนนพระราม 4 กับร้านข้าวต้มปลาที่
ห้าแยกพลับพลาไชย ที่เคยเห็นลูกค้าพลุกพล่าน ที่เคยต้องยืนรอโต๊ะว่าง ปรากฏว่าร้านปิด เลยต้องผ่านไปเพราะข้าวต้มปลาและหอยแครงลวกต้อง

รับประทานร้อนๆ ถ้าเย็นแล้วรสชาติของปลาและหอยจะเปลี่ยนไป ผ่านไปทางรัชดาภิเษกแถวๆ ห้วยขวางที่เป็นแหล่งของนักท่องเที่ยวจีนที่เคยคึกคักขวักไขว่ ทั้งโรงแรมร้านอาหาร สวนอาหารที่เคยมีรถนักท่องเที่ยวจอดเป็นแถว สวนอาหารที่ถูกเหมาร้านให้นักท่องเที่ยวจีนลงมารับประทานอาหาร บัดนี้ก็เงียบเหงา ไม่มีลูกค้าไม่ว่าจะเป็นไทยหรือจีน ไม่มีใครนั่งรับประทานอาหารเพราะถูกคำสั่งห้าม พนักงานบริการ กัปตัน พ่อครัว แม่ครัวหายไปหมด แล้วก็เลยไปถนนสาทรและถนนจันทน์

เวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ทุกอย่างเงียบเหงาไปหมด นักท่องเที่ยวจีนไทยที่เคยเดินขวักไขว่ไปมาก็หายเงียบไปหมด เงียบสงัดเหมือนกับที่ ป.อินทรปาลิต
บรรยายภาพถนนสุรวงศ์ในนิยายชื่อบ้านผีสิง หรือเรื่องน้ำมันพรายที่พ่อนิกรกับ กิมหงวน ไปขุดศพที่ป่าช้าวัดดอนขึ้นมาเอาเทียนลนปลายคางศพสาวตายทั้งกลม เพื่อเอามาทำน้ำมันพราย

พัฒน์พงศ์และธนิยะ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของนักเที่ยวและสถานที่ขายไม้กอล์ฟมือ 2 จากญี่ปุ่นที่ตกรุ่น ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวดื่มกินของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นก็เงียบเหงากันไปหมด เช่นกันกับซอยคาวบอยที่ถนนสุขุมวิท ก็ร้างปราศจากผู้คน

ก ลับเข้าบ้านเลย 4 ทุ่มเล็กน้อย แต่อยู่ในซอย กฎหมายเคอร์ฟิวหรือคำสั่งห้ามออกนอกบ้านเข้าไปไม่ถึงในซอย หยุดอยู่แค่ปากซอยที่ติดถนนใหญ่
ถนนวิภาวดีรังสิต เข้าบ้านแล้วเปิดดูโทรทัศน์
ดูข่าวจากช่องวอยซ์ทีวี เพราะเป็นแฟนคุณปลื้ม ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล มานาน เพราะความคิดและรสนิยมทางการเมืองคล้ายๆ กัน รวมทั้งคนอื่นๆ เช่น พี่แขก คุณสุวัช อาจารย์พิชญ์ อาจารย์วิโรจน์ ด้วย ส่วนคุณช่อ สิงห์ดำรุ่นน้อง ก็ออกไปทำงานการเมืองเต็มตัวไปเสียแล้ว เลยไม่ได้ออกมาวิเคราะห์ข่าวให้ฟังเหมือนเมื่อก่อน ก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปสักอย่างเหมือนกัน เอาไว้ให้โควิดหายไป สิทธิเสรีภาพกลับคืนมาก็ขอให้กลับมาทำข่าวโทรทัศน์ตามเดิม หวังว่าวอยซ์ทีวีจะยังคงอยู่ต่อไป
เมื่อเสพข่าวจากหนังสือพิมพ์จากวิทยุและจากโทรทัศน์ที่อ่านและวิเคราะห์แล้ว ดูข่าวในพระราชสำนักแล้ว แถมด้วยละครทีวีช่อง 3 บ้าง ช่อง 7 บ้าง ซึ่งไม่เคยดูมานาน เริ่มดูเมื่อละครเรื่องบุพเพสันนิวาสเข้ามาเป็นละครทีวีหลังข่าว ก็เลยดูติดต่อกันเรื่อยมา จบแล้วดูสรุปข่าวจากข่าว 3 มิติของคุณกิตติ สิงหาปัด อีกที แล้วก็ได้เวลาเข้านอนพอดี
ชีวิตในยามภาวะฉุกเฉิน ในยามมีโรคระบาดทั้งในและนอกประเทศ ยามที่ถูกห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาวิกาล สำหรับคนที่เหมือนไม้ใกล้ฝั่งก็มีเพียงเท่านี้ ละคร ละเม็ง โขน ศูนย์ศิลปาชีพ
ที่โรงละครแห่งชาติหรือที่ศูนย์วัฒนธรรมที่ในยามปกติจะไม่เคยพลาดการเสพสุนทรีมหรสพ ก็เป็นอันจบสิ้น ไม่มีให้ดูแล้ว

ไ ด้เห็นกรุงเทพฯกลายสภาพเป็นเมืองคนขอทานเพราะไม่มีข้าวกินไปแล้ว มีเศรษฐีใจบุญทำข้าวปลาอาหารกล่องใส่ท้ายรถปิกอัพออกมาแจกจ่าย คนยืนเข้าแถวรอรับอาหารกล่องยาวเป็นกิโลเมตร ยืนรอ 2 ชั่วโมงเพียงเพื่อรับอาหารบริจาค ทำให้นึกไปถึง อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้ใจบุญแจกอาหารที่อยู่ในพระไตรปิฎกเมื่อ 2,600 กว่าปีก่อน สมัยพระพุทธองค์ บัดนี้ไม่ควรจะได้เห็นแล้ว

หลายคนคิดว่าชีวิตหลังโรคระบาดโควิด-19 จะต้องเปลี่ยนไป ข้าวของบริโภคอุปโภคคงแพงขึ้นเพราะต้องเว้นระยะห่าง แต่อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้เพราะคนจนลง คนตกงานจะมากขึ้น นักท่องเที่ยวไม่มี ส่งออกหดตัว น้ำมันราคาตกเพราะล้นโลก ความสามารถในการผลิตทั้งโลกทำให้มีของเหลือมาก ราคาต่ำลง การผลิตลดลง การจ้างงานลดลง การว่างงานเพิ่มขึ้น เด็กจบมหาวิทยาลัยไม่มีงานทำ ความคาดหวังไม่เป็นความจริง หดหู่เศร้าสร้อย งานที่มีก็ต่ำกว่าวุฒิการศึกษา งานที่แรงงานต่างชาติทำคนไทยไม่ทำ

ต่อไปนี้อาจจะต้องแย่งชาวต่างชาติทำงาน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สถานีคิดเลขที่ 12 : เมื่อโควิดมาเยือน : โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข
บทความถัดไปปิดตำนาน 44 ปี รถเมล์สาย 203 หนึ่งในรถเมล์ยุคบุกเบิก ขสมก.วิ่งเป็นวันสุดท้าย