พม่าหลังโควิด-19:มิติทางเศรษฐกิจและสังคม โดย ลลิตา หาญวงษ์

บรรยากาศการค้าในตลาดเมืองกะลอ รัฐฉาน (ภาพจาก Irrawaddy)

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา พม่ามีตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รวมกัน 150 ราย (ตัวเลขวันที่ 29 เมษายน) และมีผู้เสียชีวิต 5 ราย ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีทั้งผู้ที่มีประวัติเดินทางกลับจากต่างประเทศ ผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 และผู้ไปร่วมพิธีในโบสถ์คริสต์แถบชานเมืองย่างกุ้งตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน หนึ่งในผู้ติดเชื้อมาจากพิธีที่โบสถ์คือศิลปินร็อกชื่อดัง เมี้ยว จี ในภาพรวม สถานการณ์ในพม่าดูดีขึ้น แต่รัฐบาลยังกำชับให้ประชาชนรักษาระยะห่างทางสังคม ผู้อ่านอาจเคยเห็นภาพไวรัลที่หลายคนแชร์มาจากตลาดที่เมืองกะลอ รัฐฉาน เราจะเห็นแผงค้าที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบและมีระยะห่างอย่างชัดเจน แม้พม่าจะนำมาตรการการล็อกดาวน์มาใช้เหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในทุกเมือง สำหรับกะลอ ที่เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขนาดใหญ่ในรัฐฉาน การสั่งล็อกดาวน์ทั้งหมดจะกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่ และรัฐบาลพม่าเองไม่มีเม็ดเงินเพียงพอที่จะเข้าไปสนับสนุนเศรษฐกิจระดับรากหญ้า

จริงอยู่ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในพม่าไม่ได้สูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน อินเดีย หรือแม้แต่ไทย แต่สำหรับประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต และมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น เกาหลี และจีนมหาศาลอย่างพม่าแล้ว การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจพม่าที่ชะลอตัวมาก่อนหน้านี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลพม่าออกแผน
กระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ 10 ประการ แผนปฏิบัติงาน 36 แผน และแผนย่อยอีก 76 แผน เป้าหมายหลักของแผนการชุดนี้คือการลดภาระของภาคเอกชน ผ่านมาตรการการลดภาษี และการลงทุนเพิ่มเติมของภาครัฐ รัฐบาลเพิ่มเงินในกองทุนสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ภาคท่องเที่ยว และโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า (อุตสาหกรรมส่งออกของพม่าในปัจจุบัน) จาก 100,000 ล้านจ๊าต (ราว 2.2 พันล้านบาท) เป็น 200,000-500,000 ล้านจ๊าตภายในสิ้นปีนี้

นโยบายนี้ยังพุ่งไปที่การช่วยประคองธุรกิจที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง และยังมีการชะลอภาษีหลายประเภทที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามโควิด-19 ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ซึ่งเพิ่งเติบโตขึ้นหลังการปฏิรูปทางการเมืองในทศวรรษ 2010 ก็จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อที่ธนาคารจะสามารถปล่อยให้ธุรกิจรายย่อยกู้ได้โดยเงื่อนไขพิเศษ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งโครงการพลังงานทดแทนและการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานจะยังเดินหน้าต่อไป พร้อมๆ กับการให้เงินสนับสนุนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 ผ่านโครงการจ้างงานของภาครัฐ

ธนาคารกลางพม่ามีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ในรอบ 2 เดือน ธนาคารกลางพม่าประกาศปรับดอกเบี้ยเงินกู้ไปแล้ว 3 ครั้ง เริ่มจากร้อยละ 0.5 ในต้นเดือนมีนาคม ร้อยละ 1 ในปลายเดือนเดียวกัน และเพิ่งปรับอีกร้อยละ 1.5 เมื่อไม่นานมานี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีเป้าหมายเพื่อให้เจ้าของธุรกิจรายย่อยสามารถกู้ได้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจพม่าสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลพม่าเชิญชวนให้ธุรกิจ SME ให้ยื่นคำร้องขอกู้ที่มีดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ในรอบแรกธนาคารกลางพม่าปล่อยกู้ให้กับเจ้าของกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมไปแล้ว 88 ราย และกำลังจะเพิ่มเงินกู้ให้เจ้าของธุรกิจอีก 100 รายในเวลาอันใกล้

สัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารโลกประกาศว่าจะให้เงินกู้ฉุกเฉินแก่พม่า 50 ล้านเหรียญ เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงด้านสาธารณสุขและการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ กระทรวงวางแผน, การพาณิชย์ และอุตสาหกรรมยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับ IMF เพื่อขอกู้เงินสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ด้วย การบริหารประเทศพม่าจากนี้จึงไม่ใช่การดำเนินตามแผนโรดแมปเพื่อปฏิรูปทางการเมืองและการสร้างสันติภาพเท่านั้น แต่ยังมีการฟื้นฟูทั้งสภาพจิตใจของประชาชน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจในทุกระดับด้วย อย่างไรก็ดี พม่าอาจถือไพ่เหนือกว่าประเทศรอบข้างเล็กน้อย เพราะเคยผ่านวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญและการฟื้นฟูประเทศมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมา จนถึงการบูรณะประเทศครั้งใหญ่หลังไซโคลนนากิสในปี 2008 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึงกว่า 2 หมื่นคน

ในช่วงที่เกิดโรคระบาดนี้ ยังคงมีการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังของชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มอยู่บ้าง แต่รัฐบาลพม่าได้ร่วมมือกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ KNU ของกะเหรี่ยง, RCSS ในรัฐฉาน, UWSA ของว้าแดง, กองกำลังในเมืองลา (รัฐฉาน) และ KIA ของกะฉิ่น เพื่อร่วมกันรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากกองกำลังเหล่านี้มีทหารและบุคลากรจำนวนมาก และมีอิทธิพลทางความคิดกับประชาชนในท้องถิ่น และเนื่องจากกองกำลังเหล่านี้ตั้งอยู่ในแนวชายแดนจีนและไทย พวกเขาจึงเป็นเรี่ยวแรงหลักที่ช่วยตรวจตราและคัดกรองผู้ติดเชื้อในบรรดาชาวพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์หลายพันคนที่เพิ่งเดินทางกลับจากทั้งจีนและไทย กองกำลังชนกลุ่มน้อยบางส่วนยังช่วยดูแลสถานที่กักโรคสำหรับแรงงานที่เพิ่งเดินทางกลับเข้าพม่า และยังเป็นตัวกลางสื่อสารกับรัฐบาลในท้องถิ่นเพื่อให้แรงงานได้กลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัยหลังครบกำหนดการกักตัว 21 วันด้วย

แรงงานพม่าจากไทยเป็นแรงงานกลุ่มแรกที่กลับเข้าไปในพม่า แต่ต่อมาก็มีแรงงานจากรัฐฉานและกะฉิ่นที่เข้าไปทำงานในจีนตอนใต้ ที่เพิ่งเดินทางกลับเนื่องจากโรงงานบางส่วนในมณฑลยูนนานยังปิดอยู่ ทางการพม่าคาดการว่าอาจมีแรงงานถึง 18,000 คน ที่จะเดินทางกลับจากจีน เนื่องจากเครื่องไม้เครื่องมือด้านสาธารณสุขของพม่ามีจำกัดมาก รัฐบาลทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากเป็นพิเศษ ทำให้เกิดศูนย์กักกันโรคที่คนในท้องถิ่นช่วยกันดูแล และยังมีกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ช่วยเหลือแรงงานพม่าที่อยู่ในระหว่างกักตัวเป็นอย่างดี แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความกังวลว่าความเป็นอยู่ภายในศูนย์กักโรคไม่ดีนัก ประชาชนต้องนอนบนเสื่อ และต้องอยู่ร่วมกันกับคนอื่นๆ หลายคนในห้องพักห้องเดียว

มาตรการป้องกันโรคและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นี้ชี้ให้เห็นความกระตือรือร้นของทุกภาคส่วนในพม่า สำหรับรัฐบาลพลเรือน ปี 2020 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะตามแผนเดิม ภายในสิ้นปีนี้พม่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไป แน่นอนว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพรรค NLD ยังต้องเร่งทำคะแนนเพื่อจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกสมัยหนึ่ง หลังโควิด-19 บรรเทาแล้ว เราคงเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามองขึ้นตามลำดับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คอฟฟี่เบรก : เปลี่ยนบรรยากาศ
บทความถัดไปคนแก่มีสิทธิมั้ยคร้าบ โดย สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์