เหตุการณ์การพยายามทำรัฐประหารที่ตุรกี ซึ่งจบลงด้วยความล้มเหลวเนื่องจากเกิดการลุกฮือขึ้นของประชาชนนั้นทำให้ต้องมาคิดเรื่องของความซับซ้อนในเรื่องของการทำรัฐประหารในสังคมประชาธิปไตยมากอยู่
ที่จะเขียนถึงนี้พยายามตั้งคำถามในแง่ของหลักวิชาทางรัฐศาสตร์ ในแง่ของการมองประชาธิปไตยในฐานะระบอบการเมือง มากกว่ามองประชาธิปไตยในแง่ของอุดมการณ์ กล่าวคือไม่ต้องการทำการประเมินว่าอุดมการณ์ใดดีหรือไม่ดีกว่ากัน หรือพยายามตัดสินประเมินค่าผ่านเงื่อนไขที่ว่า สิ่งที่เราจะอยู่กับมันนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้ายน้อยที่สุด
มีเรื่องหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในตุรกีที่ทำให้เราเผชิญหน้ากับความซับซ้อนและยุ่งยากในการที่เราจะมีท่าทีกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตุรกี เหนือไปกว่าเรื่องของการเป็นกองเชียร์ประเภทที่ตัดสินคุณค่าและความหมายของเหตุการณ์ไปตามที่เราอยากให้มันเป็นเท่านั้น
แต่ก็ใช่ว่าเราจะตอบเรื่องที่เกิดขึ้นในตุรกีได้แค่ว่ามันเป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับของเรา เพราะตุรกีก็มี “ความเป็นตุรกี” ที่แตกต่างไปจากประสบการณ์ของประเทศอื่น
ประการแรก เรามีข้อจำกัดในการติดตามข่าวในตุรกี ด้วยว่าข่าวที่นำเสนอนั้นเป็นข่าวจากสำนักข่าวของโลกตะวันตก ดังนั้นการเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวและข้อถกเถียงในสังคมตุรกีนั้นก็คงจะเป็นเรื่องหนึ่งที่จะต้องระมัดระวังกับตัวเราอยู่บ้าง เพราะสิ่งที่เราได้มานั้นส่วนหนึ่งย่อมเป็นเรื่องของการรายงานที่เกิดขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่งย่อมเป็นมุมมองที่โลกตะวันตกเขาห่วงใยกับคนตุรกี
ประการที่สอง เราก็คงหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะพยายามมองเรื่องที่เกิดขึ้นในตุรกีในมุมมองของเรา หรือมองแบบที่เราถนัดหรือสร้างความหมายให้มันเกี่ยวกับเรา ไม่ว่าจะมองว่ามันเหมือนกับเรา หรือไม่เหมือนกับเรา หรือมองว่าเราจะสรุปบทเรียนอะไรที่เกี่ยวกับเราบ้าง ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจข้อจำกัดและธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้อยู่ด้วย ว่าความหมาย นัยยะของเหตุการณ์ที่เราสนใจอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด
เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตุรกีนั้นอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนัก ดังนั้นการวิเคราะห์ต่างๆ อาจจะยังไม่รอบด้านนัก รวมทั้งข้อมูลที่ออกมาก็ยังมีไม่มาก เราจึงต้องพยายามเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวังยิ่ง แต่ส่วนหนึ่งที่น่าจะพอไล่เรียงมาดูได้สองสามประการณ์นั่นก็คือ เรื่องของตำแหน่งแห่งที่ของตุรกีในความสนใจของโลก
เรื่องที่หนึ่ง ตุรกีนั้นมีความสำคัญในแง่ของการเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอารยธรรมโลกนับจากอดีตสู่ปัจจุบัน ไม่ว่าจะในแง่ของอู่อารยธรรม และในแง่ของจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันตกแบบคริสเตียนและอิสลาม นอกจากนี้แล้ว ในแง่ของความเป็นพันธมิตรสำคัญทางการทหารนั้น ตุรกีมีบทบาทสำคัญมากในการเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรนาโต้ และมีบทบาทสำคัญในเรื่องของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพราะตุรกีนั้นเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาอย่างแนบแน่น
นอกจากนี้แล้วตุรกียังเป็นส่วนสำคัญของยุโรปในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ และในแง่ของการที่คนตุรกีนั้นเป็นส่วนหนึ่งของประชากรอพยพและแรงงานในประเทศอื่นๆ ของยุโรปมาโดยตลอด ดังนั้นเสถียรภาพของตุรกีเองจึงสำคัญยิ่งต่อการเคลื่อนย้ายของประชากรและความมั่นคงของยุโรป
เรื่องที่สอง การศึกษาการเมืองในตุรกีนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากในการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบโดยเฉพาะในประเด็นของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย หัวข้อสำคัญที่สนใจกันมาโดยตลอดก็คือการสร้างความทันสมัยทางการเมืองของสังคมตุรกี และบทบาทของทหารในการเมืองของตุรกี
กล่าวโดยสรุป การศึกษาการเมืองสมัยใหม่ในตุรกีส่วนหนึ่งก็คือการพูดถึงการสร้างลักษณะทางโลก หรือการจำกัดหรือจัดระบบไม่ให้ความเชื่อทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องทางการเมืองมากจนเกินไป หรือการพูดถึงการพยายามสร้างลักษณะทางโลก (secularization) ให้กับสังคม โดยไม่ส่งเสริมลักษณะสุดโต่งทางศาสนาให้เข้ามาในปริมณฑลทางการเมือง
และการพยายามทำความเข้าใจว่ากองทัพนั้นมีบทบาทในการเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อเราพยายามทำความเข้าใจว่ากองทัพนั้นเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองด้วยเงื่อนไขที่มีมากกว่าเรื่องของผลประโยชน์ของกองทัพเอง และด้วยเงื่อนไขทางอุดมการณ์เพียงแค่เรื่องของประชาธิปไตยและเผด็จการ
ในตุรกีเอง เป็นที่เข้าใจกันว่ากองทัพนั้นมองว่าตนนั้นเป็น “ผู้พิทักษ์ประชาธิปไตยแบบตุรกี” ซึ่งมีความหมายว่า เป็นรัฐที่พยายามสร้างกรอบจำกัดไม่ให้ศาสนาเข้ามามีบทบาททางการเมือง (secular state) ตามปณิธานของมุสตาฟา เคมาร์ อตาเติร์ก บิดาของสาธารณรัฐตุรกีสมัยใหม่
ตุรกียุคใหม่นั้นมีความเกี่ยวเนื่องกับการทำรัฐประหารอยู่หลายครั้ง หากไม่นับครั้งล่าสุดที่เพิ่งจะล้มเหลวไป ก็คงต้องนับย้อนไปตั้งแต่ ค.ศ.1960 ที่ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และสมาชิกคนอื่นๆ ในรัฐบาลถูกจับโดยทหาร ท่ามกลางความขัดแข้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายรัฐบาลพยายามที่จะผ่อนคลายกฎระเบียบที่มีมาตั้งแต่ยุคอตาเติร์ก โดยการเปิดให้ศาสนาเข้ามามีบทบาทในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น รวมทั้งการพยายามปิดกั้นสื่อและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองที่เห็นต่างจากรัฐบาล
ความขัดแย้งนำมาซึ่งการประกาศกฎอัยการศึกโดยฝ่ายรัฐบาล และสุดท้ายจบลงโดยกองทัพเข้ายึดอำนาจรัฐบาล ดำเนินคดีกับรัฐบาลถึงขั้นมีโทษประหารนายกรัฐมนตรี และนำไปสู่การครองอำนาจของทหารอย่างยาวนานมาอีกหลายปี
การทำรัฐประหารเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1971 ครั้งนี้บันทึกว่าเงื่อนไขสำคัญเกิดจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ที่นำไปสู่การชุมนุมประท้วงของคนงาน และการเผชิญหน้ากันของหลายฝ่ายในสังคม ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำนั้นนำไปสู่การลดค่าของเงินตราและอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ กองทัพเข้าแทรกแซงทางการเมืองด้วยเงื่อนไขของการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยการกล่าวหาว่ารัฐบาลนั้นนำสังคมไปสู่สภาพของความวุ่นวาย และเรียกร้องให้ประเทศมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายสมกับปฏิธาน
ของท่านอตาร์เติร์ก การยื่นข้อเรียกร้องของกองทัพนำไปสู่การเปิดเจรจากับรัฐบาลและรัฐบาลก็ลาออกในเวลาต่อมาไม่นาน
อย่างไรก็ตามรูปแบบใหม่ของการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพในรอบนี้แตกต่างไปจากในยุค 1960 กล่าวคือ ในทศวรรษที่ 1970 กองทัพเลือกที่จะใช้รูปแบบการกดดันรัฐบาลและตั้งรัฐบาลรักษาการมาปกครองประเทศแทนการปกครองเอง โดยหัวหน้ารัฐบาลมีทั้งที่เป็นพลเรือนหรือทหารที่เกษียณอายุ
การเมืองของตุรกีในช่วงทศวรรษที่ 1970 นั้นไม่ค่อยมีเสถียรภาพ ในทศวรรษนั้นมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 11 ครั้ง เศรษฐกิจก็ไม่สู้ดีนัก มีการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายและขวาบนถนนอยู่หลายครั้ง และมีการลอบสังหารและมีการสูญเสียทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง กองทัพเองก็เริ่มที่จะหันเข้าหาแนวทางของการทำรัฐประหาร โดยเริ่มมีการพูดถึงการทำรัฐประหารอย่างหนาหูในช่วงปลายปี 1979 แต่ก็ยังไม่มีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น จนกระทั่งมีการทำรัฐประหารอย่างเป็นทางการจริงๆ ในปี 1980 ผ่านการแถลงในโทรทัศน์ของรัฐบาล และมีการประกาศกฎอัยการศึก และยุติบทบาทของรัฐบาล
การยึดอำนาจของกองทัพในรอบนี้สร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้กับตุรกีได้ในระดับหนึ่ง มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจบางประการที่นำไปสู่การเขยิบสถานะทางเศรษฐกิจของตุรกีมากขึ้น เช่น การยุบเลิกรัฐวิสาหกิจ เงินเฟ้อที่ลดลง และการเพิ่มขึ้นของการจ้างงาน
ในอีกด้านหนึ่ง ความเข้มงวดทางการเมืองของกองทัพก็นำไปสู่ความสูญเสียของประชาชน ไม่ว่าจะในเรื่องของการจับกุมคุมขัง การประหารชีวิตผู้คน การทรมาน และการหายตัวไปของผู้คนท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง แม้ว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะมีการลงประชามติ และรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะผ่านท่ามกลางแรงสนับสนุนอย่างท่วมท้น
การทำรัฐประหารในตุรกีเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1997 แต่ครั้งนี้มีลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิม บ้างก็เรียกว่าเป็นการทำรัฐประหารแบบยุคหลังสมัยใหม่ (postmodern coup) โดยการที่กองทัพนั้น ได้ออกแถลงการณ์และคำแนะนำหลายๆ ประการให้รัฐบาลนั้นต้องปฏิบัติตาม แทนที่กองทัพจะยึดอำนาจโดยตรง หนึ่งในเหตุผลที่กองทัพนั้นเข้าแทรกแซงทางการเมืองก็คงต้องนับย้อนไปก่อนนั้นสองปี เมื่อพรรคการเมืองที่มีแนวทางอิงกับศาสนาได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นแกนนำในรัฐบาลผสม
ข้อเรียกร้องทางนโยบายของกองทัพต่อรัฐบาลที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังก็คือ การเรียกร้องให้มีระบบการศึกษาภาคบังคับแปดปี ที่มองกันว่าเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่จะไม่ปล่อยให้เด็กเข้าไปอยู่ภายใต้โรงเรียนสอนศาสนาเท่านั้น หรือข้อเรียกร้องที่ห้ามไม่ให้โพกผ้าตามประเพณีศาสนาเข้าไปในมหาวิทยาลัย ต่อมาผู้นำรัฐบาลก็ถูกบีบให้ลาออก และเว้นวรรคทางการเมือง รวมทั้งพรรคการเมืองที่มีแนวทางอิงกับศาสนานั้นก็ถูกปิดลง
จากที่เล่ามาจะเห็นว่า เรื่องราวของการทำรัฐประหารในตุรกีไม่ใช่แค่เรื่องของประชาธิปไตย และเผด็จการ แต่มันมีเงื่อนไขของการสร้างความทันสมัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการนำเอาประเด็นในเรื่องของความเชื่อทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวพันกับประเด็นทางการเมือง และการมองว่าทหารนั้นสามารถมีบทบาทเป็นผู้พิทักษ์บ้านเมืองในยามที่สังคมมีการเผชิญหน้า และสังคมขาดแคลนกลไกอื่นๆ ในการจัดการความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น
ที่ยกมานี้ไม่ได้ต้องการจะอภิปรายในแง่ที่ว่าทหารควรแทรกแซงหรือไม่ควรแทรกแซงทางการเมือง เพราะนั่นเป็นการถกเถียงในด้านการประเมินคุณค่าทางอุดมการณ์ที่อยู่นอกงานชิ้นนี้ แต่ที่จะกล่าวถึงนี้มันสำคัญตรงที่การทำความเข้าใจเหตุปัจจัยอื่นๆ ที่ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง ในแง่ของการเข้าใจมิติทางประวัติศาสตร์และสังคมของแต่ละประเทศด้วย เพราะทหารเองนั้นมีความผูกพันและเกี่ยวเนื่องกับการเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ทางการเมืองของแต่ละประเทศต่างกัน
ในกรณีของตุรกี ประเด็นที่แหลมคมและน่าสนใจยิ่งอย่างน้อยในมุมมองของผมก็คือ ประชาชนกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่เขาต้องเลือกว่าประชาธิปไตยในวันนี้ของพวกเขามันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ เพราะผู้นำรัฐบาลนั้นมีแนวโน้มที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตัวเขามีอำนาจเพิ่มขึ้น มีความแข็งแกร่งขึ้น โดยพยายามที่จะปลุกเร้าเอามิติการสนับสนุนจากกลุ่มศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมือง ไม่นับว่าการปราบปรามประชาชนผู้เห็นต่างและชนกลุ่มน้อยก็มีอยู่มากมาย
แต่ในอีกทางหนึ่งประชาชนก็เข้าใจว่า หากให้กองทัพเข้ามามีอำนาจในการแก้ปัญหา หรือที่ครูผมชอบเรียกว่า “เอากองทัพมาล้างท่อ” นั้นก็มีราคาที่ต้องจ่ายเช่นเดียวกัน
บทเรียนที่เกิดขึ้นในตุรกีนั้นจึงเป็นบทเรียนที่น่าสนใจต่อนักรัฐศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะทำให้เราต้องตั้งคำถามมากมายมากไปกว่าการเลือกว่าตกลงจะเอาประชาธิปไตยหรือเผด็จการ เพราะในความเป็นจริงประชาธิปไตยในตุรกีที่เป็นอยู่นั้นมีจุดบกพร่องอยู่มากมาย
แต่หากจะออกจากแนวทางของประชาธิปไตยไปเสียเลย ก็จะหาหลักประกันบางอย่างที่ประชาธิปไตยให้ไว้ไม่ได้ เช่นสิทธิเสรีภาพ และที่สำคัญก็คือการพยายามจำกัดอิทธิพลทางศาสนาเพื่อไม่ให้เกิดอาการสุดโต่งทางสังคมด้วยการนำศาสนามารองรับและสร้างความชอบธรรมให้กับความขัดแย้งทางการเมือง (ตรงนี้ต้องอ่านให้ดี กล่าวคือไม่ใช่ไม่ให้เสรีภาพต่อศาสนา แต่ต้องจำกัดวงไม่ให้มีการนำศาสนาเข้ามาสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งหรือครอบงำทางการเมืองต่างหาก)
นอกจากนี้แล้ว ในแง่ของประชาคมโลก การส่งเสริมประชาธิปไตยนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่ใช่น้อย ส่วนหนึ่งเพราะทุกประเทศก็มีผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน และในอีกด้านหนึ่ง การจะเข้าไปแทรกแซงหรือสนับสนุนกลไกการเติบโตของประชาธิปไตยในแต่ละประเทศก็ไม่ได้ทำได้ง่ายนัก ด้วยว่าประชาธิปไตยแต่ละประเทศเองก็มีเงื่อนไขของมันเอง การจะไปประกาศหนุนรัฐบาลแต่ละประเทศก็ทราบดีว่าแต่ละรัฐบาลก็มีทั้งเรื่องที่น่าสนับสนุนและเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม แต่ครั้นจะหนุนแต่ประชาธิปไตย (คือไม่หนุนรัฐบาลที่อ้างว่ามาจากประชาธิปไตย) ก็ขาดรูปธรรมว่าประชาธิปไตยมันอยู่ในสังคมจริงๆ อย่างไร
แต่ทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโลก ที่บางครั้งเราก็ต้องพิจารณาและมีชีวิตอยู่กับมันด้วยความระมัดระวังยิ่ง และไม่หยุดที่จะพัฒนาให้ประชาธิปไตยมันเข้มแข็งและมีคุณภาพมากขึ้นจากภายในตัวของมันเองให้ได้นั่นแหละครับ

