กองทัพอาระกันกับความขัดแย้งรูปแบบใหม่ในพม่า โดย ลลิตา หาญวงษ์

ตวัน มยัต นาย ผู้นำกองทัพอาระกัน

ในขวบปีที่ผ่านมา ผู้เขียนกล่าวถึงความขัดแย้งด้านเชื้อชาติในพม่าบ่อยครั้ง ผู้อ่านคงจะคุ้นเคยกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ (EAOs) ใหม่ๆ บางกลุ่ม โดยเฉพาะกองทัพอาระกัน (Arakan Army หรือ AA) ที่กำลังเป็นที่สนใจของบรรณาธิการข่าวแทบทุกสำนักทั่วโลก กองทัพอาระกันเป็นกองกำลังใหม่ที่เพิ่งจะก่อตั้งได้เพียง 11 ปี แต่ในปัจจุบันเป็นกองกำลัง “ดาวรุ่ง” กำลังเป็นที่จับตามอง และกำลังเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์ในพม่า กองทัพอาระกันไม่ได้มีขนาดและจำนวนทหารมากที่สุด เพราะยังเป็นรองกองกำลังของว้า (UWSA) อยู่ แต่ความน่าสนใจของกองทัพอาระกันอยู่ที่ปรัชญาของกองทัพและเป้าหมายของการต่อสู้ จุดประสงค์หลัก 2 อย่างของกองกำลังชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ในพม่าคือการเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเอง และการกันกองทัพพม่าออกไปจากพื้นที่ของตน ด้วยพื้นที่ชายแดนเป็นแหล่งผลประโยชน์ทับซ้อนและยังเป็นแหล่งซื้อ-ขายสินค้าผิดกฎหมายขนาดใหญ่

ความน่าสนใจของกองกำลังชนกลุ่มน้อยในพม่าปัจจุบันคือกองกำลังแต่ละกลุ่มไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่มักรวมตัวกัน โดยกองกำลังที่มีอาวุธและประสบการณ์ก็จะช่วยฝึกและให้หยิบยืมอาวุธแก่กองกำลังที่ใหม่กว่า แต่มีวาระ (agenda) อย่างเดียวกัน คือลดทอนอำนาจของกองทัพพม่า และกันไม่ให้พม่าเข้าไปในพื้นที่ของตน กองกำลังชนกลุ่มน้อยในปัจจุบันยังมีความลื่นไหล กล่าวคือกองกำลังกลุ่มหนึ่งๆ มีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ในหลายรัฐ เมื่อกองทัพอาระกันถือกำเนิด ก็ได้ไปใช้พื้นที่ของกองทัพอิสรภาพกะฉิ่น (KIA) ที่เมืองไลซา (Laiza) เป็นฐานปฏิบัติการ และมีพื้นที่ปฏิบัติการกว้างขวางทั้งในรัฐกะฉิ่น รัฐยะไข่ รัฐฉาน รัฐฉิ่น รวมทั้งในเขตชายแดนพม่า-บังกลาเทศด้วย ที่ผ่านมากองทัพอาระกัน ที่นำโดยนายทหารหนุ่ม ตวัน มยัต นาย (Twan Myat Naing) ก็ช่วยเหลือ KIA รบกับกองทัพพม่ามาตลอด

ชื่อของกองทัพอาระกันปรากฏให้เห็นมากขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว เมื่อกองทัพอาระกันโจมตีป้อมตำรวจในยะไข่ตอนเหนือ ทำให้มีเจ้าหน้าที่ฝั่งพม่าเสียชีวิต 13 นาย กองทัพพม่าตอบโต้ด้วยมาตรการเด็ดขาด ทั้งการส่งกองกำลังนับหมื่นนายเข้าไปในรัฐยะไข่ การทิ้งระเบิด และการใช้อาวุธสงครามเต็มรูปแบบ แต่ก็ยังไม่สามารถเผด็จศึกกองทัพอาระกันได้ จุดแข็งของกองกำลังกลุ่มนี้คือพวกเขาไม่ได้ใช้ยุทธวิธี “ป่าล้อมเมือง” หรือมีฐานปฏิบัติการในป่าลึกเหมือนกองกำลังอื่นๆ และไม่ได้มีปฏิบัติการแบบกองโจรเพียงอย่างเดียว กองทัพอาระกันให้ความสำคัญกับปฏิบัติการในเมืองด้วย เพราะผู้นำกองทัพส่วนใหญ่ก็เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษา และเคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมาก่อน ปฏิบัติการของกองทัพอาระกันยังรวมถึงการวางระเบิดในเมือง และการลักพาตัวทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง แทคติคที่ครบเครื่องของกองทัพอาระกันทำให้รัฐบาลพม่าเรียกพวกเขาว่าเป็นขบวนการก่อการร้าย และเป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่อันตรายที่สุดในปัจจุบัน

ผู้นำอย่างตวัน มยัต นายมีส่วนขับเคลื่อนให้กองทัพอาระกันเป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่น่าเกรงขามที่สุดในเวลาเพียง 11 ปี เขามีอายุเพียง 41 ปี ร่ำเรียนมาในสายวิศวกรรมการทหาร และเป็นคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า ที่ต้องการปลดแอกรัฐยะไข่จากการกดขี่ของพม่า ข้อเรียกร้องของผู้นำกองทัพอาระกันในปัจจุบันอาจไม่ถึงการเรียกร้องเอกราชที่สมบูรณ์ให้รัฐยะไข่ แต่พวกเขาฝันไว้ว่าอย่างน้อยรัฐยะไข่ต้องมีสถานะเป็นเขตปกครองตนเองแบบของว้า ปะหล่อง โกก้าง ดะนุ และนากา ให้ได้ ตวัน มยัต นายไม่ได้เป็นเพียงคนหนุ่มธรรมดาๆ แต่ยังเป็นผู้นำที่มีบุคลิกพิเศษและมีบารมี เป็นที่เคารพนับถือของคนในกองทัพอาระกัน และคนในพื้นที่ การเข้ามามีบทบาทของกองทัพอาระกันพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้คนในพื้นที่ไม่เชื่อมั่นในระบบการเมืองของพม่า แม้ในปัจจุบันจะอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพลเรือนของด่อ ออง ซาน ซู จีก็ตาม เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2015 พรรคแห่งชาติอาระกัน (ANP) เข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วย และมีผู้แทนราษฎรที่จาก ANP ที่ได้รับเลือกเข้ามาถึง 10 ที่นั่ง เป็นพรรคการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีที่นั่งมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฏรพม่า และหวังว่าพรรค NLD จะเลือกคนจากพรรค ANP เข้าไปเป็นรัฐมนตรีประจำรัฐยะไข่ แต่ในที่สุดกลับเลือกคนของตัวเองเข้าไป เหตุการณ์อีก 2 เหตุการณ์ที่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย กองทัพอาระกันตัดสินใจเลิกประนีประนอมคือเหตุการณ์ที่ตำรวจพม่าปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงยะไข่ในปี 2018 ทำให้มีชาวยะไข่พุทธเสียชีวิต 7 คน

ผู้นำกองทัพอาระกันมองว่าหากรัฐยะไข่ยังอยู่กับพม่า ประชาชนยะไข่ก็จะยังอยู่ภายใต้ระบอบอาณานิคมและถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ แนวคิดชาตินิยมของชาวยะไข่ที่ได้รับการฟื้นฟูเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมายังกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโบราณเมร้าก์-อู (Mrauk-U) วิธีการที่กองทัพอาระกันใช้กดดันกองทัพพม่ามีหลากหลาย ทำให้ผู้เขียนนึกถึงยุคสถานการณ์ฉุกเฉิน (Malayan Emergency) ที่เกิดขึ้นในมาลายา (ปัจจุบันคือมาเลเซีย) ที่ในขณะนั้นยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ยุทธวิธีที่พรรคคอมมิวนิสต์มาลายางัดมาใช้คือการลอบสังหารเจ้าหน้าที่ของอังกฤษ การลักพาตัว และการแทรกซึมเข้าไปตามสมาคมและชุมชนของชาวจีน เพื่อหาเสียงสนับสนุน กองทัพอาระกันใช้การขมขู่คุกคามเพื่อ “ดิสรัปต์” ระบบราชการพม่า และการสร้างความกลัว ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีข้าราชการ 210 คนในรัฐฉิ่น ซึ่งเป็นพื้นที่การสู้รบหลักระหว่างกองทัพอาระกันและกองทัพพม่า เนื่องจากถูกข่มขู่โดยกองทัพอาระกัน ปรากฏการณ์เดียวกันยังเกิดขึ้นในรัฐยะไข่ ทำให้ข้าราชการที่เป็นคนพม่าเกิดความหวาดกลัวสุดขีด

รัฐบาลพม่าพยายามโต้ตอบปฏิบัติการของกองทัพอาระกันผ่านการตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตทั้งในรัฐยะไข่และรัฐฉิ่น บล็อกเว็บไซต์ข่าวที่รายงานเกี่ยวกับความขัดแย้งและปฏิบัติการของกองทัพอาระกัน แต่พยายามโหมกระพือข่าวที่รัฐบาลเรียกกองทัพอาระกันว่า “ผู้ก่อการร้าย” และยังมีมาตรการลงโทษนักข่าวที่ทำข่าวเกี่ยวกับกองกำลังกลุ่มนี้ด้วย นับตั้งแต่มีการสู้รบในรัฐอาระกัน มีประชาชนที่ต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีสงครามไปแล้วนับแสนคน ความเดือดร้อนนี้ เมื่อประกอบกับภาพลักษณ์ของกองทัพอาระกันภายในรัฐยะไข่ที่เป็นบวก และยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากประชาชนยะไข่ จะทำให้รัฐบาลพม่าต่อสู้กับกองทัพอาระกันได้ยากขึ้นในอนาคต และจะทำให้กระบวนการสร้างสันติภาพภายใต้การนำของ NLD เป็นไปได้ยากลำบากมากขึ้นด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เห็นใจเถิดเห็นใจบ้าง โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
บทความถัดไปโควิดไม่สะท้านวงการยาเสพติด ยังขายดีทำสถิติผลิตสูงสุด แถมราคาถูกลง