มนุษย์เรามักหลีกเลี่ยงที่จะคิดถึงเรื่องความตาย ยิ่งคนหนุ่มสาวก็ยิ่งรู้สึกว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว แต่โควิด-19 จะเข้ามาเปลี่ยนความคิดของมนุษย์เราและอาจจะลามไปถึงขั้นเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเลยก็ว่าได้
การตายโดยโควิด-19 เป็นการตายที่โหดร้าย เพราะนอกจากจะต้องตายอย่างโดดเดี่ยว ไร้ญาติขาดมิตรแล้วยังอาจจะตายหมู่คือตายยกครอบครัว แต่ว่าไม่ได้ตายทันทีเหมือนถูกฆาตกรรม แต่จะค่อยๆ ตายไปทีละคนๆ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ถ้ามีโอกาสได้ตายในโรงพยาบาลก็นับว่าผู้ตายมีโชค ในบางประเทศตอนนี้มีการพบศพผู้ตายในบ้านและในรถเพราะโรงพยาบาลรับไม่ไหว ข้อมูลและการสื่อสารเรื่องความตายอันเกิดจากโควิด-19 เช่น การเห็นภาพรถทหารมารับศพไปก็ดี เห็นตู้เย็นใส่ศพวางเรียงกันเป็นแถวก็ดี ทำให้ผู้คนในนานาประเทศเกิดความหดหู่และความกลัวขึ้น
แต่เรื่องที่สะกิดใจคนทั้งโลกก็คือว่า ทำไมโลกตะวันตกจึงดูเสมือนจะจัดการกับโควิด-19 ได้ยากกว่าโลกตะวันออก และดูเหมือนว่าวัฒนธรรมตะเกียบของประเทศจีน ไต้หวัน เวียดนาม ฮ่องกง และเกาหลีใต้จะมีความได้เปรียบในการจัดการปัญหานี้ มีผู้อธิบายว่าตะวันออกไม่มีวัฒนธรรมของการทักทายด้วยการกอดจูบ รวมทั้งส่วนใหญ่ไม่ใส่รองเท้าเข้าบ้าน บ้างก็ว่ามนุษย์ในซีกโลกตะวันออกเป็นมนุษย์ที่เชื่อฟังคำสั่งมากกว่ามนุษย์ในโลกตะวันตก สาเหตุเป็นเพราะอะไรก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมหรือเป็นเพราะระบบสังคมและการเมืองที่ยอมรับอำนาจเป็นใหญ่
บ้างก็ว่าโลกตะวันตกมองโรคระบาดว่าเป็นปัญหาของประเทศด้อยพัฒนา จึงเกิดความประมาทและไม่มีระบบรองรับที่ทันการณ์ แม้ว่าระดับความเจริญและความสามารถในด้านสาธารณสุขจะสูงมากก็ตาม แต่เป็นระบบสาธารณสุขสำหรับคนรวยไม่ใช่ระบบที่รองรับการระบาดในระดับมูลฐานสำหรับทุกคน
งานวิจัยเรื่องอนาคตกับความตายของ ผศ. ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลลังก์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสนับสนุนโดยแผนงานคนไทย 4.0 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ให้คำอธิบายทางวิชาการที่น่าสนใจว่าสังคมที่ปฏิเสธการตายเช่นสังคมตะวันตกเป็นสังคมที่ไม่สามารถรับมือกับความตายที่เข้ามาอย่างเฉียบพลันได้ ซึ่งขออรรถาธิบายรายละเอียดดังต่อไปนี้
ความสำเร็จของวงการแพทย์ตะวันตกในการจัดการกับโรคระบาดดั้งเดิม สามารถจำกัดขอบเขตของการลุกลามของโรคระบาดหรือจำกัดจำนวนผู้ล้มตายได้ โรคระบาดในระยะหลังๆ เช่น MERS หรือ
อีโบล่าก็มีจำนวนคนตายไม่มากนักและเป็นกลายเป็นโรคประจำถิ่นไป โรคระบาดจึงไม่เป็นที่น่าเกรงขามอีกต่อไป ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ตะวันตกพัฒนาจากการเน้นการรักษาพยาบาล จนสามารถหยุดยั้งการตายในจากโรคภัยต่างๆ ได้แล้วค่อยๆ ขยับมาเน้นการป้องกัน เช่นการคิดค้นวัคซีนต่างๆ แล้วก็ขยับมาเป็นการรักษาสุขภาพ และกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่เป้าหมายใหม่ของการต่อต้านความตาย เป้าหมายของการแพทย์แบบก้าวหน้าตามกระบวนทัศน์ “พ้นมนุษยนิยม” (Transhuman) มอง “การแก่” เป็นโรคที่รักษาได้ (Medicalization of aging) และการต่ออายุให้ยืนยาวไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม (Ethicization of aging) ผู้รับความคิดในแนวนี้จะทุ่มทุนกับปัญหาการยืดอายุมนุษย์หรือต่อต้านความตาย โจทก์ใหญ่ในวงการแพทย์กลายเป็นว่าทำอย่างไรถึงจะยืดอายุมนุษย์ต่อไปได้ (Live longer) สังคมตะวันตกกลายเป็นสังคมที่ปฏิเสธความตายที่ผ่อนคลายความกังวลเรื่องความตายหรือไม่เห็นความสำคัญของการเตรียมรับมือกับความตาย แต่กลับเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะไม่ให้ตาย ดังนั้นเมื่อความตายเช่นโควิด-19 มาถึงสังคมเหล่านี้ก็รับไม่ทันแล้ว
โควิด-19 อาจจะทำให้วัฒนธรรมเดิมเกี่ยวกับการตายเปลี่ยนไปเช่น การจัดการศพผู้ตาย ซึ่งหากญาติของใครเสียชีวิตด้วยโควิด-19 ก็ต้องจัดการงานศพอย่างเร่งรัด ต้องลดทอนประเพณีการจัดการงานศพไป แม้ผู้ตายจะไม่ใช่ผู้ติดเชื้อ การรักษาระยะห่างทางสังคมทำให้ไม่สามารถจัดงานศพตามประเพณีนิยมได้ บ้างก็จะต้องเก็บศพไว้แล้วหวังว่าโควิด-19 จะสงบลงภายในเวลา 2-3 เดือนมิฉะนั้นก็ต้องเก็บกันข้ามปี บางครอบครัวจึงตัดสินใจให้เผาทันที ทั้งๆ ที่ผู้ตายไม่ได้ติดเชื้อ ปัญหาใหญ่ถัดมาก็คือบางวัดไม่รับเผา ปรากฏการณ์เช่นนี้ถ้าเกิดขึ้นซ้ำซากก็จะเป็นผลลากยาวและอาจส่งผลถึงวัฒนธรรมในระยะยาว เพราะถ้าวัดเป็นที่พึ่งสุดท้ายไม่ได้แล้ว ก็อาจจะเป็นโอกาสที่ภาคเอกชนจะก้าวเข้ามาทำฌาปนสถานและจัดพิธีศพออนไลน์หรือแม้แต่ในอนาคตการจัดพิธีศพซึ่งเจ้าภาพอาจลดทอนการจัดการตามประเพณีนิยมเดิม พิธีกรรมที่เคยอาศัยพระสงฆ์ก็อาจใช้การสวดเสมือนจริง ซึ่งใช้เทปหรือการบรรยายธรรมะของคฤหัสถ์ที่เข้าใจง่ายตรงกับรสนิยมคนรุ่นใหม่
ในช่วงโควิด-19 สถาบันสงฆ์ได้ปรับปรุงบทบาทของวัดโดยใช้เทคโนโลยีออนไลน์ เช่น มีการเวียนเทียนและแสดงพระธรรมเทศนาออนไลน์ การให้คำปรึกษาหรือคลินิกธรรมะ 24 ชั่วโมงออนไลน์ ซึ่งก็เป็นทิศทางที่น่ายินดี เพราะโลกมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคที่มีผู้เป็นอิสระจากศาสนา (Atheist) หรือจะเรียกว่ายุคที่มีผู้ไร้ศาสนามากขึ้น สถาบันสงฆ์ก็คงจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อปรับตัวใหญ่ในวันข้างหน้า
โลกตะวันตกมองปัญหาโรคระบาดว่าเป็นปัญหาทางเทคนิคขอให้มีวัคซีนหรือยามารักษาก็จะสามารถสยบโรคระบาดได้ แต่ ณ ขณะนี้โควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่มียาและวัคซีน ประเทศต่างๆ จึงถูกบังคับให้ใช้วิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยวิธีทางสังคมเช่น การรักษาระยะห่างทางสังคมที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ การจัดการโควิด-19 โดยวิธีทางสังคมนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนทั่วไปด้วย ที่ชัดเจนก็คือการซื้อของ การทำงาน และการศึกษา แม้แต่การเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศก็ออนไลน์มากขึ้น โควิด-19 เร่งให้สังคมไทยเข้าสู่สังคมดิจิทัลเร็วขึ้น การล็อกดาวน์ที่ดูเหมือนว่าจะมีต้นทุนไม่สูงนัก แต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ตามมากลับสูงมาก โดยเฉพาะคนจนที่เข้าไม่ถึงระบบออนไลน์ โควิด-19 จึงดูเหมือนจะตอกย้ำลงไปในโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมให้เหลื่อมล้ำกันมากขึ้น
โชคดีที่รัฐบาลมีมาตรการล็อกดาวน์ที่ทันเวลาและยังเป็นวิธีการสร้างความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมให้กับประชาชน หากเราโชคดีประชาชนให้ความร่วมมือและมีวินัย เราก็อาจจะสามารถควบคุมปัญหาให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสร็จแล้วก็เปิดให้เศรษฐกิจและชีวิตประจำวันเดินหน้าต่อไป อาจจะต้องยกเว้นพวกสถานบันเทิงและการมั่วสุมในอีเวนต์ต่างๆ ที่ต้องรอไปจนกระทั่งถึงปีหน้า การมาเยือนของโควิด-19 หากยิ่งอยู่นานจะยิ่งมีผลซึมลึกลงไปในโครงสร้าง วัฒนธรรม การทำมาหากิน และวิถีชีวิต ตลอดจนโลกทัศน์ ซึ่งจะกระทบกับอนาคตของคนไทย 4.0 ในภายภาคหน้า!!

