หน้าแรก คอลัมนิสต์ รัฐประหารล้มเ...

รัฐประหารล้มเหลวที่ตุรกี คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 โดย ปราปต์ บุนปาน

18.07.16 | 12:00 น.
AFP PHOTO / OZAN KOSE

ความพยายามก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวโดยกองทัพ จนผู้ก่อการต้องกลายสถานะเป็นกบฏ ณ ประเทศตุรกี ดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากคนไทยมากพอสมควร

แต่สภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในตุรกีคงไม่สามารถถูกนำมาจัดวางเทียบเคียงกับสภาวการณ์ของไทยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปแบบชี้ชัดฟันธงว่า ประเทศหนึ่งเป็น “สีขาว” อีกประเทศเป็น “สีดำ” ประเทศหนึ่ง “ประชาชน” เป็นฝ่ายชนะ อีกประเทศ “ประชาชน” เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ได้โดยง่ายดายนัก

ทางที่ดีสุด จึงอาจต้องเริ่มต้นด้วยการศึกษาสภาพสังคมการเมืองของตุรกีอย่างคร่าวๆ แทนที่จะจับ “ตุรกี” มาชน “ไทย” เอาอย่างดื้อๆ

สื่อ-ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ตลอดจนนักวิชาการชาวไทยบางส่วน มีแนวโน้มจะวิเคราะห์ว่า ภาวะที่สังคมการเมืองตุรกีกำลังเผชิญหน้า นั้นคือ “ทางสองแพร่ง”

ระหว่างการทำรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จ จนนำไปสู่การปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร

Advertisement

กับการดำรงอยู่ของรัฐบาลอำนาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง นำโดยประธานาธิบดี เรชิป เทย์ยิป แอร์ดวน ซึ่งมีแนวโน้มจะปรับเปลี่ยนประเทศไปเป็นรัฐศาสนา และมีประวัติปราบปรามผู้เห็นต่าง รวมถึงชนกลุ่มน้อยภายในประเทศ มาอย่างหนักหน่วงโชกโชน

สถานการณ์ต่อเนื่องระหว่างวันศุกร์-วันเสาร์ที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าประชาชนชาวตุรกีจำนวนไม่น้อย ซึ่งออกมารวมตัวกันบนท้องถนน และมีหลายรายที่ต้องเสียสละชีวิตของตนเอง มีความเห็นพ้องในระดับหนึ่งว่า “หนทางประเภทที่สอง” นั้น เป็นที่ยอมรับได้มากกว่า “หนทางชนิดแรก”

แม้รัฐบาลเลือกตั้งจะยืนหยัดอยู่ได้บนความพ่ายแพ้ของคณะรัฐประหาร ทว่า คำถาม ปริศนา และความท้าทายจำนวนมาก ก็ยังรอคอยชาวตุรกี อยู่ ณ เบื้องหน้า

ภายหลังความล้มเหลวของการพยายามก่อรัฐประหาร รัฐบาลตุรกีก็ลงมือสลายเครือข่ายอำนาจ “กองทัพ-ตุลาการ” อย่างฉับพลันทันที เพื่อทำลายกลุ่มอำนาจในลักษณะ “รัฐเร้นลึก” หรือ “รัฐพันลึก” (deep state) ที่ทำงานซ้อนและแทรกรัฐปกติอีกทีหนึ่ง

แต่ก็เป็นอย่างที่บางท่านแสดงความรู้สึกวิตกกังวลเอาไว้ว่า เครือข่ายอำนาจในลักษณะ “รัฐเร้นลึก” กลุ่มใหม่ อาจจะถูกก่อตัวขึ้นมาแทน โดยฝ่ายของประธานาธิบดีแอร์ดวน

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายก็พยายามย้ำเตือนให้เห็นว่า “พลังประชาชน” ที่ออกมาคัดง้างกับกองกำลังของกองทัพ กระทั่งได้รับชัยชนะนั้น มิได้รวมตัวกันเป็น “กลุ่มก้อนหนึ่งเดียว” เสียทีเดียว

อีกทั้งมีจำนวนมาก ที่เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีแอร์ดวนและเป็นกลุ่มศาสนาสุดโต่ง ซึ่งก็ลงมือทำร้ายร่างกายหรือรุมประชาทัณฑ์ทหารชั้นผู้น้อยอย่างรุนแรงทารุณ ดังภาพข่าวที่เริ่มปรากฏออกมา

โจทย์ท้าทายในอนาคตสำหรับสังคมการเมืองตุรกี จึงอยู่ที่ว่าพลังประชาชนฝ่ายอื่นๆ และพรรคการเมืองฝ่ายค้าน จะสามารถถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายรัฐบาล และกลุ่มศาสนาสุดโต่งได้อย่างไร มีประสิทธิภาพแค่ไหน?

หรืออาจตั้งคำถามอย่างรวบยอดได้ว่า พวกเขาจะแก้ไขปัญหาของระบอบอำนาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างไร? ภายหลังตัดสินใจ (“ร่วมกัน”) ว่าจะไม่เลือก “ทางลัด” ผ่านการพึ่งพิงคณะรัฐประหาร

นี่จะเป็นบทพิสูจน์หน้าต่อๆ ไป ของระบอบประชาธิปไตยและประชาชนชาวตุรกี

และนี่ก็คือ “สภาพปัญหาเฉพาะ” ของตุรกี ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นบทเรียน เพื่อไตร่ตรองสะท้อนคิดกับปัญหาทางการเมืองไทยได้บ้าง

แต่คงมิสามารถนำมาวางทาบทับกันได้อย่างสนิทเป็นเนื้อเดียว-เรื่องเดียวกัน

เพราะตุรกีก็มีหลายมูลเหตุปัจจัย ที่ไทยไม่มี ส่วนไทยเองก็มีหลายมูลเหตุปัจจัย ที่ตุรกีไม่มีเช่นกัน