Pok”mon Go การก้าวเข้าไปสู่โลกที่ไม่จริง โดย ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

ถ้าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณได้ใช้อินเตอร์เน็ต ถึงแม้เพียงไม่กี่นาทีละก็ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เล่นเกมหรือไม่ คุณก็ไม่น่าจะพลาดข่าวเกม Pok”mon Go

สำหรับผู้ที่ไม่ทราบ – Pok”mon เป็นเกมฮิตของค่ายนินเทนโด ในเกม บทบาทของผู้เล่นในเกมคือต้องตามหาเจ้าสัตว์ประหลาดสายพันธุ์ต่างๆ เช่น มังกร หนู ปิกาจู ตัวตุ่น (ซึ่งชื่อในเกมต่างไปจากชื่อที่ผมเรียกนะ) ให้ได้มากที่สุด มากเท่าไหร่ยิ่งดี (ให้สมกับสโลแกนที่บอกว่า “จะจับให้ครบเลย” หรือ Gotta catch’em all!) เมื่อได้สัตว์ประหลาดมาไว้ในคลังของตนแล้ว เราก็อาจฝึกฝนสัตว์ประหลาดให้เก่งขึ้นๆ เพื่อนำไปต่อสู้กับผู้เล่นคนอื่นๆ ได้

ในภาค Go แทนที่เราจะตามหาสัตว์ประหลาดในเกมเหมือนภาคที่ผ่านๆ มา ผู้เล่นจะได้เดินตามหาสัตว์ประหลาดพวกนี้ในโลกจริงๆ ผ่านเทคโนโลยีความจริง “ที่ถูกปรุงแต่ง” หรือ Augmented Reality นั่นคือ Pok”mon Go จะใช้เทคโนโลยี GPS และนาฬิกาบนโทรศัพท์มือถือเพื่อจะตัดสินว่าโปเกมอนประเภทใดจะ “โผล่” มาให้คุณจับตรงไหน เช่น ถ้าคุณอยู่ที่สวนสาธารณะ สัตว์ประหลาดที่เป็นแมลงและที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แบบป่าหญ้าก็จะปรากฏมากขึ้น หรือถ้าอยู่ในสระน้ำ หรือทะเลสาบ สัตว์ประหลาดสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในน้ำก็จะปรากฏตัวมาให้จับมากขึ้นตาม เป็นต้น Pok”mon Go ยังใช้ระบบ “ยิม” ที่เป็นคล้ายๆ กับจุดต่อสู้สาธารณะ คุณสามารถแข่งขันกับ “หัวหน้ายิม” (gym leaders) เพื่อชนะขึ้นมาเป็นหัวหน้ายิมนั้นๆ แทนได้ บริษัทนินเทนโด และ Niantic (ผู้พัฒนาเกม) มีวิธีหารายได้ด้วยการขายไอเท็มต่างๆ ผ่านเงินจริงเช่น ไอเท็ม “เหยื่อล่อ” (Lures) เมื่อใช้ในบริเวณไหน บริเวณนั้นจะมีสัตว์ประหลาดเพิ่มขึ้น

ภายในสัปดาห์แรก จำนวนผู้เล่น Pok”mon Go ก็พุ่งขึ้นสูงมาก ถึงแม้ว่าจะไม่มีรายงานถึงจำนวนที่แน่นอน แต่ก็มีการประเมินไว้ว่า จำนวนผู้เล่นในอเมริกาน่าจะสูงถึง 9.5 ล้านคนแล้ว (ส่วนในไทย ขณะที่เขียนอยู่ยังไม่เปิดให้บริการถึงแม้จะมีความต้องการจากเหล่าแฟนๆ โปเกมอนอย่างมาก โดยผู้ถือลิขสิทธิ์คือ TRUE)

Advertisement

จำนวนผู้เล่นที่สูงขนาดนี้ บวกกับปัจจัยที่มันเป็นเกมประเภท “ต้องออกไปเดินในโลกจริงๆ” ทำให้เกิดข่าวเกี่ยวกับ Pok”mon Go มากมาย ตั้งแต่เบาะๆ อย่างมีคนขาแพลงจากการเดินออกตามหา Pok”mon Go มีพวกโจรใช้สัตว์ประหลาดในเกมมาเป็นเหยื่อล่อให้แฟนเกมเดินมาหาแล้วปล้น กรมการขนส่งวอชิงตันทวีตเตือนว่าอย่าเล่น Pok”mon Go ขณะขับรถ ตำรวจในประเทศออสเตรเลียห้ามผู้คนไม่ให้เดินเข้ามาในสถานีตำรวจเพื่อจับโปเกมอน รวมไปถึงโรงพยาบาลหลายแห่งก็ออกมาเตือนอย่างเดียวกัน ร้านค้าบางร้านเริ่มซื้อเหยื่อล่อมาโปรยเพื่อให้คนเข้าร้านเยอะขึ้น กระทั่งมีบทความเขียนถึงวิธีการโปรโมตร้านด้วยวิธีนี้ในนิตยสาร INC เลยทีเดียว

สิ่งที่ทำให้ที่ Pok”mon Go ฮิตนั้นมาจากหลายสาเหตุประกอบกัน เช่น ความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี (คนส่วนใหญ่มีโทรศัพท์มือถือที่มาพร้อมกับกล้องและ GPS) หรือความพร้อมทางด้านวัฒนธรรม (Pok”mon Go ไม่ใช่เกมแรกที่ใช้เทคโนโลยี Augmented Reality แต่มีเกมดังที่ออกมาก่อนหน้าอย่าง Ingress) รวมไปถึงสาเหตุที่สำคัญที่สุด นั่นคือมันตอบสนองความฝันของแฟนๆ โปเกมอนที่มีมาตั้งแต่ภาคแรก ที่ว่า “ถ้าเหล่าโปเกมอนออกมาอยู่ในโลกจริงๆ พร้อมให้พวกเราจับ จะเป็นอย่างไรล่ะ”

หลายคนอาจมองว่า Pok”mon Go นั้นเป็นปรากฏการณ์บ้าๆ บอๆ อาจมองไปถึงขนาดว่า “ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้น” หรือ “เดี๋ยวก็เลิกฮิต” แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่า Pok”mon Go นั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เทคโนโลยี Augmented Reality ต้องการ

เทคโนโลยี Augmented Reality นั้นถูกพูดถึงมาสักระยะแล้ว คุณอาจจำได้ถึงช่วงที่นิตยสารบางปกบอกให้คุณเอามือถือส่องหน้าปกเพื่อเห็นดาราบนปกเคลื่อนไหวหรือทำกิริยาอื่นๆ, อาจจำได้ถึงแอพพลิเคชั่นบางประเภทที่บอกว่าเมื่อคุณส่องมันเข้ากับโลกจริงๆ คุณจะเห็นรายละเอียดของสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติม (เช่น ส่องไปที่วัดพระแก้ว จะมีประวัติของวัดขึ้นมาให้อ่าน หรือให้ดู) ผมเองก็จำได้ถึงช่วงที่มีคนมานำเสนอแอพพลิเคชั่น “ไล่จับผีเสื้อส่วนลด” ในห้าง เพื่อนำไปเป็นส่วนลดจริงๆ กับร้านค้าที่ร่วมรายการ ช่วงหนึ่งมันเป็นสิ่งที่ทุกคนพูดถึง ก่อนจะถูกถมทับด้วยกระแสที่ใหญ่กว่าอย่าง Virtual Reality ที่คือความจริงเสมือนผ่านการสวม Headset แล้วฉายภาพ “โลกอื่น” ภายใน

เทคโนโลยี Augmented Reality นั้นมีนัยสำคัญตรงที่ว่ามันเป็นการอนุญาตให้เราตีความพื้นที่เก่าๆ (บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินของเรา) ด้วยความหมายใหม่ๆ

บนโลกจริงคุณอาจเห็นว่าข้างหน้าเป็นบึงน้ำปกติธรรมดา แต่เมื่อคุณเอามือถือขึ้นมาส่อง มันอาจจะกลายเป็นทวีปแอตแลนติสที่ใครๆ ก็ต้องมาเยือน บนโลกจริงตรงนี้อาจเป็นเพียงร้านหัวมุมถนนเล็กๆ ที่ดูไม่มีอะไร แต่มันก็อาจฮิตขึ้นมาได้ เมื่อร้านนี้มีความหมาย “ในโลกอื่น” ว่าเป็นสถานที่รวมตัวของคาแร็กเตอร์ดังๆ ในเกม ราคาที่ดินผืนหนึ่งที่เคยต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพราะมันไม่มีความหมายในโลกจริงๆ (เช่น เป็นย่านที่คนไม่ผ่าน) แต่เมื่อมันถูกระบายความหมายในโลกอื่นเข้าไป ก็อาจสูงขึ้นได้

ล่าสุดมีข่าวออกมาว่า พิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาช์วิตซ์ (Auschwitz) ขอร้องไม่ให้ไปแฟนๆ ไปจับเหล่าโปเกมอนในบริเวณนั้น เพื่อเป็นการเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่และเป็นการให้เกียรติผู้เสียชีวิต หลังจากปัจจุบันมีเหล่าแฟนๆ โปเกมอนไปไล่จับจนเกิดความวุ่นวาย จนพิพิธภัณฑ์ต้องหาวิธี “เอาตัวเองออก” จากเกม นี่ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งของการให้ความหมายใหม่ของพื้นที่ด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่าควรมีกฎออกมาควบคุมการให้ความหมายใหม่ๆ แบบนี้ไหม ถ้าควรมี กฎนี้ควรออกโดยใคร องค์กรไหน และจะควบคุมอย่างไร เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับความปลอดภัย หรือความพอใจของเจ้าของพื้นที่

อันที่จริง พื้นที่หนึ่งก็ไม่ได้มีความหมายเดียวอยู่แล้ว โรงพยาบาลหนึ่งอาจเป็นสถานที่ทำงานของบางคน เป็นที่ที่ทำให้ใครอีกคนปวดใจ ขณะที่ทำให้อีกคนสบายใจ พร้อมๆ กับทำให้ใครอีกคนไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ การเข้ามาของ Augmented Reality เพียงแค่เน้นความจริงข้อนี้โดยการทำให้เราเห็น “ความหมายอื่น” ของพื้นที่ได้ด้วยตาเท่านั้น ความหมายอื่นของพื้นที่จะถูกขับเน้นมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ซึ่งจะทำให้เกิดคำถามเชิงสังคมที่ซับซ้อนตามมาอีกมาก

เมื่อคิดเแบบนี้แล้วเราก็จะเห็นว่าคำว่า Augmented (หรือ “ปรุงแต่ง”) ใน Augmented Reality ไม่ได้มีความหมายด้อยไปกว่าคำว่า Reality เลย แต่มันมีศักดิ์เทียบเท่ากัน หรือสูงกว่าด้วยซ้ำ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image