ตํารวจเป็นข่าวอื้อฉาวอีกแล้ว คราวนี้เป็นข่าวการซื้อขายเก้าอี้ระหว่างนายตำรวจสองคน คนหนึ่งคือ ร.ต.อ.ชาญชาย เย็นสุข รองสารวัตรจราจรสถานีตำรวจนครบาลนิมิตรใหม ซึ่งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้เดินทางพร้อมกับภรรยาเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ โดยกล่าวหา ร.ต.อ.ชนินท์ธัช รัตน์ชิโนตรัย รองสารวัตรป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจนครบาลบางรัก ว่าเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน โดยอ้างว่ารู้จักกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ สามารถทำให้ ร.ต.อ.ชาญชายได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นสารวัตรจราจรได้ ร.ต.อ.ชาญชายหลงเชื่อและได้ให้ภรรยานำเงินสดจำนวน 700,000 บาท ไปมอบให้ ร.ต.อ.ชนินท์ธัช ที่สถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าเมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายออกมาแล้ว ร.ต.อ.ชาญชายไม่ได้รับ การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสารวัตร หากแต่ยังคงเป็นรองสารวัตรอยู่ที่เดิม
หลังจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อได้รับแจ้งแล้ว ก็ได้เรียก ร.ต.อ.ชนินท์ธัชไปพบ ร.ต.อ.ชนินท์ธัชบอกว่าตัวเองไม่ได้ติดต่อนายตำรวจ
ผู้ใดเพื่อให้เลื่อนตำแหน่ง ร.ต.อ.ชาญชาย ตนเพียงแต่หลอกลวง ร.ต.อ.ชาญชายซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนสิบตำรวจรุ่นเดียวกัน เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายเองเท่านั้น และเมื่อทราบว่า ร.ต.อ.ชาญชายไปแจ้งความจึงนำเงินที่ได้รับไปคืนให้ แต่ไม่พบ ร.ต.อ.ชาญชาย จึงฝากไว้กับพนักงานสอบสวน
หลังจากที่เป็นข่าวออกมาแล้ว ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดและรายงานข้อเท็จจริง และให้ ร.ต.อ.ชาญชายไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจนครบาล 3 ระหว่างที่มีการตรวจสอบ ส่วนทางด้าน ร.ต.อ.ชนินท์ธัชนั้น ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ก็ได้มีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ระหว่างที่มีการสอบสวนเช่นเดียวกัน
ขณะที่เขียนเรื่องนี้นายตำรวจทั้งสองนายยังไม่ได้ไปพบกรรมการสอบสวนเพื่อให้ปากคำ ร.ต.อ.ชาญชายลาราชการ ส่วน ร.ต.อ.ชนินท์ธัชก็อ้างว่าป่วยและขอเลื่อนนัดไป
ยังมิทันที่จะเริ่มการสอบสวน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ตนไม่เชื่อว่ามีการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และว่า กรณีนี้น่าจะเป็นการ “ตกเบ็ดกันเอง” ระหว่างนายตำรวจทั้งสอง และเตือนผู้ใต้บังคับบัญชามิให้หลงเชื่อผู้แอบอ้างว่าสามารถใช้เงินซื้อตำแหน่งให้สูงขึ้นได้
ข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ร.ต.อ.ชาญชัยมิใช่ตำรวจใหม่ แต่ได้รับราชการจนมีตำแหน่งเป็นถึงรองสารวัตร ทั้งยังเป็นนายตำรวจชั้นประทวนมาก่อน จึงอยู่ในราชการมาแล้วเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะได้ เลื่อนยศเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรและได้รับแต่งตั้งเป็นรองสารวัตร ร.ต.อ.ชาญชัยคงพอรู้และไม่โง่พอที่จะให้ ร.ต.อ.ชนินท์ธัชมาหลอกเอาเงินไปเฉยๆ แต่คงมีเหตุผลที่ทำให้เชื่อว่า ร.ต.อ.ชนินท์ธัชสามารถจะใช้เงินจำนวนนั้นไปซื้อตำแหน่งให้ตนได้ นอกจากนั้นยังปรากฏด้วยว่า ร.ต.อ.ชนินท์ธัชเป็นถึงสารวัตรป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจนครบาลบางรัก อันเป็นสถานีตำรวจสำคัญที่ใครๆ ก็อยากจะไปอยู่ มิหนำซ้ำยังสนิทชิดชอบกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งถึงกับรับใช้ขับรถยนต์ให้ด้วย
แทนที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะรีบแสดงความเห็นส่วนตัวออกมาว่าไม่มีการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเหตุที่เกิดขึ้นเป็นการ “ตกเบ็ด” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติควรจะคอยให้คณะกรรมการดำเนินการสอบสวนจนครบถ้วนกระบวนความ และมีความเห็นเสนอ แล้วจึงแสดงความเห็นของตนจะเหมาะสมกว่า
การซื้อขายตำแหน่งนั้นมีมาตั้งแต่ครั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเป็นกรมตำรวจอยู่ บางรายเป็นการซื้อขายกันตรงๆ บางรายมีการใช้หน้าม้าซึ่งเป็นเพื่อนของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และบางรายก็เป็นการตกเบ็ดหรือตามน้ำ แต่จะเป็นในรูปใดก็ตาม ถ้าผู้บังคับบัญชามีความสุจริตใจและปรารถนาที่จะกำจัดการซื้อขายตำแหน่งให้หมดสิ้นไปจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติจริงๆ ก็ควรจะปล่อยให้การสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใสจนถึงที่สุด แทนที่จะรีบออกความเห็นส่วนตัว ซึ่งอาจมีผู้เห็นว่าเป็นการตีปลาหน้าไซ และอาจกระทบกระเทือนการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการได้

