ก่อนที่จะพูดถึงการเลือกตั้งกรรมการใหม่ของเนติบัณฑิตยสภา จะขออนุญาตพูดถึง “นักกฎหมายที่ดีมีคุณธรรม” เป็นลำดับแรกก่อน
“นักกฎหมาย” เป็นผู้รู้และใช้กฎหมาย มีหน้าที่ทำให้ประชาชนเข้าใจกฎหมายอย่างถูกต้อง ดำเนินกระบวนการต่างๆ เพื่อให้การใช้กฎหมายสามารถอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านผู้ใช้กฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมอันได้แก่ ศาล อัยการ ทนายความและตำรวจก็ดี หรือฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร รวมถึงองค์กรอิสระหรือหน่วยงานอื่นของรัฐก็ดี เมื่อท่านทำหน้าที่ใช้หรือบังคับใช้กฎหมายในการอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนด้วยความถูกต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม การทุกอย่างก็จะราบรื่นสงบเรียบร้อย แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด 100% มีบางท่านบางคนของบางหน่วยงานมิได้ยึดหลักความถูกต้องบริสุทธิ์ยุติธรรมเช่นนั้น มีบางคนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนเป็นอาจิณเป็นปกติวิสัย เปรียบเสมือนสนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตนจะกัดกินเนื้อเหล็กจนผุกร่อนไปจนสิ้น บุคคลเหล่านั้นมิได้ยึดหลักธรรมพรหมวิหาร 4 เขาไม่มีเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา โดยเฉพาะอุเบกขา เขาขาดความเป็นผู้ที่มีจิตมัธยัสถ์เป็นกลาง ตีความหรือแปลกฎหมายลำเอียงไปตามความรู้สึกของตน เพราะความชอบ ความชัง ความโลภ ความโกรธ ความหลงและหรือความกลัว สร้างความเสียหายทำให้สังคมสับสนถึงความถูกต้องชอบธรรม ถึงแม้จะมีผู้ที่กระทำเช่นนั้นเป็นส่วนน้อยแต่ก็จะมีผลกระทบต่อสังคมจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ทั้งจะเป็นภาพลักษณ์หรือหลุมดำรอยด่างในการอำนวยความยุติธรรมของรัฐที่ไม่ชอบธรรมให้แก่ประชาชน
“เอ็งกินเหล้าเมายาไม่ว่าหรอก แต่อย่าออกนอกทางไปให้เสียผล
จงอย่ากินสินบาทคาดสินบน เรามันชนชั้นปัญญาตุลาการ”
คติพจน์นี้นักกฎหมายทั่วไปต่างตระหนักดี
ขออนุญาตย้อนกลับมาถึงกรณีเนติบัณฑิตยสภา สถาบันฐานรากอันเป็นเสาหลักของนักกฎหมายไทย (ให้การอบรมศึกษากฎหมายระดับเนติบัณฑิต) ตาม พ.ร.บ.เนติบัณฑิตยสภา 2507 มาตรา 4 กำหนดวัตถุประสงค์หลักไว้คือ ส่งเสริมการศึกษานิติศาสตร์และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย รวมทั้งจัดให้มีทุนเพื่อการนั้น และตามข้อบังคับกำหนดให้มี “สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา” เพื่อประสิทธิ์ประสาทและส่งเสริมการศึกษานิติศาสตร์และความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย
การผลิตนักกฎหมายที่ดีหรือผลิตเนติบัณฑิตที่มีคุณธรรม เข้าใจว่าเป็นหลักการที่เนติบัณฑิตยสภาสถาบันแห่งนี้ ท่านคงดำเนินการอยู่แล้ว แต่จากผลของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบัน กล่าวคือ เมื่อบัณฑิตเหล่านั้นท่านสำเร็จการศึกษาแล้วไปทำงานหรือรับราชการ ต่างก็ประสบความสำเร็จทั้งตัวบัณฑิตเองทั้งหน่วยงานและส่งผลดีต่อประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังมีส่วนน้อยที่ไม่น่าจะเกิดแต่ก็ยังเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะความเป็นคนไม่ดีของบัณฑิตบางคนค่อยๆ ปรากฏและฉายแววชัดเจนขึ้นเมื่อเขามีอำนาจและมีโอกาส ทั้งนี้เขาอาจจะมีพื้นฐานทางศีลธรรมไม่ดีมาก่อน ก่อนจะมาจบเนติบัณฑิต หรือค่อยๆ สั่งสมก่อตัวเกิดขึ้นภายหลัง เช่นกรณีการตั้งกรรมการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยและสั่งลงโทษ ให้ออก-ไล่ออกจากราชการครั้งใหญ่ของหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคลากรชั้นผู้ใหญ่หลายคนหลายตำแหน่ง นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างเท่านั้น เราต้องยอมรับความจริงอย่างหน้าชื่นอกตรมว่า ในจำนวนคนเก่งที่ผลิตออกมานั้น อาจจะมีคนไม่ดีปะปนอยู่บ้างจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังกวดขันเรื่องนี้ให้มากยิ่งขึ้น เครื่องมือหรือวิธีการวัดความเก่งของคนนั้นพอจะทำขึ้นหรือประเมินได้

แต่คนดีมีศีลธรรมหรือไม่นั้นยังไม่มีมาตรหรือเครื่องมือใดนำมากำหนดวัดได้ ผู้เขียนขออนุญาตแสดงความเห็นผ่านท่านผู้อ่านทุกท่านให้ช่วยพิจารณา โดยขอเสริมหรือขอเพิ่มความเข้มข้นในหลักสูตรด้านศีลธรรมจริยธรรม (ทุกศาสนา) ให้มากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือเวลาเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติรวมทั้งการประเมินผลผ่านไม่ผ่านด้วย ทั้งนี้อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เนติบัณฑิตยสภาผลิตนักกฎหมายให้ได้ทั้ง “คนเก่งและคนดี” ออกมารับใช้ประเทศชาติ
ท่านนักกฎหมายและท่านผู้อ่านทุกท่านครับ เผอิญผู้เขียนได้พบบทปาฐกถาของปูชนียบุคคล ท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เรื่อง “หนทางประสบความสำเร็จของนักกฎหมาย” แสดง ณ ห้องประชุมคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2526 เห็นว่ามีคุณค่าอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำบางช่วงบางตอนเสนอท่านดังนี้ (รวม 4 ตอน)
(1) “การจะเป็นผู้พิพากษารวมทั้งอัยการ ทนายความนี่ ถ้าปราศจากศีลธรรมเสียแล้วอย่ามาเป็นดีกว่า ออกไปที่อื่น ให้ไปใช้วิชาชีพทางทุจริตที่อื่น ที่นี่ไม่ต้องการ ผมมีความคิดอย่างนั้นและก็ให้การอบรมผู้พิพากษาเขาเป็นอันมาก จนเวลานี้เขาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้วก็ยังมาฟื้นความจำกับผมว่า อาจารย์ได้อบรมเขาไว้ครั้งก่อนโน้นเขายังจำได้คือ ถ้าต้องการความมั่งคั่งสมบูรณ์พูนสุขในวัตถุนิยมแล้วก็เชิญไปที่อื่น อย่ามาอยู่เป็นผู้พิพากษาเลยมันบาปกรรมเปล่า”
(2) “อย่าไปเห็นความสำคัญทางวัตถุหรือทางลาภยศศฤงคาร บริวารให้ยิ่งกว่าความบริสุทธิ์ยุติธรรมทางจิตใจ เพราะถ้าไปเห็นอย่างนั้นเสียแล้วไม่ใช่เฉพาะเราเท่านั้นที่เดือดร้อน แต่ประชาชนทั้งหลายเดือดร้อน สมมุติว่าผู้พิพากษาโกง อัยการกิน ใครเป็นผู้รับความเดือดร้อน ประชาชนเป็นผู้รับความเดือดร้อน ผิดเป็นถูก
ถูกเป็นผิด ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว แล้วความเดือดร้อนความเจ็บช้ำน้ำใจอยู่ที่ใครก็อยู่ที่ประชาชนตาดำๆ อันนี้ถึงได้ถือว่าเป็นศีลข้อสำคัญของวิชาชีพนักกฎหมาย คือต้องขอให้อยู่ในความบริสุทธิ์ยุติธรรม”
(3) “คุณเป็นผู้พิพากษา คุณเป็นอัยการ คุณเป็นทนายความ คุณจะต้องนึกว่าเราทำงานชิ้นนี้ต้องถูกต้องยุติธรรมหรือยัง ถ้าหากว่าเราทำงานด้วยจิตที่บริสุทธิ์คือไม่มีสิ่งอื่นมาบีบคั้น โอกาสที่เราจะบริสุทธิ์ยุติธรรมถูกต้องจริงๆ นั้นมีมากเหลือเกินคือ เราเป็นอิสรชน อิสระทั้งจิตใจและร่างกาย ความเป็นอิสระนี้ถ้ามีสิ่งอื่นมาบีบคั้นเราจะไขว้เขวทันที เว้นแต่เราจะเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งมากและสามารถที่จะเสียสละได้ทุกอย่าง สิ่งที่มาบีบคั้นประการที่รุนแรงที่สุดคือ ‘ความโลภ’ อย่างเรื่องสินบนเวลานี้ ประทานโทษที่ต้องกล่าวความจริงในเมืองไทยนี้หูอื้อไปหมดแล้ว คุยกันที่ไหนถ้าจะให้เขาเล่าเรื่องที่เขารู้มาก็จะต้องเล่าเรื่องว่าผู้มีอำนาจหน้าที่กินสินบน กรณีเช่นนี้เราจะแก้ไขอย่างไร เราต้องอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหา ลูกสาวลูกชาย ว่าขอให้อย่า… อย่าลุแก่ความโลภได้ไหม…ขออย่าลุได้ไหม”
(4) “ขอให้ศีลธรรมนำหน้าวิชาชีพนักกฎหมาย ถ้ามีศีลธรรมแล้วไม่ตกต่ำ ความรู้สึกนึกคิดของผมเห็นมาช้านาน ไม่ตกต่ำทั้งๆ ที่ไม่อาจจะร่ำรวยใหญ่โตแต่ไม่ตกต่ำ อยู่ในอาชีพใดถ้าเป็นคนดีมีศีลธรรมจะต้องได้ดี แม้จะไม่รวยเร็วเท่าคนอื่นแต่ก็ไม่อดตายและมีฐานะดีที่จะตั้งเนื้อตั้งตัวต่อไปในภายภาคหน้า และไปอยู่ในความนิยมนับถือของคนทั้งหลายที่เขาเผอิญรู้ทั้งที่เราไม่ประสงค์ให้เขารู้ เขาเผอิญรู้ว่าเราเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นคนซื่อเป็นคนตรงเป็นคนไม่กลัว นี่เป็นคติของนักกฎหมาย ขอให้เป็นคนมีความบริสุทธิ์และยุติธรรมอยู่ในกายใจของตน”
ลําดับที่จะกล่าวสุดท้ายก็คือ เนติบัณฑิตยสภากำลังจะมีการเลือกตั้งกรรมการใหม่ (วาระ 4 ปี พ.ศ.2559-2563) สำหรับท่านที่เป็นเนติบัณฑิตและเป็นสามัญสมาชิกแห่งเนติบัณฑิตยสภา ท่านจะได้รับบัตรเลือกตั้งพร้อมรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเลือก (เป็นเล่ม) ตามประเภทของท่านคือ (1) ข้าราชการตุลาการ (2) ข้าราชการอัยการ (3) ทนายความ และ (4) บุคคลอื่นนอกจาก (1)(2)(3) ตามประกาศเนติบัณฑิตจะมีการจัดส่งให้ท่านในวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 ท่านมีสิทธิเลือกได้ไม่เกิน 5 คน โดยกรอกชื่อผู้ที่ท่านเห็นเหมาะสมลงในบัตรเลือกตั้งแล้วลงลายมือชื่อของท่าน และส่งบัตรเลือกตั้งคืนถึงเนติบัณฑิตยสภาภายใน 31 สิงหาคม 2559 โดยไม่ต้องติดตราไปรษณียากร และจะมีการเปิดซองนับคะแนนวันที่ 1 กันยายน 2559
ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ถึงท่านสามัญสมาชิกทุกท่านขอท่านได้ใช้สิทธิของท่านให้ครบทุกท่าน เมื่อกรรมการตัวแทนในประเภทของท่านได้คะแนนสูง กรรมการท่านนั้นๆ ก็จะมีความเชื่อมั่นและภูมิใจเมื่อเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการเพื่อรับใช้ท่าน และรับใช้เนติบัณฑิตยสภาของเราโดยเข้าไปบริหารจัดการ
กรรมการเนติบัณฑิตยสภาที่ท่านสมาชิกเลือกตั้งเข้าไป รวม 20 ท่าน กับท่านนายกเนติบัณฑิตยสภา ท่านอุปนายกคนที่ 1 และท่านอุปนายกคนที่ 2 (โดยตำแหน่ง) รวม 23 ท่านเป็น “คณะกรรมการเนติบัณฑิตยสภา” คณะบุคคลคณะนี้จะเป็นผู้ชี้แนวทางหรือทิศทางการบริหารจัดการพัฒนาองค์กรเนติบัณฑิตยสภาโดยรวม
สำหรับหลักการตามที่ท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านได้ฝากหรือให้คติไว้ว่า “ขอให้ศีลธรรมนำหน้าวิชาชีพนักกฎหมาย” นั้นเป็นกุญแจหรือเข็มทิศชี้แนวทางสำคัญในการผลิตนักกฎหมายที่สมบูรณ์แบบดังที่ผู้เขียนได้ปรารภไว้ตั้งแต่ต้น ขอให้ท่านพิจารณาเลือกตัวแทนของท่านซึ่งเป็น “ผู้ที่มีแนวคิดก้าวหน้าหรือหลักการใหม่ๆ ดีๆ” ที่จะผลักดันให้เนติบัณฑิตยสภาของเรา โดย “สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา” วางแผนงานหรือนโยบายหลักที่ชัดเจนที่จะผลิตนักกฎหมายหรือเนติบัณฑิตให้ได้ทั้ง “คนเก่งและคนดี” เพื่อรับใช้ชาติและประชาชนต่อไป

