คดีสำคัญๆ กับสถาบันศาลยุติธรรมไทย โดย สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

ท่ามกลางความขัดแย้งของขั้วอำนาจในประเทศไทย กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ก็ยังเป็นหลักในการระงับความขัดแย้งมิให้บานปลาย แต่กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็เป็นสิ่งที่บัญญัติขึ้นเป็นหลักการ บุคคล ซึ่งอยู่ในกระบวนการดังกล่าวต่างหากที่จะนำหลักการดังกล่าวมาใช้ให้ถูกต้องและเป็นธรรม หากผู้ที่เป็นนักกฎหมายและผู้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนำกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมาใช้ผิดหรือใช้เพื่อประโยชน์ของขั้วอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมแล้วแทนที่จะเป็นการระงับความขัดแย้ง ก็ยิ่งจะไปเพิ่มความขัดแย้งให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ

มีผู้เคยกล่าวกับผู้เขียนว่า “ความเห็นเกี่ยวกับหลักกฎหมายของอาจารย์อาจจะเป็นประโยชน์แก่บางฝ่ายซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกันอยู่ฝ่ายหนึ่งและเป็นโทษแก่อีกฝ่าย”

ผู้เขียนก็จะให้คำตอบว่า “ก็จะเป็นเช่นเดียวกับการพิพากษาคดีที่ต้องมีฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายหนึ่งต้องแพ้ ฝ่ายที่ถูกต้องก็คือผู้ชนะคดี”

นั่นคือความยุติธรรมตามหลักของกฎหมาย

Advertisement

คดีสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างให้ประชาชนชาวไทยได้ระลึกถึงการทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจโดยเฉพาะอำนาจทางการเมืองในทุกรูปแบบ โดยมีจุดมุ่งหมายในการผดุงความยุติธรรมตามหลักกฎหมายและหลักนิติธรรมของผู้พิพากษาในสถาบันศาลยุติธรรมไทย และเพื่อให้ผู้พิพากษาตุลาการซึ่งรวมทั้งผู้ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีในศาลอื่นสมควรนำแบบฉบับของผู้พิพากษาที่ดีซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นบรรพตุลาการเป็นตัวอย่างเตือนใจให้จดจำและปฏิบัติตามอย่าได้ละเลยในแนวทางการพิจารณาพิพากษาคดีของบรรพตุลาการเหล่านี้ ดังคดีตัวอย่าง

คดีแรก สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2485 พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีช่วงแรก เนื่องจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ไม่อยู่ ประธานแจ้งว่าผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกาแล้ว ระหว่างนั้นที่ประชุมได้รับรายงานว่าญี่ปุ่นลำเลียงทหารขึ้นที่สงขลา ปัตตานี และยกพลขึ้นมาที่สมุทรปราการ ต่อมาจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับจากพระตะบองเข้าที่ประชุม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นพ้องด้วยในการสั่งให้ฝ่ายไทยหยุดยิง และมีข้อตกลงสำคัญคือ ประเทศไทยจะให้ความร่วมมือแก่ประเทศญี่ปุ่นในทางการทหาร รวมทั้งอนุญาตให้กองทัพญี่ปุ่น เดินทางผ่านประเทศไทยและอำนวยความสะดวกเท่าที่จำเป็น

ต่อมาประเทศญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามเมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2488 สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรได้จัดตั้งศาลอาชญากรสงครามขึ้นเพื่อพิจารณาความผิดของฝ่ายอักษะที่เมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมณี และกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีทหารนาซีถูกแขวนคอจำนวน 12 คน ทหารญี่ปุ่นถูกแขวนคอ 7 คน และเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2491 สถานีวิทยุที่นิวเดลี และที่ซานฟรานซิสโก ได้ออกข่าวว่าฝ่ายสัมพันธมิตรจะนำเอาอาชญากรสงครามในประเทศไทยไปขึ้นศาลต่างประเทศ จำนวน 4 คน คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลวงวิจิตรวาทการ พลตรีประยูร ภมรมนตรี และนายสังข์ พัธโนทัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งให้พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ ร่างพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามขึ้น บุคคลทั้งสี่จึงถูกดำเนินคดีที่ศาลยุติธรรมไทยโดยมีคณะกรรมการอาชญากรสงคราม 15 คน มีนายสงวน ตุลารักษ์ เป็นประธานส่งฟ้องที่ศาลฎีกา คดีหมายเลขที่ 1/2489 ลำดับที่ 1 และหมายเลขคดีที่ 2/4/2489 ลำดับที่ 2 สำนวนที่ 1 มีคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามเป็นโจทก์ พันโท พระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์) จำเลย

ส่วนสำนวนที่ 2 โจทก์คือคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม ส่วนจำเลยคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ 1 นายเพียร ราชธรรมนิเทศ ที่ 2 และนายสังข์ พัธโนทัย ที่ 3 จำเลย

คดีทั้งสองนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา โดยมีสาระสำคัญดังนี้ “การวินิจฉัยกฎหมายไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหาร เช่นนี้ใครเล่าจะมีอำนาจนอกจากศาล ศาลเป็นหน่วยที่ตั้งขึ้นไว้สำหรับให้ความยุติธรรม เป็นการบำบัดทุกข์ร้อนให้แก่ประชาชน บุคคลทั้งหลายย่อมหวังในความยุติธรรมของศาลเป็นที่ตั้ง และก็เมื่อมีบทกฎหมายอันออกมาตัดเสรีภาพ และขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ทางศาลไม่ประสงค์จะเข้าไปวินิจฉัยทางกิจการนิติบัญญัติ แต่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ในกรณีเช่นนี้

อาศัยเหตุดังได้บรรยายมาแล้ว ศาลฎีกาจึงพร้อมกันพิพากษาชี้ขาดว่าพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ.2488 เฉพาะที่บัญญัติลงโทษการกระทำก่อนวันใช้พระราชบัญญัติขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 14 และเป็นโมฆะตามมาตรา 61 การกระทำที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้ เป็นการกระทำก่อนวันที่ 11 ตุลาคม 2488 อันเป็นวันใช้พระราชบัญญัตินี้ทั้งสิ้น จำเลยจะมีความผิดตามกฎหมายอื่นได้บ้างหรือไม่ ไม่สำคัญสำหรับคดีนี้ เพราะคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ.2488 เท่านั้น เมื่อบทบัญญัติอันโจทก์ฟ้องขอให้เอาผิดกับจำเลยเป็นโมฆะเสียแล้ว ก็ไม่มีทางจะลงโทษจำเลยได้ จึงให้ยกฟ้องโจทก์เสีย ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป

คดีดังกล่าวนี้เป็นคดีสำคัญอันเกี่ยวกับผลเสียหายอันจะเกิดแก่ประเทศชาติ ซึ่งศาลจำเป็นต้องเข้ามาเป็นหลัก เพื่อรักษาความยุติธรรมแก่บุคคลที่จะต้องกระทำบางอย่างเพื่อป้องกันอันตราย ซึ่งจะเกิดแก่ประเทศชาติ แต่การกระทำนั้นเป็นความผิด ฝ่ายบริหารก็ดี ฝ่ายนิติบัญญัติ (สภาผู้แทนราษฎร) ก็ดี ได้เล็งเห็นว่าการกระทำของอดีตนายกรัฐมนตรีกับพวกแม้จะเป็นความผิด แต่ก็เป็นคุณแก่ประเทศชาติ ไม่สมควรที่จะได้รับโทษทางอาญาตามกฎหมายแต่ศาลก็จำต้องรักษาหลักกฎหมายและหลักนิติธรรมไว้ จะเห็นได้ว่าสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติผ่านพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามโดยใช้เวลารวดเร็วมาก

ทั้งศาลฎีกาก็มีคำวินิจฉัยโดยยึดหลักกฎหมาย ว่าศาลมีอำนาจในการวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยชี้ว่าพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม ไม่มีผลใช้ย้อนหลังเป็นโทษแก่จำเลย อดีตนายกรัฐมนตรีกับพวกจึงพ้นมลทินไปอย่างขาวสะอาด โดยวิถีทางที่ถูกต้องตามกฎหมายและหลักนิติธรรมโดยฝ่ายบริหารไม่จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ฝ่ายบริหารไว้ล่วงหน้าอันเป็นวิธีการที่ขัดต่อหลักนิติธรรม และล่วงล้ำอำนาจตุลาการอย่างที่ไม่ควรปฏิบัติ

องค์คณะผู้พิพากษาคดีทั้งสองสำนวนนี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชนคนไทยส่วนมากก็คือ พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ หลวงจํารูญเนติศาสตร์ เป็นต้น

จากกรณีดังกล่าวทำให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกจำคุกระหว่างดำเนินคดีอยู่เป็นเวลาถึง 159 วัน แต่อดีตนายกรัฐมนตรีก็สมควรได้รับความยกย่องที่เคารพอำนาจศาล และกระบวนการยุติธรรมโดยก้มหน้ารับโทษอย่างสงบ สมกับเป็นชายชาติทหาร จนกระทั่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2489 จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงได้รับการปล่อยตัวพ้นข้อหาไป

คดีสำคัญอีกคดีหนึ่งที่น่าจะยังอยู่ในความทรงจำของประชาชนคนไทย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2510 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะที่ถูกศาลพิพากษามียศพลเอก และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรในรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร กับพวกโดยจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 143, 149, 157 จำเลยทั้งสามคือพลเอก สุ. ที่ 1 คุณหญิง น.ที่ 2 และนาง จ. ที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุพยานหลักฐานโจทก์น่าสงสัย โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า “พยานหลักฐานโจทก์ประกอบด้วยเหตุผลมั่นคงติดต่อกันเป็นลำดับ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า ในการที่พลเอก สุ. จำเลยสั่งอนุญาตให้นายสมได้เช่าสวนยางและป่าคุ้มครองซึ่งเป็นการกระทำในตำแหน่งหน้าที่ของพลเอก สุ. จำเลยนั้น จำเลยทั้งสามได้รู้เห็นเป็นใจและร่วมกันรับทรัพย์สินจากนายสมจริงดังที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยนำสืบและอ้างเอกสารมาประกอบว่าจำเลยมีฐานที่อยู่นั้น ไม่พอฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 แต่ปรากฏว่าคุณหญิง น. กับนาง จ. จำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงาน คุณหญิง น. กับนาง จ. จำเลยคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดเท่านั้น ส่วนข้อที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วยนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ย่อมไม่ผิดมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกพลเอก สุ. จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 มีกำหนดสิบห้าปี และลงโทษจำคุกคุณหญิง น. กับนาง จ. จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ประกอบด้วยมาตรา 86 มีกำหนดคนละสิบปี จำเลยทั้งสามฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังนี้ “ข้อความที่คู่ความนำสืบมานอกจากที่วินิจฉัยมานี้ ศาลฎีกาได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นข้อความปลายเหตุห่างไกล ไม่มีน้ำหนักพอที่จะเปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัยข้างต้นได้ จึงไม่ขอกล่าวให้ยาวความนอกไปจากที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้ว ฎีกาจำเลยนอกจากนี้ศาลฎีกาได้พิจารณามาแล้ว ไม่มีข้อใดที่จะรับฟังมาเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นอย่างอื่นได้

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีได้ความฟังได้ชัดเจนปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันรับเงินและเช็คไว้จากนายสม เพื่อกระทำการในอำนาจหน้าที่ของพลเอก สุ. จำเลย ในการให้นายสมได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินสวนยาง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์พิพากษาวางบทและกำหนดโทษจำเลยทั้งสามมาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นจึงพร้อมกันพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฎีกาจำเลยทั้งสาม”

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาผู้วินิจฉัยคดีนี้คือท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านจิตติ ติงศภัทิย์ และท่านโพยม เลขยานนท์ ประชาชนชาวไทยเรียกคดีนี้ติดปากว่า “คดีกินป่า” ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 เสียชีวิตในเรือนจำระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษา เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยระหว่างเวลาที่ทหารเข้ามาบริหารประเทศโดยอำนาจคณะปฏิวัติ ต้องถือว่าเป็นความกล้าหาญของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ใช้อำนาจพิพากษาลงโทษผู้บริหารระดับสูงของประเทศซึ่งมีอำนาจเต็มที่อยู่ในขณะนั้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งอุดมการณ์ของผู้พิพากษาและความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจตุลาการ โดยไม่หวั่นเกรงอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น

ท่านอาจารย์สัญญาเคยให้คติเตือนใจแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษาในการอบรมครั้งหนึ่งเพื่อให้ผู้พิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้อย่างถูกต้องเป็นธรรมว่า “ต้องทำจิตให้เป็นกลางหมายความว่า ทำจิตใจให้ว่างเวลาคิดเรื่องงานหรือนั่งบัลลังก์ จิตของเราต้องประภัสสร คือแจ่มใสสว่างจ้า ไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีหลง แต่บางทีก็มีมารผจญ ผมเองก็เคยถูกผจญเหมือนกัน ถูกเข้าแล้วก็คิดว่าเป็นอย่างไรก็เป็นไป ถึงจะต้องออกก็ออก เมื่อเราเห็นอย่างนี้ว่ายุติธรรม แม้กระทบกับการเมือง เป็นอย่างไรก็เป็นกัน ถ้านึกได้อย่างนี้แสดงว่าจิตว่าง การที่ผู้พิพากษามีจิตมั่นคงผ่องใส ปราศจากอคติ และไม่รวนเรไปในทางหนึ่งทางใด จะทำให้ปฏิบัติหน้าที่อิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีอย่างเป็นธรรมมากขึ้น”

ผู้ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีจึงไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคณะบุคลใดโดยเฉพาะผู้ใช้อำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายบริหาร เพื่อมิให้ผู้ใดใช้ความใกล้ชิดมาขอร้องหรือสั่งการใดๆ ผู้พิพากษาจะต้องพิจารณาคดีตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน หากผู้พิพากษาทำงานตามคำสั่งหรือคำขอร้องของผู้หนึ่งผู้ใด แสดงว่าอุดมการณ์ของท่านเบี่ยงเบนแล้ว และหากเป็นเช่นนั้นมิใช่แต่อดีตผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ ที่จะเฝ้าดูการทำงานของท่านด้วยความหวั่นวิตกเท่านั้น แต่สังคมก็จะต่อต้านท่านหรือเรียกว่าเกิด “วิกฤตศรัทธา” ต่อกระบวนการของศาล

มีข่าวว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคมนี้ ศาลอาร์เจนตินาได้มีคำพิพากษาจำคุกผู้พิพากษา Manlio Mantinez เป็นเวลา 16 ปี เพราะท่านร่วมมือกับเผด็จการทหารในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เพราะแทนที่ท่านผู้พิพากษาจะพิจารณาคดีตามกฎหมาย แต่กลับเข้าร่วมกับทหารใช้อำนาจฉ้อฉล ยกฟ้องคดีเจ้าหน้าที่รัฐและขัดขวางการสอบสวนคดีสังหารประชาชน และสนับสนุนการทรมานนักโทษ

เรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนเมื่อเป็นผู้พิพากษาศาลอาญา มีคดีอาญาเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเป็นเจ้าของสำนวน และเมื่อได้ตรวจพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว ปรากฏว่าพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอที่ลงโทษจำเลยได้ จึงนำสำนวนไปปรึกษาองค์คณะ ท่านผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะฟังพยานหลักฐานในสำนวนแล้วคงพอรู้ได้ว่าผู้เขียนต้องพิพากษายกฟ้อง ท่านผู้พิพากษาองค์คณะกล่าวว่า “แต่จำเลยนี้ไม่ใช่คนดีเลยนะ”

ผู้เขียนรู้สึกตกใจกับความคิดของท่านผู้พิพากษาผู้นี้ เพราะผู้พิพากษาจะลงโทษหรือยกฟ้อง ก็ต้องดูพยานหลักฐานในสำนวนเป็นสำคัญ ส่วนจำเลยจะเป็นคนดีหรือเลวหรือกระทำความผิดมาก่อนหรือไม่ ผู้พิพากษาจะนำมาพิจารณาเมื่อพยานหลักฐานเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้แล้ว จึงนำประวัติจำเลยมาพิจารณาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษ แต่มิใช่ว่าผู้เขียนจะปิดกั้นที่ท่านผู้พิพากษาจะใช้ความรู้ความสามารถของท่านเพื่อช่วยในการผดุงความเป็นธรรมเมื่อฝ่ายบ้านเมืองมีปัญหาและร้องขอ แต่ท่านจะต้องตัดขาดจากตำแหน่งผู้พิพากษาเสียก่อนจึงไปรับตำแหน่งนั้น เนื่องจากอุดมการณ์ของผู้พิพากษา ไม่เหมือนข้าราชการฝ่ายอื่นดังคำกล่าวของท่านอาจารย์สัญญาที่ว่า “อุดมการณ์ของตุลาการนั้น ไม่เหมือนข้าราชการฝ่ายอื่น เป็นอุดมการณ์ที่จับไม่ได้ มองไม่เห็น แต่อยู่ในจิตใจในหัวใจของเรา เราต้องพิจารณาด้วยความเป็นกลาง ไม่มีอารมณ์…”

ดังนั้น หากท่านทำหน้าที่โดยใช้ความรู้ความสามารถ และอุดมการณ์ของท่านช่วยผู้ใช้อำนาจรัฐ เช่นฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ ไปพร้อมกับการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาแล้ว ใช่แต่ตัวท่านเท่านั้นที่จะถูกสังคมตำหนิติเตียน แต่ยังอาจทำให้สถาบันศาลยุติธรรมพลอยมัวหมองไปด้วยก็เป็นได้

เอกสารที่ใช้อ้างอิง

นิติศาสตร์เสวนาเรื่องคุณค่าบรรพตุลาการ

ข้อมูลประวัติศาสตร์การเมืองไทย

โดยท่านนคร พจนวรพงษ์ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสกับคณะ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image