ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนเรียบร้อยแล้ว
จากนี้ ก็คงต้องรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทักท้วงจากฝ่ายต่างๆ, ปรับปรุงแก้ไข, ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการการทำประชามติในขั้นตอนท้ายสุด
ไม่ว่าชะตากรรมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะลงเอยเช่นไร?
หรือจะต้องมีการนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ‘โหด’ กว่า มาประกาศใช้แทน
ก็ดูเหมือนว่า สุดท้ายแล้ว กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด นับแต่ปี 2557 เป็นต้นมา จะพยายามแก้ไขปัญหาของสังคมไทย ผ่านกลไก “สถาบันทางการเมือง” เป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็นการพยายามลดอำนาจของพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง หรือเพิ่มอำนาจให้องค์กรอิสระ ฯลฯ
คำถาม คือ ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยที่คุกรุ่นมานานนับทศวรรษนั้น เกี่ยวพันกับสถาบันทางการเมืองเป็นหลัก จริงๆ หรือ?
ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนขนาดใหญ่ ต่างความเชื่อ ต่างทัศนคติ ซึ่งถูกซุกใต้พรมไว้ชั่วคราวหลังรัฐประหาร จะสามารถเจือจางหายไปได้ ผ่านการกำหนดบทบาทสถาบันทางการเมือง ตามที่ระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ จริงๆ หรือ?
หรือจริงๆ แล้ว ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะถูกเขียนออกมาอย่างไร ความขัดแย้งดังกล่าวก็ยังจะสามารถหล่อเลี้ยงตัวเอง และดำรงคงอยู่ต่อไปได้เช่นเดิม
และความขัดแย้งทางความคิดความเห็นที่ลามไปสู่ปริมณฑลสาธารณะต่างๆ นั้น มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ปัญหาอันเกิดจากพรรคการเมืองหรือนักการเมืองเท่านั้นหรือ?
หรือว่าพ้นไปจากความพยายามที่จะแก้ปัญหาสังคม/การเมือง ด้วยสถาบันทางการเมืองผ่านรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรแล้ว
มันยังมีอะไรอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสับสน วุ่นวาย ไม่ลงตัว อย่างที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดๆ ก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาได้
ยกตัวอย่างเช่น พร้อมๆ กับที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ. จวนจะคลอดออกมา ก็มีข่าวพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ระดับ “รองสมเด็จ” เสียชีวิต โดยสาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากการกระทำอัตวินิบาตกรรม หลังถูกกดดันด้วยปัญหาหลายๆ เรื่องก่อนหน้านี้
ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน ปัญหาค้างคาเกี่ยวกับการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชก็คล้ายจะยังไม่ถูกคลี่คลาย ทว่ากลับนำไปสู่ข้อถกเถียงหรือคำถามอื่นๆ ตามมา
กระทั่งสถานีโทรทัศน์สาธารณะสามารถทำรายการสัมภาษณ์ยาวๆ ที่พูดถึงกระบวนการการใช้อำนาจตามจารีตประเพณีในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ได้อย่างละเอียดลออ
ตลอดจนทำรายการเจาะลึกว่าด้วยประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช แต่ขณะเดียวกัน ก็ฉายภาพให้เห็นถึงความแตกต่างสำคัญในคณะสงฆ์ ระหว่างมหานิกายกับธรรมยุติกนิกาย
พิจารณาจากอาการเช่นนี้ คงมิอาจปฏิเสธว่าพุทธศาสนาไทย (ทั้งในฐานะลัทธิความเชื่อและหนึ่งในสถาบันจารีตที่สำคัญ) กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาท้าทายใหม่ๆ อยู่แน่ๆ
ยังไม่นับรวมถึงกรณีวัดพระธรรมกาย ที่อาจข้องเกี่ยวกับปัญหาด้านบน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งเจริญเติบโตขึ้นมา ผ่านการมุ่งตอบโจทย์วิถีชีวิต-วิถีความเชื่อของคนชั้นกลางในเมืองใหญ่ (ดีหรือไม่ดีเป็นอีกประเด็นหนึ่ง) โดยที่พุทธเถรวาทเดิมๆ แบบไทยๆ ไม่เคยตอบโจทย์ดังกล่าวได้สำเร็จ
นี่อาจเป็นตัวอย่างของปัญหาชุดหนึ่ง ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย และคล้ายจะอยู่นอกเหนือจากขอบเขตอำนาจของสถาบันทางการเมืองต่างๆ ซึ่งถูกระบุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ (และน่าเชื่อว่าถึงสถาบันทางการเมืองจะพยายามเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สุดท้าย ก็ไม่อาจแก้ได้)
ยังไม่ต้องพิจารณาถึงปรากฏการณ์ย่อยๆ ของวัฒนธรรมย่อย อย่างเรื่อง “ตุ๊กตาลูกเทพ” ที่บ่งบอกถึงสภาพจิตใจอันเปราะบางของผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคมร่วมสมัย ซึ่งสถาบันทางการเมืองหรือร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาหรือเยียวยาได้

