เรื่องของ’ตอ’ ที่’ไท้ย-ไทย’ โดย กล้า สมุทวณิช

มีข่าวขำๆ ข่าวหนึ่งในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งหลายคนได้อ่านแล้วก็อาจจะฮือฮาเฮฮาแล้วก็อาจจะลืมๆ กันไปพร้อมกับการทำงานวันแรกของสัปดาห์อันแสนสั้นกลางเดือนกรกฎาคม

เรื่องคือว่า มีผู้ประกอบกิจการคาราโอเกะอยู่ในเมืองท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดหนึ่งนำด้วยหัวหน้าชุดระดับสารวัตร บุกเข้าจับกุมในข้อหาเป็นธุระจัดหาให้มีการค้าประเวณี ส่วนทางฝ่ายร้านคาราโอเกะก็ให้การสวนกลับไปในทำนองว่า ถูกตำรวจยัดข้อหา หน่วงเหนี่ยวกักขังให้เสื่อมเสียเสรีภาพ และพยายามจะเรียกหรือรับทรัพย์สินแลกกับการไม่ดำเนินคดี

ใครจะผิดจะถูกขอละไว้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่รับกัน เพราะ “ความสนุก” ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายไหนพูดจริงพูดเท็จ แต่มันอยู่ที่ว่า ฝ่ายเจ้าของร้านคาราโอเกะนั้น เกิดจะมี “ญาติผู้ใหญ่” ที่รู้จักสนิทสนมกับผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายตำรวจ คือท่าน ผบ.ตร.

ซึ่งท่าทางญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายคาราโอเกะนั้นจะ “ใหญ่” ตามสมควร จึงทำให้มีโทรศัพท์ลึกลับที่เชื่อว่าเป็น “ผบ.ตร.” โทรเข้ามาในที่เกิดเหตุในเวลาประมาณสองทุ่ม ซึ่งเรื่องมันคงเหลือเชื่อจนกระทั่งตำรวจที่ไปจับกุมนั้นเชื่อไม่ลง ถึงกับท้าให้ปลายสายโทรไปแจ้งผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัด ซึ่งปลายสายก็สงสัยจะ “ของจริง” เหมือนกัน เพราะอีกไม่นาน ผู้บังคับการตำรวจภูธรประจำจังหวัดก็โทรเข้ามาร้านคาราโอเกะนั้นอีกสาย ซึ่งในตอนแรกตำรวจชุดที่ไปจับกุมนั้นก็ยังไม่ค่อยเชื่อ แต่ในภายหลังก็ล่าถอยไป และหลังจากนั้น ก็ปรากฏว่ามีคำสั่งย้ายตำรวจชุดจับกุม กับการดำเนินคดีต่อใน ป.ป.ช.

เรื่องก็เลยมาสรุปกันแบบรายการ “คดีเด็ด” ว่า “แหม ทำไปได้” – ตลกร้าย พ.ต.ท.บุกโอเกะ จำเสียงผู้บังคับบัญชาสูงสุดไม่ได้ แถมนายดาบยังขู่จะปลดท่าน ผบ.ตร.เสียอีก

ทั้งนี้ เท่าที่ตามข่าวก็มิได้ยืนยันว่า “เสียงปลายสาย” ที่โทรเข้ามาในที่เกิดเหตุนั้นเป็นใคร หรือตัวท่าน ผบ.ตร. ได้รับหรือปฏิเสธว่าเป็นเจ้าของเสียงในสายแรกหรือไม่อย่างไร แต่คนที่ติดตามข่าวนี้บางส่วนที่อาจจะไม่ชอบตำรวจ ก็อาจจะสะใจพิลึกว่า สมน้ำหน้า เจอตอเสียบ้างจะได้เข็ด

กระนั้นก็คงห้ามความคิดของคนที่อ่านข่าวอีกด้านไม่ได้ว่า แล้ว “เสียงปลายสาย” ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ระดับนั้นทำไมถึง “กรุณา” มาช่วยเหลือเจ้าของกิจการรายเล็กรายน้อยจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

(หากเป็นเรื่องจริง) ของผู้ใต้บังคับบัญชาระดับปฏิบัติการ และเราจะรู้ได้อย่างไรว่า จะมี “ญาติผู้ใหญ่” ใครบ้างที่สามารถ “ต่อสายตรง” ไปเรียกร้อง “ความเป็นธรรม” จากท่านผู้ใหญ่ระดับนี้ให้ช่วยมอบประทานความเป็นธรรมมาแบบทันใจในตอนหัวค่ำหลังเวลาราชการได้ ใครที่คิดมากคิดมาย อาจจะตั้งคำถามว่า ถ้าอย่างนั้น หากประชาชนได้รับการปฏิบัติหน้าที่ที่อาจจะไม่ถูกไม่ควรบ้าง จะใช้ “สายตรง” เรียกร้องความเป็นธรรมแบบ “ทันใจ” จากระดับผู้บังคับบัญชาสูงสุดอย่างเจ้าของกิจการรายนี้ได้หรือไม่

เรื่องนี้มันสนุกที่สะท้อนความ “ไท้ย-ไทย” ในแง่ที่ประเทศไทยเรานี้ ประชาชนแต่ละคนมีภูมิคุ้มกันต่ออำนาจรัฐไม่เท่ากัน มีคนจำนวนหนึ่งที่มี “ตอ” เอาไว้ “คาน” กับการใช้อำนาจรัฐได้ ไม่ว่าการใช้อำนาจรัฐนั้นจะถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ก็ตาม “ตอ” นี้มีหน้าที่ทั้งเป็นภูมิคุ้มกันในการป้องกันตนจากการใช้อำนาจรัฐ หรือช่วยในการขับเคลื่อนกลไกของรัฐให้หมุนเดินไปในทางที่ควรจะเป็น

นักเขียนรุ่นใหญ่ในวงการน้ำหมึกท่านหนึ่งที่เปิดร้านหนังสือผสมกับ “เครื่องดื่ม” ที่ “นักเขียน” นิยม เคยเล่าว่า เปิดร้านอยู่วันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่ร้าน มาสอบถามอย่างสุภาพเรียบร้อยว่า ที่ร้านมีเบียร์และเหล้าขายได้นี่ “รู้จักใคร” หรือเปล่า พอพี่ท่านบอกว่าไม่ได้รู้จักใคร จึงได้รับแจ้งและดำเนินคดีในข้อหาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ได้รับอนุญาต เปรียบเทียบปรับไปตามกฎหมาย ซึ่งในภายหลังเมื่อพี่นักเขียนท่านนั้นได้รู้ว่ากฎหมายบังคับไว้เรื่องการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้อย่างไร ก็ได้ดำเนินการไปขออนุญาตอะไรจนถูกต้องแล้ว

เหลือเพียงเรื่องขำๆ ให้เราได้คิดว่า ถ้าในวันนั้น พี่ท่านตอบสมอ้างไปว่ารู้จัก “ใคร” เรื่องจะเปลี่ยนไปอย่างไร

เรื่อง “ตอ” กับการได้รับการปฏิบัติหรือเลือกปฏิบัติตามกฎหมายนั้นยังมีอีกมาก นอกจากเรื่อง “คดีเด็ด” ที่เล่าไป และเรื่องของพี่นักเขียนรุ่นใหญ่ท่านนั้นแล้ว หลายคนที่เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็คงรู้กันว่า หากไปติดต่อราชการแล้วให้ยื่นบัตรประจำตัวข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนำไปเลย ขั้นตอนอาจจะลดสั้นลงไปเหลือเท่าที่จำเป็น ซึ่งหมายถึงเวลาในการติดต่อราชการที่จะได้ลดสั้นลงด้วย อันนี้เคยมีคนไม่เชื่อลอง A-B Test ด้วยการแรกเข้าไปติดต่อด้วยบัตรประชาชนเยี่ยงประชาชนชาวไทยทั่วไป ซึ่งก็ได้รับการปฏิบัติที่ยุ่งยากชักช้าน่าปวดหัว จนทนไม่ไหวแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไป ก็ได้รับการปฏิบัติที่รวดเร็วขึ้น ยิ่งถ้าเป็นข้าราชการในสายกระบวนการยุติธรรมหรือกฎหมาย ก็จะยิ่งดี

เมื่อท่านอ่านมาถึงบรรทัดนี้ คงรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา หลายท่านก็คงมีประสบการณ์ร่วมคล้ายๆ แบบนี้ มาเล่าให้ฟังได้สนุกสนานครื้นเครงกว่านี้อีก แต่ในที่สุดก็มาสู่คำถามว่า แล้วเราจะทำใจปล่อยให้เรื่อง “ไท้ย-ไทย” แบบนี้ยังดำรงต่อไป

หรือเราควรได้รับความเป็นธรรมจากทางเจ้าหน้าที่โดยเสมอภาค ทั้งในกระบวนยุติธรรมทางตำรวจ หรือในทางปกครอง ในแบบ “ตอใครตอมัน” คือใครตอใหญ่ก็ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับการปฏิบัติที่คล่องตัวรวดเร็วกว่า เยี่ยงที่ควรจะเป็นสิทธิของประชาชนที่จะได้รับการปฏิบัติโดยเท่าเทียมกัน ด้วยกลไกตามกฎหมายหรือในทางปกครองเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือญาติผู้ใหญ่จะรู้จักใคร ถ้าทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีกันไป ถ้าไม่ได้กระทำผิดก็จะต้องได้รับการปฏิบัติที่สุภาพและเคารพให้เกียรติ ได้รับการปฏิบัติทางราชการโดยเสมอกัน ในฐานะของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ

เราจะอยู่กันไปแบบ “ไท้ย-ไทย” อย่างนี้ต่อไป ต่างคนต่างต้องขวนขวายสร้าง “ตอ” ของใครของมัน หรือไปเกาะ “ตอ” ของคนอื่นที่เรามีความสัมพันธ์ด้วยบ้าง เพื่อจะได้แลกรับกับความเป็นธรรมและการปฏิบัติอันถูกอันควรจากกลไกและอำนาจรัฐ

ให้เราควรมี “ผู้ใหญ่ปลายสาย” สักคนให้เราโทรไปหา เวลาที่อาจจะต้องสัมผัสกระทบกับ “อำนาจรัฐ”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ฉีกแนว ‘แต่งหน้า’ นางงาม ก้าวสู่มาตรฐาน ‘โลก’
บทความถัดไปเคทีซี จับมือ “แมคโดนัลด์” จัด โปรฯ แรง!! อิ่มได้ไม่ต้องใช้เงินสด