หน้าแรก คอลัมนิสต์ สภาเปิดแล้ว‘ห...

สภาเปิดแล้ว‘หน้าที่ของผู้แทน’ คือพูดแทนพวกเรา โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

29.05.20 | 13:00 น.

การพูดจาในรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นในสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา เขาเรียกว่า “อภิปราย” ในประเด็นนั้นประเด็นนี้ หากเป็นการอภิปรายรัฐบาลไม่เจาะจงว่าจะอภิปรายถึงรัฐมนตรีคนใด เขาเรียกว่าอภิปรายทั่วไป แต่หากว่าจะอภิปรายเป็นการเจาะจงถึงรัฐมนตรีคนนั้นคนนี้แม้อภิปรายถึงนายกรัฐมนตรี เขาเรียกว่าอภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

การอภิปรายทั่วไปหรือการอภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล มีกำหนดในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ทั้งยังมีการอภิปรายเป็นสองประเภท คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจกับการอภิปรายโดยไม่ลงมติ

ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 151 ถึงมาตรา 155

มาตรา 154 การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 151 มาตรา 152 หรือมาตรา 153 แล้วแต่กรณี ให้กระทำได้ปีละ 1 ครั้ง

ความในวรรคหนึ่งไม่ใช่บังคับแก่การเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 151 ที่สิ้นสุดลงด้วยมติให้ผ่านระเบียบวาระเปิดอภิปรายนั้นไป

Advertisement

ก่อนหน้านั้น มาตรา 150 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับงานในหน้าที่โดยจะถามเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ตามข้อบังคับการประชุมแห่งสภานั้นๆ ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดให้มีการตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าไว้ด้วย

รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบกระทู้เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัย หรือประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน รัฐสภาเปิดสมัยประชุมครั้งแรกประจำปี 2563 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ถึงวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2563 เปิดประชุมวันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2563 จากนั้นประธานรัฐสภานายชวน หลีกภัย จะนัดประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรอบสัปดาห์เป็นการประชุมตามที่เคยตกลงกันไว้ รวมทั้งประชุมสมาชิกวุฒิสภาด้วย

สมัยประชุมแรกนี้ จะมีญัตติเรื่องอะไรที่เข้าสู่วาระการประชุมบ้าง เราบรรดาผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งต้องหมั่นติดตามข่าวและการถ่ายทอดเสียงในวันที่มีการประชุม และติดตามข่าวความละเอียดในวันรุ่งขึ้นจากหน้าหนังสือพิมพ์ รวมทั้งการสรุปข่าวจากหนังสือพิมพ์และหน้าจอโทรทัศน์ข่าววันละหลายครั้งจะได้ติดตามข้อมูลข่าวสารทันต่อเหตุการณ์

เรื่องหนึ่งที่พวกเราต้องติดตามอย่างกระชั้นชิดคือการตั้งกระทู้ถามเรื่องการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีหลายแง่มุมที่เราอาจไม่เคยรับฟังจากการแถลงข่าวของโฆษกคุณหมอในข่าวภาคเที่ยง เพราะบรรดาท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลายอาจไปได้ประเด็นข่าวมาจากราษฎรท่านที่มีแง่มุมอะไรเด็ดๆ มาขอให้สอบถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุข โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ใช้ในแต่ละเรื่อง เป็นต้น

ไม่เฉพาะแต่เรื่องงบประมาณการใช้จ่ายในเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เท่านั้น ยังมีเรื่องงบประมาณการช่วยเหลือประชาชนในสภาวะการแพร่ระบาดครั้งนี้ด้วย ที่ยังคาราคาซังการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนรายละ 5,000 บาท รวม 3 เดือน ซึ่งยังมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือในครั้งนี้

เรื่องการเงินการทองไม่เข้าใครออกใคร หรือเข้าใครแล้วไม่ยอมออกมาเป็นรายละเอียดว่าไปถึงมือจริงหรือไม่ หรือไปถึงแล้วเท่าไหร่ ถึงแล้วเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามที่กำหนดไว้หรือไม่ มีเงินทอนออกมาเท่าไหร่ กำหนดคนละ 5 พันบาท แต่เข้าไปถึงมือประชาชนผู้เดือดร้อนตามนั้นหรือไม่

เรื่องเงินทอนนั้น เคยเรียกว่าค่าน้ำร้อนน้ำชา เคยเรียกว่า “เนื้อติดเขียง” วันนี้รู้จักในนามของ “เงินทอน” ซึ่งไม่ใช่ธรรมดา ขนาดพระสงฆ์องค์เจ้ายังติดคุกมาแล้ว ใช่ธรรมดาเสียที่ไหน เรื่องการทุจริตคิดมิชอบมีมาทุกยุคทุกสมัย ขนาดหามาตรการปราบปรามติดตามกันกระชั้นชิด ถึงเวลายังเอารัฐมนตรีติดคุกมาแล้วหลายคน แต่รัฐมนตรีบางคนวันนี้ยังไม่รู้จักจดจำ

แหม อย่างว่า เรื่องเงินเรื่องทอง ตัวเองไม่รับ หลังบ้านก็รับมาแล้วไม่รู้กี่รายต่อกี่ราย หรือไม่จริง !!