ยิ่งใกล้วันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนความไม่แน่นอนจะมีมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือน มีข่าวคราว บิ๊กเบอร์ต้นๆ ประเมิน เสียงโหวตรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในวันออกเสียงประชามติ 7 สิงหาคม พบว่าก้ำกึ่งสูสีเป็นที่ยิ่ง ไม่มีฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใดทิ้งขาด
ผลออกได้ 2 หน้า
ครั้นเมื่อใกล้ถึงวันหย่อนบัตร จับสัญญาณ ความเคลื่อนไหวฝ่ายเกี่ยวข้อง มีเดิมพันสูง พบร่องรอยประหวั่นพรั่นพรึงชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ
คล้ายกับว่า หวาดผวา-เก็บอาการไม่อยู่
การที่กระบอกเสียงรัฐบาล คนใกล้ชิด ประเภทมีตำแหน่งแห่งหน ทยอยออกมา ปูทางสร้างความชอบธรรม
ตีความประมาณว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบ ย่อมเท่ากับ เป็นความยินยอมพร้อมใจของประชาชน ต้องการต่อวีซ่าให้รัฐบาลอยู่ต่อ
ที่คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อมิให้เป็นอุปสรรค กำหนดอายุขัยรัฐนาวาลายพรางให้อยู่ได้แค่กรกฎาคม 2560
อย่างไรก็ตาม “บิ๊กตู่” ยืนยันมาตลอด รัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ไม่มีผลต่อการอยู่ในตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วางแผนลงจากหลังเสือไว้แล้ว ตามกรอบเวลา อย่างช้าสุดภายในปี 2560
ที่เป็นคำถาม นักวิชาการ และฝ่ายการเมืองอยากได้คำตอบคือ กรณีไม่ผ่านจะทำอย่างไร หรือก็คือจะมีการเลือกตั้งภายในกติกาใด
กรณีตีตกร่าง จึงหาได้เป็นการยืดเวลาครองอำนาจออกไปแต่อย่างใดไม่
แต่ในแง่การเมือง อาจนำมาตีความเข้าข้าง อ้างอย่างนั้นได้
นำมาปลุกยั่ว ผู้ไม่ไร้เดียงสา ออกมาใช้สิทธิโหวตรับก็ได้
ที่มากไปกว่านั้น คงเป็นการแก้เกมการเมืองมากกว่า
เป็นความพยายามที่จะนำมาสู้กับกระแส ปลุก แปรเสียงไม่รับร่าง เท่ากับปฏิเสธ คสช.ที่เป็นต้นธาร แต่งตั้ง กรธ.
การตีความพลิกแพลงแบบวิจิตรพิสดารจึงเกิดขึ้น มุ่งนำมาสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตัว
ทั้งที่การรณรงค์ได้ฝ่ายเดียว หนำซ้ำขณะนี้ยังมีดีเจลายพราง ขอแจมออกวิทยุด้วย คือคำตอบชัดแจ้งในตัวอยู่แล้วว่า แท้ที่จริงแล้ว รัฐอยากให้ผ่านหรือไม่
การรับ-ไม่รับ เสียงส่วนใหญ่อย่างไหน เป็นผลดีต่อรัฐมากกว่า
อันที่จริง รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ อยู่ที่เนื้อหาเป็นหลัก
เนื้อหามีอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจ รับ-ไม่รับร่าง ซึ่งเสียงก้ำกึ่ง สูสี
แต่ก็มีปัจจัยรอง มองข้ามไม่ได้ เข้ามามีผลประกอบการพิจารณาตัดสินใจ อย่างภาพรวมสังคม ภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง การถูกกดทับ อยู่อย่างอึดอัดด้วย
เรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นผลดี เอื้ออำนวยต่อการที่จะได้เสียงเพิ่ม ในฝ่ายรัฐมากกว่าฝ่ายไม่รับ
น่าเชื่อได้ว่า คนจำนวนไม่น้อย อยากหลุดพ้นสถานการณ์อยู่ภายใต้รูปแบบพิเศษในปัจจุบัน
จะเรียกว่า ขอไปตายเอาดาบหน้าคงไม่ผิดนัก
แนวโน้มความเป็นไปได้จากเหตุปัจจัยดังกล่าว ทำให้โอกาสที่รัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบเปิดกว้างอยู่เหมือนกัน
แต่หากทว่า ผลออกมาตรงกันข้าม
ใครจะตีความเข้าข้างตัวเอง อย่างที่พยายามปูทางไว้อย่างไรก็ได้
แต่ที่ประมาท มองข้ามมิได้เป็นอันขาด นั่นคือรูปแบบการต่อสู้ วิธีคิดของประชาชนได้เปลี่ยนไปแล้ว
แม้อยู่ในภาวะตกระกำลำบาก ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม แต่ก็ไม่ยอมให้ใครก็ตาม ยัดเยียดอะไรก็ได้ ด้วยเห็นว่าอับจนทางเลือก
จะร่าง จะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างใดก็ได้
ประชาชนจำทนรับได้ อาจไม่ใช่อีกต่อไป
วิธีคิดที่เปลี่ยนไป แม้ฝ่ายกุมอำนาจจะรักษาสถานภาพเอาไว้ได้ ไม่มีอะไรมากระทบกระเทือนเฉพาะหน้า
แต่ในทางยาวจะอยู่ยาก เดินยากมากขึ้นกว่าเดิม

