ไม่เพียงแต่ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ซึ่งเคยเป็นหมายเลข 1 ของ กปปส.เมื่อเดือนมกราคม 2557 เท่านั้นจะเคยตั้งข้อสงสัยต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ”
ไม่ว่าจะฉบับของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่ว่าจะฉบับของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์
หาก นายแก้วสรร อติโพธิ ก็มีความไม่เห็นด้วยอย่างจริงจังต่อการตัด “สิทธิชุมชน” ออกไปจาก “ร่างรัฐธรรมนูญ” อย่างตั้งใจ
ก็ นายแก้วสรร อติโพธิ มิใช่หรือที่เคยก่อตั้ง “กลุ่มไทยสปริง”
ยิ่งกว่านั้น นายสมเกียรติ อ่อนวิมล ยังถึงกับประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนแสดงการไม่ยอมรับต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” อย่างเปิดเผย
คนเหล่านี้เป็นใคร
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ก่อนสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516 นายแก้วสรร อติโพธิ เคยร่วมกับพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย
ขณะที่ นายสมเกียรติ อ่อนวิมล เคยขึ้นเวที “กปปส.”
ความเห็น “ต่าง” ของคนเหล่านี้ดำเนินไปในขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เล่นบท “กองเชียร์” ต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
เหล่านี้คือ “รูปธรรม” แห่งการแตก แยก สลายในทาง “การเมือง”
ยิ่งเมื่อเกิดปรากฏการณ์ “กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” อันมี ดร.สุริชัย หวันแก้ว และ ดร.โคทม อารียา กับ นายจอน อึ๊งภากรณ์ เป็นแกนหลัก
กลุ่มนี้มี “พลัง” ดูดดึงและประสานทางการเมืองอย่างมี “กัมมันตะ”
ไม่เพียงแต่ได้ “ลายเซ็น” ของนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา หากยังได้ของพรรคเพื่อไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาอยู่แถวเดียวกันกับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ยิ่งกว่านั้น จากแถลงการณ์ฉบับที่ 1 มาถึงแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ไม่เพียงแต่รายชื่อขยายจาก นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หากแต่ยังมี นายประสาร มฤคพิทักษ์ รวมถึง นายวสันต์ สิทธิเขตต์ และ นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์
เท่ากับสะท้อนให้เห็นว่า ไม่เพียงแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินสวนทางกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
หาก นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ก็สร้าง “ดาว” ขึ้นมาใหม่
นี่เท่ากับยืนยันให้เห็นการแยก และแตกตัวทางการเมืองจากฝั่งของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากฝั่งของ กปปส. มายืนอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง
ฟากที่ตั้งข้อสงสัยต่อ “ความชอบธรรม” ของ “ร่างรัฐธรรมนูญ”
ร่างรัฐธรรมนูญอันผ่านการการันตีจาก “แม่น้ำ 5 สาย” และกำลังขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการออกเสียง “ประชามติ”
จึงเท่ากับเป็นหินลองทองอันคมแหลม
แยกระหว่างฝ่ายที่ “ยอมรับ” กับฝ่ายที่ตั้ง “ข้อสงสัย”
ในช่วงที่การต่อสู้จวนเจียนจะถึงขั้นแตกหัก กระบวนการสลายตัวภายในสังคมเก่าทั้งสังคม ก็บรรลุถึงระดับที่รุนแรงอย่างยิ่งและแหลมคมอย่างยิ่ง
กระทั่งทำให้คนส่วนน้อยส่วนหนึ่งแยกตัวออกและเข้ามาอยู่กับฝ่ายที่กุมอนาคต
เพราะยิ่ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมา “สดุดี” ต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” ว่ามีความล้ำเลิศประเสริฐศรีเพียงใด
“ปฏิมา” แห่ง “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ก็ยิ่งบิดเบี้ยว
หากความหมายของคำขวัญที่ว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ได้ถูกนำมากองรวมเอาไว้ใน “ร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็สร้างความคลางแคลง กังขา เป็นอย่างสูง
สูงกระทั่งก่อให้เกิด “กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” สูงกระทั่งก่อให้เกิดความไม่แน่ใจว่า “อนาคต” ของประเทศจะดำเนินไปอย่างไรหาก “ร่างรัฐธรรมนูญ” ฉบับนี้ได้รับการประกาศและบังคับใช้
ตรงนี้เองที่ทำให้ “ประชามติ” ในวันที่ 7 สิงหาคม ทรง “ความหมาย”
ยิ่งใกล้วันที่ 7 สิงหาคม ยิ่ง “ร่างรัฐธรรมนูญ” ได้รับการอ่าน การวิเคราะห์ สังเคราะห์ มากเท่าใด
ยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งในทาง “ความคิด” อันนำไปสู่การแตกแยกในทาง “การเมือง” และในที่สุดก็เกิดการแยกตัวในทาง “การจัดตั้ง”
ทั้งหมดนี้ คือ เงาสะท้อนแห่งกระบวนการคิดใหม่ ทำใหม่

